
เร่งหนุนสตาร์ทอัพ
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ประกาศก้องในงาน “สานพลังประชารัฐ ส่งเสริม SMEs, Startup&Social Enterprise(SE)” ว่าถึงเวลาแล้วที่กลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอีไทย จะเป็นสปริงบอร์ดให้กับเศรษฐกิจประเทศไทย
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ประกาศก้องในงาน “สานพลังประชารัฐ ส่งเสริม SMEs, Startup&Social Enterprise(SE)” ว่าถึงเวลาแล้วที่กลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอีไทย จะเป็นสปริงบอร์ดให้กับเศรษฐกิจประเทศไทย
งานครั้งนั้นได้ลงนามความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมเพื่อสนับสนุน ส่งเสริมและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเอสเอ็มอี สตาร์ทอัพและวิสาหกิจเพื่อสังคม จากหน่วยงานต่างๆ กว่า 60 แห่ง มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านต่างๆ จำนวน 7 ฉบับ เช่น พี่ช่วยน้อง โครงการส่งเสริมเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุน เป็นต้น โดยกลุ่มภาคีแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาวางยุทธศาสตร์เพื่อดำเนินการตามเป้าหมาย
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้รัฐบาลผลักดันมาตรการต่างๆ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการกลุ่มสตาร์ทอัพ โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 5 รอบปีบัญชี ให้แก่ธุรกิจเอสเอ็มอี ในกลุ่มสตาร์ทอัพที่จดทะเบียนไว้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2558-31 ธ.ค. 2559 และมีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่ม
เทคโนโนโลยีและนวัตกรรม 2.กลุ่มเกษตรแปรรูป และ 3.กลุ่มวิจัยและพัฒนา แต่ยังไม่เห็นความเคลื่อนไหวเท่าที่ควร
นายสมคิด ยอมรับว่า เอสเอ็มอี สตาร์ทอัพ เป็นโลกของคนตัวเล็กที่ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 15 ปีในการสร้างความเข้าใจ และชี้ให้สังคมเห็นถึงความสำคัญของผู้ประกอบการกลุ่มนี้ ผ่านไป 15 ปีแล้วความเข้าใจในธุรกิจเอสเอ็มอีก็ยังไม่ถ่องแท้ วันนี้แม้จะมีหลายภาคส่วนมาร่วมมือ ทำให้มีความหวังขึ้นมาบ้าง แต่ภาพก็ยังไม่ชัดเจน
หลายโครงการรัฐบาลเร่งผลักดันมาตั้งแต่ปีที่แล้ว เช่น โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Policy Loan) ผ่านธนาคารเพื่อพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท ปล่อยกู้ไปได้ 4,000 ล้านบาท คณะรัฐมนตรีจึงมีมติขยายระยะเวลาสินเชื่อในโครงการนี้ออกไปอีก
ขณะที่โครงการสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าตลาด หรือซอฟต์โลน วงเงินแรก 1 แสนล้านบาท แม้ช่วงแรกจะค่อนข้างปล่อยได้ช้า ช่วงหลังเร่งโครงการได้เร็วขึ้น และเพิ่มวงเงินอีก 5 หมื่นล้านบาท แต่วงเงินดังกล่าวยังมีความคลางแคลงใจว่าปล่อยกู้ถึงมือผู้ประกอบการหน้าใหม่ หรือรายเล็กรายน้อย จริงหรือไม่
จน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องออกมากระตุ้นให้ธนาคารพาณิชย์พิจารณาสินเชื่อให้ผู้ประกอบการหน้าใหม่เพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างเต็มที่ ลดแนวคิด วิธีการเดิมๆ ที่จะปล่อยสินเชื่อเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการหน้าใหม่เหล่านี้ให้สามารถเดินไปข้างหน้าได้ เพราะพวกเขาถือเป็นอีกแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยที่กลายมาเป็นความหวังหลัก ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมของทั้งโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวและผันผวนอยู่ตลอดเวลา การพึ่งพาผู้ประกอบการรายใหญ่แต่เพียงอย่างเดียวคงไม่ได้
แม้รัฐบาลจะเร่งเร้าหนักเพียงใดก็ตาม แต่หากองคาพยพในการสนับสนุนผู้ประกอบการก็ยังคงมีแนวคิดแบบเดิมๆ การขับเคลื่อนยังเดินหน้าได้ช้า บางโครงการต้องอาศัยเวลาบ่มเพาะ อีกหลายโครงการที่สามารถต่อยอดได้ก็ยังไม่เห็นความชัดเจนเป็นรูปธรรม
อย่าลืมว่าโลกการค้าสมัยนี้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเป็นโลกการค้าที่ไร้พรมแดน กว่าที่หน่วยงานรัฐจะขับเคลื่อนได้ตามแผนยุทธศาสตร์ต่างๆ ที่วางไว้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพก็หลุดลอยไป โดยที่ไทยได้แต่มองตาปริบๆ







