
อังกฤษส่อแยกตัวอียู ฉุดยุโรปสั่นสะเทือน
จากที่เคยคาดการณ์กันว่าการถอนตัวออกจากกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) เป็นเพียงแค่คำขู่ของอังกฤษ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
จากที่เคยคาดการณ์กันว่าการถอนตัวออกจากกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) เป็นเพียงแค่คำขู่ของอังกฤษ ที่ต้องการต่อรองผลประโยชน์จากอียูมากขึ้น ทว่าสถานการณ์ในปัจจุบันเริ่มเปลี่ยนแปลงไป เมื่อหลายฝ่ายเริ่มออกมาสนับสนุนการแยกตัวมากขึ้น เช่น บอริส จอห์นสัน นายกเทศมนตรีกรุงลอนดอน ซึ่งเป็นนักการเมืองที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคนหนึ่งในอังกฤษ ที่ประกาศจะรณรงค์ให้อังกฤษแยกตัวในการลงประชามติวันที่ 23 มิ.ย.นี้
โอกาสที่อังกฤษจะฉายเดี่ยวออกมาจึงเริ่มขยับขึ้นสูงถึง 40% แล้วจากการประเมินของผู้จัดการกองทุนชื่อดังอย่างพิมโก และทำให้การลงประชามติของชาวแดนผู้ดีในกลางปีนี้เป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง
เพราะนี่ไม่ใช่เพียงการแยกตัวของเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่สุดอันดับ 5 ของโลกเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองตามมาเป็นวงกว้างต่อ 28 ประเทศอียูที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1993 โดยเฉพาะต่อเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศยูโรโซน 19 ประเทศที่ยังคงอ่อนแอ และอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง นับตั้งแต่ที่เกิดวิกฤตการณ์หนี้สาธารณะกลุ่มประเทศ PIIGS เมื่อปี 2010
ตลาดทุนตอบรับสัญญาณลบทันที ค่าเงินปอนด์ของอังกฤษ อ่อนค่าลงต่ำสุดในรอบเกือบ 6 ปี โดยดิ่งลงวันเดียวถึง 1.7% มาอยู่ที่ 1.4163 เหรียญสหรัฐ/ปอนด์ จากระดับ 1.4405 เหรียญสหรัฐ/ปอนด์ เมื่อเย็นวันศุกร์ที่ 19 ก.พ.ที่ผ่านมา
เช่นเดียวกับการประมูลพันธบัตรอายุ 10 ปี วงเงิน 2,750 ล้านปอนด์ (ราว 9.82 หมื่นล้านบาท) เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งให้อัตราดอกเบี้ยผลตอบแทนต่ำที่สุดทุบสถิติใหม่ของอังกฤษเพียง 1.59% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะตั้งเป้าไว้ 1.52 เท่า อีกทั้งยังเป็นการประมูลพันธบัตร 10 ปี ในวงเงินที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2015 อีกด้วย
ผลตอบรับด้านลบเช่นนี้เป็นมาตรวัดได้อย่างหนึ่งว่า การแยกตัวของอังกฤษจะก่อให้เกิด “ผลเสีย” มากกว่าผลดี ไม่ว่าจะด้านเศรษฐกิจของอียูและยูโรโซน หรือด้านการเมืองที่อาจเขย่าความเชื่อมั่นทั่วโลกมากที่สุดในรอบหลายสิบปีนี้
ปัจจัยลบอย่างแรกก็คือ การที่อังกฤษจะออก/ไม่ออกจากอียู (Brexit) นั้น จะทำให้เกิดผลความไม่มั่นใจต่ออนาคตตามมา ซึ่งนอกจากการเดิมพันเรื่องอยู่หรือไปแล้ว กรณีที่ถอนตัวออกไป อังกฤษจะต้องล้มกระดานเจรจาเรื่องความสัมพันธ์ด้านต่างๆ กับอียูใหม่ทั้งหมด ซึ่งอาจใช้เวลานานถึง 2 ปีเต็มกว่าจะครอบคลุมครบทุกด้าน
ที่เลวร้ายกว่าก็คือ การโบกมือลาครั้งนี้อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นการล่มสลายของการรวมกลุ่มสหภาพยุโรป ที่เป็นต้นแบบของการรวมกลุ่มในหลายภูมิภาคของโลกตามมา ซึ่งรวมถึงประชาคมอาเซียน (Asean Community) ของบ้านเราด้วย โดยเฉพาะเดนมาร์กที่อาจเดินตามรอยของอังกฤษตามมา กับการลงประชามติแยกตัวขึ้นอีกครั้ง (ครั้งแรกล้มเหลวไปแล้ว) เนื่องจากไม่พอใจนโยบายหลายด้านของอียู ขณะที่สกอตแลนด์ประกาศจะแยกตัวออกจากสหราชอาณาจักรทันที หากอังกฤษออกจากอียู
นิโคลา สเตอเจียน นายกรัฐมนตรีของสกอตแลนด์ ประกาศชัดเจนว่าจะเดินหน้าการผลักดันเอกราชของสกอตแลนด์อีกครั้งหากอังกฤษลงประชามติออกจากอียู เนื่องจากขัดกับความต้องการของชาวสกอตที่ต้องการอยู่ต่อ และแม้ว่าการลงประชามติแยกตัวของสกอตแลนด์จะจบไปแล้วบนความพ่ายแพ้ที่ 55-45% เมื่อปี 2014 แต่พรรครัฐบาลปัจจุบันที่สนับสนุนการแยกตัว ได้รับการสนับสนุนจากชาวสกอตมากขึ้น และได้ที่นั่งในสภาไปถึง 56 จาก 59 ที่นั่ง เมื่อปีที่แล้ว สะท้อนถึงโมเมนตัมของชาวสกอตที่อาจจะกลับมาแยกตัวอีกครั้ง
สิ่งที่จะตามมาก็คือ ผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจยุโรป โดยเฉพาะความเชื่อมั่นต่อกลุ่ม 18 ประเทศยูโรโซน ที่ใช้ค่าเงินยูโรร่วมกัน และใช้นโยบายการเงินร่วมกันภายใต้ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ค่าเงินยูโรและปอนด์จะยิ่งร่วงหนักขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ เยน และหลายสกุลเงินสำคัญ
แน่นอนว่าภาวะเช่นนี้จะยิ่งส่งผลให้ตลาดทุนยุโรปเกิดความผันผวนต่อเนื่องไปจนถึงกลางปีเป็นอย่างน้อย เป็นแรงกดดันเพิ่มเติมจากที่ธนาคารในยุโรปหลายแห่งกำลังประสบปัญหาการขาดทุนและปัญหาการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ซึ่งอาจส่งผลให้ มาริโอ ดรากี ผู้ว่าการอีซีบี จำเป็นต้องใช้มาตรการดอกเบี้ยติดลบและกระตุ้นทางการเงินเพิ่มเติมอีก จากปัจจุบันที่ใช้ดอกเบี้ยติดลบ 0.3% และใช้นโยบายผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ซื้อสินทรัพย์เดือนละ 6 หมื่นล้านยูโร (ราว 2.15 ล้านล้านบาท) ไปแล้ว
ทางอีซีบีเองก็ได้ส่งสัญญาณแสดงความกังวลมาก่อนหน้านี้แล้วด้วยว่า ความผันผวนจากเบร็กซิต จะยิ่งกดดันภาวะเงินเฟ้อและเศรษฐกิจของยูโรโซน
ผลกระทบอีกด้านที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ สถานภาพศูนย์กลางทางการเงินโลกของกรุงลอนดอน ที่จะเสื่อมมนตร์ขลังลง และอาจทำให้ศูนย์กลางการเคลียริ่งเงินยูโรในอังกฤษถูกลดอิทธิพลกระจายไปยังเมืองอื่นๆ เช่น แฟรงก์เฟิร์ต หรือปารีส แทน ขณะที่ด้านการลงทุนในอังกฤษก็คาดว่าจะได้รับผลกระทบไม่แพ้กัน เนื่องจากเมื่อไม่ได้รวมอยู่ในตลาดร่วมเดียวกันแล้ว แรงดึงดูดที่จะทำให้ต่างชาติเข้าไปยังอังกฤษก็น้อยลง โดยเฉพาะเมื่อมีตัวเลือกที่ดีกว่าในด้านภาษีอย่างไอร์แลนด์
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะไม่มีการออกจากอียูอย่างที่กังวลกัน แต่ความสัมพันธ์ใน 28 ประเทศนี้ก็อาจจะไม่แน่นแฟ้นเหมือนเดิม เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่ทางอียูจำเป็นต้องใช้ไม้แข็งขึ้นมากดดันอังกฤษหลายด้าน ทั้งเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการถอนตัวออก และเพื่อไม่ให้เกิดกรณีเลียนแบบขึ้นกับประเทศอื่นๆ ตามมา ซึ่งที่สุดแล้วก็จะทวีความตึงเครียดขึ้น และสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาปะทุขึ้นตามมา จากปัจจุบันที่หลายประเทศกำลังมีปัญหาตึงเครียดกับนโยบายผู้อพยพมากที่สุดเป็นทุนเดิมที่พร้อมปะทุขึ้นทุกเมื่ออยู่แล้ว







