posttoday
National e-Payment ก้าวสู่ยุคชำระเงินออนไลน์

National e-Payment ก้าวสู่ยุคชำระเงินออนไลน์

23 กุมภาพันธ์ 2559

โดย...ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

โดย...ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2558 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment Master Plan) ซึ่งถือเป็นก้าวย่างสำคัญที่จะพลิกโฉมรูปแบบการชำระเงินของไทยในอนาคต เข้าสู่ระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) เพื่อทดแทนการชำระเงินแบบเงินสดอย่างครบวงจรภายในอีก 1 ปีครึ่ง สอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ในกิจกรรมและกระบวนการทางเศรษฐกิจและสังคมของทุกภาคส่วน 

การชำระเงิน (Payment) หมายถึงอะไร และการชำระเงินของไทยในปัจจุบันเป็นอย่างไร       

ปัจจุบันการจ่ายด้วย “เงินสด” ถือเป็นวิธีการดั้งเดิม และยังคงเป็นวิธีหลักในการชำระเงินหลักของคนไทยมาตลอด แม้ว่าการถอนเงินสดจาก ATM ของธนาคารพาณิชย์จะมีสัดส่วนที่ลดลงมาอยู่ที่ 30% ของการทำธุรกรรมชำระเงินต่างๆ (จากสัดส่วน 45% เมื่อ 10 ปีก่อน) ในขณะที่การพัฒนาของเทคโนโลยีได้ส่งผลให้มีรูปแบบการชำระเงินใหม่ๆ เกิดขึ้น เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคด้วยบริการที่สะดวกและรวดเร็ว ส่งผลให้การชำระเงินผ่าน “ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์” อาทิ การโอน/ตัดเงินล่วงหน้าอัตโนมัติ บริการธนาคารทางอินเทอร์เน็ต/มือถือ บัตรเดบิต บัตรเครดิต มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ตามลำดับ ส่วนตัวกลางผู้ให้บริการก็เข้ามาในตลาดเพิ่มขึ้น ตามการพัฒนาของเทคโนโลยีต่างๆ แต่การให้บริการยังคงอยู่ในขอบเขตที่จำกัดกว่า ส่งผลให้ในภาพรวมธนาคารพาณิชย์ยังคงเป็นผู้ให้บริการหลักในปัจจุบันด้วยสัดส่วนสูงกว่า 75% ของปริมาณธุรกรรมทั้งหมด

มองไปข้างหน้า ...โฉมหน้าการชำระเงินในอนาคตจะเปลี่ยนไปจากการผลักดันของภาครัฐผ่านแผน National e-Payment Master Plan

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงบริการอินเทอร์เน็ตได้โดยสะดวกมากขึ้น ผ่านอุปกรณ์พกพาในรูปแบบต่างๆ ผนวกกับการเดินหน้าโครงการต่างๆ ด้วยการผลักดันของภาครัฐ ด้วยความร่วมมือของภาคเอกชนตามแผน National e-Payment หากเป็นไปตามแนวทางที่วางไว้ ภายในสิ้นปี 2560 คงจะมีผลให้พฤติกรรมการชำระเงินของภาคธุรกิจและครัวเรือนไทยแตกต่างออกไปจากปัจจุบันอย่างชัดเจนขึ้น

ผลกระทบ : ภาคครัวเรือนน่าจะเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์มากที่สุด ผ่านการชำระเงินที่มีขีดจำกัดลดลง ธุรกรรมการโอนเงิน/จ่ายเงินรายย่อย และการใช้การ์ดแทนเงินสดในชีวิตประจำวันจะเพิ่มขึ้นมาก เป็นผลจาก

ความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการโอนเงิน/จ่ายเงินรายย่อยที่จะเกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านช่องทางต่างๆ ด้วยการใช้เลขบัตรประชาชน และเบอร์มือถือ ซึ่งจำได้ง่ายกว่าเลขที่บัญชีธนาคาร และยังสามารถโอนข้ามธนาคาร และข้ามค่ายของผู้ให้บริการได้ ซึ่งคาดว่าทางการเองก็มีแผนในการออกแบบหน้าจอให้ใช้งานง่ายและไม่ซับซ้อน คาดว่าจะให้บริการได้ภายในไตรมาส 3/2559 ขณะที่การซื้อของ จ่ายค่าบริการ หรือชำระค่าโดยสารด้วยบัตรเดบิตและเครดิต จะสะดวกขึ้นทั้งจากจำนวนเครื่องรับบัตรที่จะเพิ่มขึ้นตามแผน (จากปัจจุบันเครื่องรับบัตร 3 แสนกว่าเครื่อง เป็น 2 ล้านกว่าเครื่อง) ครอบคลุมทั้งร้านค้าปลีกรายย่อย หรือโชห่วยไปจนถึงหน่วยงานภาครัฐ และในอนาคตอาจพัฒนาไปสู่การใช้บัตรประชาชนแทนบัตรเดบิตในการรูดชำระเงิน

ค่าธรรมเนียมการใช้บริการโอนเงินต่อรายการที่ถูกลง จากปัจจุบันที่10-35 บาท จากการผลักดันของภาครัฐเพื่อให้ผู้ที่ต้องการโอนเงินด้วยมูลค่าที่ไม่สูงมากก็สามารถใช้บริการได้

มูลค่าขั้นต่ำในการชำระเงินโดยใช้บัตรได้ที่ลดลง โดยไม่ต้องลังเลว่าจะต้องซื้อขั้นต่ำตามเกณฑ์ที่ร้านค้ากำหนดที่ 500-1,000 บาท ในกรณีของบัตรเครดิต ซึ่งจะทำให้นำไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้คล่องตัวขึ้น เช่น จ่ายค่าแท็กซี่ ซื้ออาหารตามร้านทั่วไป เป็นต้น

ความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น จากการที่ไม่ต้องพกเงินสดจำนวนมาก ขณะที่บัตรต่างๆ เช่น บัตรเดบิต บัตรเอทีเอ็ม จะใช้ชิปการ์ดแทนแถบแม่เหล็กในปัจจุบัน โดยมีกำหนดการของการเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือน พ.ค. 2559 และในอนาคตจะต่อยอดไปสู่ระบบ PIN ในการรูดซื้อของ

การติดต่อภาครัฐที่จะมีความสะดวกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการรับสวัสดิการ (อาทิ เบี้ยยังชีพ การชดเชยค่ารักษาพยาบาล) การรับเงินภาษีคืน ที่จะวิ่งเข้าสู่บัญชีธนาคาร หรือ e-Wallet ของผู้รับได้โดยตรง ตลอดจนการชำระภาษีที่จะมีความรวดเร็วมากขึ้น

จากภาพที่จะเกิดขึ้นดังกล่าว ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า จะส่งผลให้สัดส่วนมูลค่าการชำระเงินด้วยช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ของไทยเพิ่มขึ้นจากที่ประมาณ 40% ไปอยู่ในระดับที่สูงกว่า 50% ได้ในอีก 10 ปีข้างหน้า ซึ่งเทียบเคียงได้กับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เช่น อังกฤษ ออสเตรเลีย สหรัฐ ซึ่งมีสัดส่วนดังกล่าวสูงกว่า 50% หรือที่ 89% 86% และ 80% ตามลำดับ ขณะที่สัดส่วนดังกล่าวของมาเลเซียและอินโดนีเซียอยู่ที่ 45% และ 31% ของการชำระเงินรายย่อย ตามลำดับ

ผู้บริโภคที่เป็นผู้มีรายได้น้อยหรืออยู่ห่างไกล มีโอกาสเข้าถึงบริการทางการเงินในระบบมาก หากผู้บริโภคเริ่มมีความคุ้นชินกับระบบการโอนเงินดังกล่าวและใช้งานมากขึ้นแล้ว ก็น่าจะสามารถต่อยอดไปถึงการเข้าถึงบริการด้านสินเชื่อ และการออม-ลงทุนในระยะถัดไปได้ เนื่องจากผู้ให้บริการทางการเงินจะสามารถสะสมข้อมูลธุรกรรมและพฤติกรรมทางการเงินรายบุคคลสำหรับการประเมินเครดิตและให้สินเชื่อในอนาคต ภายใต้อัตราดอกเบี้ยที่คงต่ำกว่าสินเชื่อนอกระบบ

ผลกระทบ : ภาคธุรกิจและเศรษฐกิจ

- จำนวนผู้ให้บริการชำระเงินรายใหม่ที่จะเพิ่มขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ

- ธุรกิจ E-Commerce ขยายตัวเพิ่มขึ้น

- ลดต้นทุนของระบบเศรษฐกิจในภาพรวม โดยกระทรวงการคลัง ระบุว่า จะลดต้นทุนได้ประมาณ 7.5 หมื่นล้านบาท/ปี หรือประมาณ 0.8% ของจีดีพี ซึ่งเป็นเม็ดเงินที่คำนวณจากการประหยัดต้นทุนจากภาคธนาคารราว 3 หมื่นล้านบาท/ปี รวมทั้งการประหยัดต้นทุนจากภาคธุรกิจอีก 4.5 หมื่นล้านบาท/ปี ซึ่งอยู่ในรูปต้นทุนที่ลดลงจากการบริหารจัดเก็บเงินสดและเช็ค การพิมพ์และจัดส่งเอกสารใบกำกับภาษี เป็นต้น

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69