
กสิกรไทยแนะรัฐบาล ใช้ค่าเงินกระตุ้นศก.
กสิกรไทยแนะ ธปท. แทรกแซงค่าเงินกระตุ้นเศรษฐกิจแทนการลดดอกเบี้ย เพื่อกระตุ้นการส่งออกและท่องเที่ยว
กสิกรไทยแนะ ธปท. แทรกแซงค่าเงินกระตุ้นเศรษฐกิจแทนการลดดอกเบี้ย เพื่อกระตุ้นการส่งออกและท่องเที่ยว
กอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวในงานสัมมนา “ก้าวต่อมาเศรษฐกิจไทย จับทิศทางค่าเงินและอัตราดอกเบี้ย” ว่า จากคำพูดของ เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่กล่าวว่า มีโอกาสจะยังไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งต่อไป ทำให้ธนาคารมองว่าในปีนี้ทางเฟดจะยังไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ย น่าจะทบทวนการขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในอีก 14 เดือนข้างหน้า และทั่วโลกก็ตีความในทิศทางเดียวกันส่งผลให้ค่าเงินบาทต่อเหรียญสหรัฐกลับมาแข็งค่าอย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ มองว่าในสถานการณ์เศรษฐกิจโลกชะลอตัวและการส่งออกกับการท่องเที่ยวเป็นเพียง 2 ปัจจัยหลักที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ ทางธนาคารแห่งประเทศไทยควรจะหันมาใช้นโยบายแทรกแซงค่าเงินบาท เพื่อให้อ่อนค่าลง จะได้กระตุ้นการส่งออกและการท่องเที่ยว
“การลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศปีนี้อาจจะไม่ได้ผลมากนัก เพราะหนี้ครัวเรือนสูงมากแล้ว และรายได้ของประชากรฐานรากหายไปจากการที่สินค้าเกษตรราคาตก เพราะยอดสั่งซื้อลดลงตามเศรษฐกิจชะลอตัว” กอบสิทธิ์ กล่าว
กอบสิทธิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันค่าเงินบาทในตะกร้าเงินแข็งค่ามาอยู่ที่ระดับ 108.1 และค่าเงินบาทโดยเฉลี่ยมีการแข็งค่ามากที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศที่ไทยค้าขายด้วยทั้งหมด หากต้องการลดค่าเงินลงต้องลดดอกเบี้ย แต่คิดว่าการลดดอกเบี้ยจะทำไม่ไหวแล้วเพราะหนี้ครัวเรือนสูง จึงควรหันมาบริหารค่าเงินหรือแทรกแซงน่าจะได้ประโยชน์มากกว่า ซึ่งการแทรกแซงค่าเงินในครั้งนี้จะแตกต่างจากการแทรกแซงค่าเงินเมื่อปี 2540 เพราะครั้งนี้จะเป็นการซื้อเงินเหรียญสหรัฐ และสามารถพิมพ์เงินเพิ่มได้จากการที่มีทุนสำรองที่มากพอ ส่วนในปี 2540 แทรกแซงค่าเงินด้วยการขายเงินเหรียญสหรัฐและไทยมีเงินทุนสำรองไม่เพียงพอ ต้องไปกู้จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)
สำหรับค่าเงินบาทต่อเหรียญสหรัฐคาดว่าจะแข็งค่าสุดที่ระดับ 35 บาท/เหรียญสหรัฐ ภายในระยะสั้นนี้ แต่ในระยะยาว 1 ปี สิ้นสุดปี 2559 คาดว่าค่าเงินบาทจะอยู่ที่ระดับ 38 บาท/เหรียญสหรัฐ
ทั้งนี้ ทางธนาคารจะมีการทบทวนตัวเลขการขยายตัวของการส่งออกใหม่อีกครั้งภายในเดือน มี.ค. จากที่ประมาณการไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น 2% เพราะการที่เฟดส่งสัญญาณไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ย แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจในยุโรป ญี่ปุ่น จีน รวมถึงเอเชียยังไม่ดีขึ้น การขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะกระทบกับเศรษฐกิจทั่วโลกและย้อนกลับมากระทบสหรัฐได้
“จากการสำรวจสกุลเงินที่ภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก ถือไว้เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศเป็นสกุลเหรียญสหรัฐถึง 64% เพิ่มขึ้นจากเดิม 61% รองลงมาถือในรูปสกุลเงินยูโรและเยน แม้เฟดไม่ใช่ธนาคารกลางของโลก แต่จากการที่ทั่วโลกถือเงินสกุลเหรียญสหรัฐสูงมาก ทำให้ท่าทีของเฟดและเงินเหรียญสหรัฐมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจโลกมาก” กอบสิทธิ์ กล่าว
เศรษฐกิจไทยปีนี้ คาดว่าจะขยายตัวได้ดีกว่าปี 2558 โดยธนาคารประเมินว่าจีดีพีปีนี้จะขยายตัวได้ 3% แต่ยังมีความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังถึงแม้ว่าภาคการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายภาครัฐจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ อย่างไรก็ตามไทยจำเป็นต้องอาศัยตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น การลงทุนภาคเอกชนซึ่งน่าจะเกิดขึ้นตามมาหลังจากภาครัฐนำร่องการลงทุนไปแล้ว
วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ปีนี้ยังต้องติดตามดูปัจจัยที่จะมีผลต่อเงินทุนเคลื่อนย้าย จากกรณีที่เฟดจะเลื่อนขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ ถ้าเลื่อนออกไปจากเดิมที่ตลาดคาดว่าจะปรับขึ้นในเดือน มี.ค.ปีนี้ ก็มีโอกาสที่เงินทุนจะไหลเข้ามาเพิ่ม ในเบื้องต้น ธปท. คาดว่าเฟดน่าจะเลื่อนการขึ้นดอกเบี้ยออกไปก่อน และอีกปัจจัยหากเศรษฐกิจจีนชะลอ หรือประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่แย่ลง ก็อาจทำให้เงินทุนไหลออกเพิ่มขึ้นก็ได้ จากปี 2558 ที่ผ่านเงินทุนไหลออกสุทธิ 1.88 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
ปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติก็ถือลงทุนในตลาดตราสารหนี้ของไทยในสัดส่วนที่น้อยเพียง 8% ของยอดคงค้างทั้งหมดในสิ้นปี 2558 ทำให้มีสภาพคล่องในระบบการเงินไทยสูงช่วยป้องกันผลกระทบจากเงินทุนไหลออกได้ และไม่เกิดปัญหาสภาพคล่องตึงตัว
“และถึงเงินเฟ้อทั่วไปจะติดลบก็ยังไม่ใช่ภาวะเงินฝืด โดยการดำเนินนโยบายการเงินจะยังผ่อนคลายเพื่อประคองเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัวต่อไป” วิรไท กล่าว







