
ลดค่าเงินกระตุ้นส่งออก ทางออกโลกยิ่งไร้ความหวัง
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
เมื่อวานนี้มีการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจของ 2 ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในเอเชีย คือ “จีน” และ “ญี่ปุ่น” ซึ่งมีความคล้ายคลึงกันอย่างหนึ่งโดยมิได้นัดหมาย นั่นก็คือ ภาวะเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศนี้กำลังอยู่ในภาวะที่ย่ำแย่อย่างหนัก
จีนนั้นต้องพบกับตัวเลขการส่งออกเดือน ม.ค.ลดลงถึง 11.2% และนำเข้าลดลง 18.8% หรือลดลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์เอาไว้มาก ซึ่งเดิมนั้น ผลสำรวจนักวิเคราะห์โดยรอยเตอร์สคาดการณ์ตัวเลขส่งออกจะลดลงเพียง 1.9% และนำเข้าจะลดลงเพียง 0.8% เท่านั้น
ขณะที่ฝั่งญี่ปุ่นก็เผชิญกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 4 ปี 2015 ติดลบไปถึง 1.4% หรือมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะติดลบอยู่ที่ 1.2% โดยในจำนวนนี้เป็นภาคการส่งออกที่ติดลบ 0.9% เช่นเดียวกับการนำเข้าที่หดตัวลง 1.4% เช่นกัน
สิ่งที่คล้ายคลึงกันอีกอย่างของทั้งสองประเทศนี้ก็คือ จีนและญี่ปุ่นต่างก็มีการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมาอย่างหนักและต่อเนื่องกันแล้วทั้งคู่ โดยเฉพาะมาตรการทางการเงินเพื่อหวังผลให้ค่าเงินของตนเองอ่อนค่าลง จนสามารถหนุนภาคการส่งออกที่เป็นรายได้สำคัญของประเทศ
เพราะแม้ว่าญี่ปุ่นจะมีการพึ่งพาการบริโภคในประเทศเป็นหลัก เช่นเดียวกับจีนที่ประกาศปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โดยลดการพึ่งพาการส่งออกและหันมากระตุ้นการบริโภคในประเทศให้มากขึ้น แต่ภาวะเศรษฐกิจและบรรยากาศโดยรวมในปีที่ผ่านมากลับไม่เอื้อต่อการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคมากนัก ไม่ว่าจะด้วยความผันผวนในตลาดทุน และค่าแรงที่แทบจะไม่ปรับเพิ่มขึ้น จึงทำให้ทั้งสองประเทศนี้ไม่เหลือทางเลือกมากนัก นอกจากต้องใช้สูตรเก่าๆ ด้วยการกดค่าเงินเพื่อกระตุ้นภาคการส่งออกให้ได้มากที่สุด
จีนนั้นใช้ยาแรงด้วยการลดค่าเงินหยวนถึงกว่า 2% ในช่วงวิกฤตการณ์ตลาดทุนจีนเมื่อเดือน ส.ค. 2015 พร้อมเข้าแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากการตั้งราคาอ้างอิงค่ากลางเงินหยวน และการแทรกแซงในตลาดออฟชอร์ที่ฮ่องกง อีกทั้งยังมีการทยอยอัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบอย่างต่อเนื่อง จนตัวเลขสิ้นสุดปี 2015 ค่าเงินหยวนอ่อนค่าลงรวมทั้งปีประมาณ 4.46% เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ
ด้านญี่ปุ่นใช้วิธีการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบมหาศาลในมาตรการผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ไล่ซื้อสินทรัพย์ในประเทศเป็นปีละ 80 ล้านล้านเยน ซึ่งวิธีนี้จะทำให้มีสภาพคล่องเงินเยนในปริมาณมาก ทำให้เงินเยนอ่อนค่าลงได้ส่วนหนึ่ง และในปีที่ผ่านมาเงินเยนก็อ่อนค่าลงไป 0.64%
อย่างไรก็ตาม มาตรการกดดันค่าเงินเพื่อช่วยหนุนการส่งออกกลับพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไม่ได้ผลเท่าที่ควร
เพราะสงครามค่าเงินในครั้งนี้เป็นการลั่นกลองรบกันอย่างโจ่งแจ้งและดุเดือดกว่าหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา จนถึงขั้นที่ธนาคารกลางหลายแห่งแข่งกันกระตุ้นจนต้องใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ เช่น ธนาคารกลางในหลายประเทศยุโรป และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ที่นำร่องไปก่อนใคร จนมีธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ตามรอยมาในที่สุด
เดวิด บราวน์ จากบริษัทที่ปรึกษา นิว วิว อีโคโนมิกส์ ระบุในเซาท์ ไชน่า มอร์นิงโพสต์ ว่า การแข่งขันกันที่ดุเดือดดังกล่าวส่งผลข้างเคียงให้ทั่วโลกวิตกมากกว่าทุกครั้งว่าธนาคารกลางทั่วโลกกำลังอยู่ในภาวะที่ไม่มีทางเลือก และพร้อมที่จะกดค่าเงินเพื่อกระตุ้นภาคการส่งออกของตัวเอง ซึ่งธนาคารกลางหลายแห่งก็เข้าร่วมในสงครามครั้งนี้ด้วย ส่งผลให้ทั่วโลกวิตกกังวลมากกว่าจะเชื่อมั่นในความพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจวิธีนี้
นอกจากนี้ สงครามค่าเงินรอบใหม่ยังมีขึ้นท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกมากกว่าหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา เช่น เมื่อเทียบกับช่วงเศรษฐกิจถดถอยหลังวิกฤตการณ์ภาคการเงินในปี 2008 ทิศทางของประเทศใหญ่ๆ ล้วนไปในทางเดียวกัน คือ เศรษฐกิจแย่จนรัฐบาลต้องออกมาตรการทางการเงินหรือการคลังมากระตุ้น ซึ่งต่างจากในครั้งนี้ ที่ทิศทางนโยบายการเงินของโลกแตกแยกกัน จนสร้างความปั่นป่วนในตลาดทุนอย่างต่อเนื่อง และอาจลามเข้าสู่ภาคเศรษฐกิจจริงได้
กรณีของจีนไม่อาจประสบความสำเร็จได้เหมือนในอดีต เนื่องจากจีนกำลังประสบกับปัญหาภาคเศรษฐกิจจริงหนักกว่าที่ผ่านๆ มา ซึ่งนอกจากการค้าที่ซบเซาแล้ว ปัญหาหนี้เสียของจีนยังเขย่าความเชื่อมั่นของทั่วโลกอย่างรุนแรง และจีนยังต้องรับมือกับศึกอีกด้านจากกลุ่มเฮดจ์ฟันด์ขาใหญ่ที่เข้ามาทุบค่าเงินหยวนและเงินเหรียญฮ่องกงด้วย
ขณะที่ฝั่งญี่ปุ่นก็ไม่ประสบความสำเร็จกับการกดค่าเงินเยน ทั้งที่ใช้ดอกเบี้ยติดลบและคิวอีพร้อมกัน เนื่องจากประจวบเหมาะกับที่โลกกำลังมีความเสี่ยงรอบด้านมากเกินไป ทั้งความเสี่ยงจากการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ความเสี่ยงภาคธนาคารในยุโรป และแรงฉุดจากภาคพลังงาน จึงทำให้เกิดกระแสทุนไหลเข้าญี่ปุ่นแทนที่จะไหลออกมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ทำให้เงินเยนอ่อนค่าลงเพียงเล็กน้อย และสถานการณ์ก็เห็นได้ชัดเจนมากขึ้นในปีนี้ ที่เงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม ที่สุดแล้วรัฐบาลกลางของแต่ละประเทศก็อาจไม่เหลือทางเลือกมากนักตามที่หลายฝ่ายกังวล และจำเป็นต้องเดินหน้าออกมาตรการกระตุ้นทางการเงินเพิ่มเติมเพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจในประเทศให้ได้มากที่สุด
อินโดนีเซีย ซึ่งเพิ่งรายงานตัวเลขการส่งออกเดือน ม.ค.ลดลงถึง 20.72% และนำเข้าลดลง 17.15% นั้น ถูกตลาดจับตามองว่าอาจต้องประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในการประชุมธนาคารกลางวันที่ 17-18 ก.พ. เช่นเดียวกับธนาคารกลางเกาหลีใต้ ที่คาดกันว่าอาจต้องปรับลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเช่นกัน หลังการส่งออกเดือน ม.ค.ลดลงถึง 18.5% หรือต่ำสุดตั้งแต่เดือน ส.ค. 2009
ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่วัน ธนาคารกลางสวีเดนก็เพิ่งเดินหน้าลดดอกเบี้ยติดลบเพิ่มเป็น 0.5% จากเดิมที่ลบ 0.35% เพื่อลุยกระตุ้นเศรษฐกิจในบ้าน ขณะที่ธนาคารกลางไต้หวันก็ไม่รอท่า ลดดอกเบี้ยก่อนใครตั้งแต่เดือน ธ.ค. ปีที่แล้ว ในขณะที่หลายประเทศยังรอดูท่าทีของเฟด เนื่องจากภาคการส่งออกไต้หวันย่ำแย่หนักสุดในรอบหลายปี
ภาวะเช่นนี้จึงอาจทำให้สงครามค่าเงินยิ่งระอุและผันผวนหนักกว่าเดิมอย่างไร้ทางเลือกก็เป็นได้







