
มีพุทธศาสนา ไว้ในรัฐธรรมนูญทำไม?
วลีฮิตยุคนี้ “มี... ไว้ทำไม?” ยิ่งทำให้คนควันออกหูมากเท่าไร คนจัดยิ่งรู้ว่ามันได้ผล
โดย...ปณิฏา สุวรรณปาล บรรณาธิการแมกกาซีน
วลีฮิตยุคนี้ “มี... ไว้ทำไม?” ยิ่งทำให้คนควันออกหูมากเท่าไร คนจัดยิ่งรู้ว่ามันได้ผล ซึ่งเชื่อว่าเป็นแบบที่พวกเขาคาดการณ์เอาไว้ตั้งแต่ต้น ขณะที่คนมองอยู่ไกลๆ กลับเห็นว่า คนสมัยนี้ช่างไร้อารมณ์ขันเข้าไปทุกที ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะโทษว่าเป็นเพราะความขัดแย้งทางสังคม อารมณ์ชอบเสพดราม่า ช่องว่างระหว่างวัย หรือเพราะเศรษฐกิจที่ไม่มีทีท่าว่าจะกระเตื้องขึ้นกันแน่
น่าแปลกที่คนต่างชาติมักเห็นคนไทยยิ้ม หัวเราะตลอดเวลา บ้างคิดว่า ถึงขั้นบ้าด้วยซ้ำ หัวเราะอะไรกันได้นักหนา แต่หารู้ไม่ว่า จริงๆ แล้วในระดับซีเรียส คนไทยปกติขาดอารมณ์ขัน และไร้สุขขนาดไหน
เมื่อเร็วนี้ๆ วารสาร American Journal of Epidemiology โดยวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และการเมืองแห่งลอนดอน ประเทศอังกฤษ ร่วมกับศูนย์การแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยเอราสมุสแห่งประเทศเนเธอร์แลนด์
ตีพิมพ์ผลงานวิจัยที่ได้ข้อสรุปว่า ศาสนาคือความสุขที่ยั่งยืน โดยแนะนำคนที่ต้องการพบความสุขที่แท้จริง ให้หันเข้าหาศาสนา เนื่องจากเป็นความสุขที่ยั่งยืนกว่าความสุขรูปแบบอื่นๆ ทั้งหมด ไม่ว่าจะการเป็นอาสาสมัคร เล่นกีฬา หรือเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ที่เคยมีการวิจัยกันมาก่อนหน้านี้
การวิจัยชิ้นนี้พุ่งเป้าไปที่ 1) การอุทิศตัวให้การกุศล 2) การลงคอร์สเรียนสิ่งใหม่ๆ 3) การเข้าร่วมกลุ่มที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนา และ 4) การเข้าร่วมกลุ่มทางสังคมหรือกลุ่มการเมือง ซึ่งพบว่ากลุ่มที่เข้าร่วมกับข้อ 3 เพียงกลุ่มเดียวเท่านั้นที่พบความสุขแบบยั่งยืน
ขณะที่คนที่เข้าร่วมกลุ่มทางสังคมอย่างอื่น โดยเฉพาะกลุ่มการเมืองนั้น พวกเขารู้สึกว่ามีประโยชน์ต่อตัวเองแบบชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น แต่พอพูดถึงความสุขระยะยาว ชาวยุโรปที่ตอบแบบสอบถามบอกว่า มีความเครียดตามมาหลังจากไปรวมกลุ่มนานๆ
ศาสนาคือความสุขที่ยั่งยืน เนื่องในวันสำคัญทางศาสนาพุทธ จึงอยากจะตั้งข้อสังเกตว่า เราจะบัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญว่า ศาสนาพุทธคือศาสนาประจำชาติ ทำไม? ในเมื่อเมืองไทยก็เป็นเมืองพุทธ และคนไทยส่วนใหญ่ก็นับถือศาสนาพุทธอยู่แล้ว ซึ่งหากใครเข้าถึงแก่นแท้ของศาสนา ยึดถือปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนหลักๆ ของศาสนาพุทธ ไม่ว่าจะเป็น การเดินทางสายกลาง การใช้ปัญญาในการแก้ปัญหา ศีล 5 อาจถือครบบ้างไม่ครบบ้าง หลักๆ คือไม่เบียดเบียนผู้อื่นทั้งกาย วาจา ใจ
แล้วเราจะบัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญว่า ศาสนาพุทธคือศาสนาประจำชาติ ทำไม? หากปฏิบัติง่ายๆ อย่างที่กล่าวไว้ด้านบนยังไม่สำเร็จ
น่าสังเกตว่า ความความพยายามครั้งแล้วครั้งเล่าที่ยังไม่ประสบผล เป็นเพราะสิ่งซับซ้อนซ่อนเงื่อนที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับตัวศาสนาอย่างแท้จริงหรือไม่
ในเพจเฟซบุ๊กชื่อ Do and Don’t on Buddha หยิบยกเรื่องการรณรงค์ให้มีการบัญญัติพุทธศาสนาให้เป็นศาสนาประจำชาติ ใน change.com มาโปรโมท โดยพูดถึงเรื่องที่มีผู้คัดค้านกล่าวว่า “การไม่บรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญนั้น เพราะพระพุทธศาสนาอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ และเกรงว่าจะกีดกันศาสนาอื่นในประเทศ”
เพจดังกล่าวเห็นว่า การกล่าวเช่นนั้นของผู้ค้าน แสดงให้เห็นถึงการไม่เข้าใจถึงธรรมอย่างลึกซึ้ง เพราะว่าการไม่บรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ถือว่าเป็นการละทิ้งพระพุทธศาสนา ทั้งๆ ที่พุทธศาสนามีส่วนช่วยอุปถัมภ์รัฐในการปกครองบ้านเมือง เพื่อให้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยเป็นไปอย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ ถูกต้องตามหลักธรรม อันจะทำให้ประเทศชาติเกิดความสมานฉันท์ เกิดสันติภาพและสันติสุข (อ่านรายละเอียดการรณรงค์ที่ http://chn.ge/1sn0fpz)
พุทธศาสนาไปเกี่ยวข้องกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพตรงไหน ประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่ปกครองระบอบประชาธิปไตยส่วนใหญ่นับถือศาสนาที่แตกต่างกันมากมาย
ดิฉันอ่านแล้วก็งงๆ โยงไปโยงมา ก็กลายเป็นเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองจนได้... สิน่า เอาเป็นว่าเขียนมาถึงตรงนี้ก็เริ่มจะขาดอารมณ์ขันขึ้นมากับเขาบ้างแล้ว
ศาสนาคือความสุขที่ยั่งยืน โดยเฉพาะศาสนาพุทธ เป้าหมายสูงสุดคือความหลุดพ้น โดยเฉพาะหลุดพ้นจากความทุกข์ ถ้าเรายังทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ไม่สำเร็จ ก็อย่าบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเลยดีกว่ามั้ยว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ?







