
ปัญหาของบัณฑิตไทย
โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์
โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์
หากผมไม่ใช่คนร่ำรวยพอที่จะส่งเสียลูกหลานให้เรียนจบมหาวิทยาลัยโดยไม่ต้องกู้หนี้ยืมสิน และลูกหลานของผมไม่ใช่เด็กเรียนดีมีแววว่าจะหาทุนเรียนหนังสือได้ และไม่ส่อแววว่าจะเป็นไอน์สไตน์คนต่อไปแล้ว
ผมจะไม่พยายามดิ้นรนขวนขวายกู้หนี้ยืมสินจำนองไร่นามาให้ลูกเรียนมหาวิทยาลัยเสียค่าหน่วยกิตแพงๆ เป็นอันขาด ยิ่งต้องหาเงินส่งไปเรียนเมืองนอกแล้ว ผมจะยิ่งต้องคำนวณถึงความคุ้มหรือไม่คุ้มที่จะต้องส่งเรียนค่าใช้จ่ายปีละหลายแสนบาท เพื่อกลับมาทำงานเดือนละ 2-3 หมื่นบาท
ผมเข้าใจครับว่าเรื่องการก่อหนี้ยืมสินและพยายามผลักดันให้ลูกหลานจบปริญญานั้น เป็นเรื่องของหน้าตาและค่านิยมในสังคมไทยที่ยังเชื่อว่าถ้าลูกหลานได้รับการศึกษาสูงๆ แล้วจบออกไปจะได้เป็นเจ้าคนนายคน เชิดหน้าชูตาวงศ์ตระกูล แต่ที่พูดอย่างนั้น เพราะสัปดาห์ที่แล้วผมเสียเงิน 2,000 บาทให้กับคนรับจ้างตัดหญ้าในหมู่บ้าน ให้มาช่วยตัดหญ้าขนและหญ้าคาในที่ดินที่ปลูกกล้วยหอมไว้ ซึ่งต้องรอคิวอยู่เกือบอาทิตย์ เขาจึงจะว่างมาทำให้ เพราะมีคิวตัดหญ้าในหมู่บ้านล่วงหน้ายาวเหยียด ตามที่เขาให้ดูในไอโฟน 6 ที่เขาใช้อยู่ โดยสองคนพี่น้องเรียนจบแค่ ป.7 เท่านั้น แต่มีรายได้เฉลี่ยวันละอย่างต่ำ 3,000-4,000 บาท สุดแต่ความขยันหรือขี้เกียจ เพราะมีงานให้ทำมากมาย
แล้วอาทิตย์เดียวกัน เครื่องปรับอากาศในห้องนอนลูกสาวเกิดงอนขึ้นมาที่ไม่ค่อยเปิดใช้เพราะอากาศหนาว พอเปิดเลยไม่ยอมให้ไอเย็นเสียเฉยๆ เป่าแต่ลมร้อนออกมา ต้องโทรศัพท์ไปตามอาเฮียเจ้าของร้านบริการเครื่องปรับอากาศให้มาบริการ แกส่งลูกน้องคนหนึ่งเข้ามาล้างเครื่อง เติมน้ำยาอะไรไม่ทราบ คิดค่าบริการไป 700 บาท ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ผมต้องจ่ายไปด้วยความเต็มใจ เพราะขืนแสดงอาการไม่เต็มใจบ่นว่าแพง คราวหน้าเรียกอาจไม่ยอมมาเพราะกว่าจะได้คิวบริการเกือบสัปดาห์เหมือน 2 สาวนักตัดหญ้า
รายนี้เหมือนกัน ทั้งเฮียเจ้าของร้านและลูกน้องจบ ป.4 ทั้งคู่ แต่พูดภาษาช่างได้คล่องแคล่ว จนคนจบปริญญาโทอย่างผมงงไม่รู้เรื่อง จึงได้รู้ว่าความรู้นั้นเรียนไม่รู้จบ ทางใครทางมัน ไม่มีใครเก่งกว่าใคร แต่ที่แน่ๆ ผมต้องพึ่งบริการของเขา และอย่างดีเป็นแค่หนึ่งในจำนวนลูกค้าของเขาในหมู่บ้านที่ผมอยู่ และหมู่บ้านใกล้เคียง ไม่มีอภิสิทธิ์และทักษิณใดๆ ทั้งสิ้น
อีกงานหนึ่ง ผมต้องควักเงินจ่ายให้ช่างประปาในหมู่บ้าน ซึ่งตอนที่ผมมาอยู่หมู่บ้านนี้ใหม่ๆ เป็นเด็กลูกมือช่างไฟฟ้า ประปา คนเก่า เดี๋ยวนี้เปิดร้านขายฮาร์ดแวร์ อุปกรณ์ก่อสร้าง ไฟฟ้า ประปา ทุกชนิด ที่ร้านเซเว่นฯ ไม่ขายแข่ง เหมือนแม่ค้าขายข้าวแกงในหมู่บ้าน มีห้องแถวในหมู่บ้าน 4 ห้อง เปิดร้านขายสินค้าผูกขาดการค้า สินค้าฮาร์ดแวร์ทุกชนิดในหมู่บ้านแต่ผู้เดียว เพราะไม่มีใครขายแข่ง ตั้งราคายุติธรรมหรือไม่ยุติธรรม ไม่มีใครทราบ เพราะซื้อขายกันมาตั้งแต่คนซื้อและคนขายยังเป็นหนุ่มเป็นสาว จนปัจจุบันมีหลานๆ มาวิ่งเล่นช่วยอากงขายของ
สำหรับรายนี้เข้าใจว่าจบ ป.4 จากสุรินทร์เหมือนกัน ก่อนจะมาทำไฟฟ้า ประปา ในหมู่บ้านจนเป็นเถ้าแก่ เคยถามว่าแกบริหารสินค้าคงคลังอย่างไร แกบอกว่า แกจำสต๊อกสินค้าได้ทุกชิ้น ตั้งแต่นอต หรือตะปูตัวเล็ก ไปจนถึงรถเข็นปูน และไม่มีหนี้สินกับแบงก์ ขายได้เท่าไหร่เอามากินมาใช้ ดีกว่าฝากเงินไว้กับแบงก์กินดอกเบี้ย ต้องถือว่าเป็นการบริหารธุรกิจอีกแบบหนึ่ง คือ แบบเศรษฐกิจพอเพียง ไม่มีหนี้
พูดไปพูดมา ลืมเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังว่า ผมจ่ายเงินให้ช่างซ่อมประปาไปเท่าไหร่ ผมจ่ายไปอีก 2,000 บาท ให้มาช่วยติดตั้งปั๊มน้ำตัวใหม่ ใช้เวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง เพราะตัวเก่าใช้มานานเสียเกินซ่อม ซึ่งปกติแกรับซ่อมปั๊มน้ำด้วย เมื่อบอกว่าซ่อมไม่ได้เพราะไม่มีอะไหล่ ต้องยอมเชื่อเพราะถ้าซ่อมได้แกคงรับซ่อมเพราะได้เงิน รายนี้ ป.4 อีกเหมือนกัน
สรุปแล้วหมู่บ้านผมมีคนที่ทำมาหารายได้มีงานทำประจำไม่ขาดอยู่หลายคน
ที่พูดเรื่องนี้ เพราะเผอิญอ่านบทความหนึ่งว่า เมืองไทยเรานี้มีคนจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ปีละ 3-4 แสนคน 80% จบการศึกษาสายสังคมศึกษา ส่วนที่จบการศึกษาสายวิทยาศาสตร์ และวิศวะ มีไม่ถึง 20% ในขณะที่ตลาดแรงงานสามารถรับคนที่มีคุณวุฒิระดับนี้ได้ปีละประมาณ 1.5 แสนคน สรุปแล้ว คนที่จบปริญญาครึ่งหนึ่ง จบออกมาแล้วไม่มีงานทำ และยังถูกคนที่จบปริญญาโท ซึ่งเดี๋ยวนี้ผลิตออกมามากมาย แข่งขันแย่งชิงงานจนตกงานไปด้วยกัน ต้องเกาะพ่อแม่กินหลังรับปริญญา แต่ที่ไม่เป็นปัญหาเพราะครอบครัวไทยไม่รังเกียจที่จะดูแลลูกหลานที่ยังช่วยตัวเองไม่ได้ ไม่ว่าจะเรียนจบออกมากี่ปีแล้วก็ตาม ผมมีเพื่อนฝูงหลายคนที่มีปัญหานี้ เจอหน้าใครก็ฝากงานให้ลูกหลาน จึงพอเชื่อได้ว่าตัวเลขที่ปรากฏน่าจะใกล้เคียงกับความเป็นจริง และควรหาหนทางแก้ไข
ผมเองเป็นกรรมการอยู่ในบริษัทหลายแห่งที่อยู่ในภาคอุตสาหกรรมการผลิต ปัญหาอย่างหนึ่งที่ผู้ประกอบการเจอคือ การขาดแคลนนายช่าง หรือคนงานที่มีทักษะและมีฝีมือที่จะทำงานในโรงงาน ซึ่งแรงงานระดับนี้ แรงงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้านทำไม่ได้ ยกเว้นแรงงานที่มีฝีมือจากประเทศอื่น จากประเทศอินเดีย ยุโรปตะวันออก หรือแม้แต่ประเทศในยุโรปตะวันตกที่มีปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งจำเป็นต้องจ่ายค่าจ้างให้ในอัตราที่สูงระดับเดียวกับนายจ้างคนไทยหรือสูงกว่า ไม่ใช่จ้างเพราะต้องการลดค่าใช้จ่าย แต่จำเป็นต้องจ้างเพราะไม่มีคนไทยที่ได้รับการศึกษาหรือการฝึกอบรมมาในระดับนี้ให้มาทำงานในโรงงาน
เพราะฉะนั้น แนวทางในการแก้ไขปัญหาปริญญาตรีเฟ้อ ยกเว้นในแขนงที่ตลาดแรงงานต้องการ แต่มีคนจบออกมาน้อย คือ การเปลี่ยนค่านิยมของสังคมว่ามีลูกหลานจะต้องเป็นบัณฑิตจบปริญญาจึงจะเชิดหน้าชูตา ให้หันมายอมรับความจริง แทนที่จะมุ่งหน้าผลักดันลูกหลานเข้ามหาวิทยาลัยแขนงวิชาใดก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานหรือไม่ ให้หันมาเรียนในสายวิชาชีพต่างๆ แทน ในระดับ ปวช. ปวส. หรืออนุปริญญา เพราะถ้าจบการศึกษาหรือเข้ารับการอบรมในวิชาชีพต่างๆ ที่ตลาดต้องการแทนแล้ว จะไม่มีปัญหาเรื่องตกงานหลังจบปริญญา เป็นภาระของครอบครัวที่ยังใช้หนี้เงินกู้ที่กู้มาส่งลูกหลานเรียนไม่หมด
ความจริงผมเองเริ่มทำงานเมื่อจบการศึกษาระดับ ปวส.เหมือนกัน และไม่เห็นว่าจะเป็นอุปสรรคในเรื่องหน้าที่การงานแต่อย่างใด เพราะทำงานไปเรียนไปก็ได้ ยิ่งมีประสบการณ์ในการทำงาน ยิ่งสามารถประยุกต์ทฤษฎีที่เรียนเข้ากับอาชีพการงานได้ดีด้วยตัวเอง
เรื่องของปริญญาหาเอาหลังทำงานแล้วก็ได้ ยิ่งพอรวยแล้วเดี๋ยวมีมหาวิทยาลัยเสนอให้ปริญญาโท ปริญญาเอก จนเลือกไม่ทันเสียด้วยซ้ำไป เชื่อเถอะครับ







