
วิกฤตแบงก์2016
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ [email protected]
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ [email protected]
มองย้อนกลับไปเมื่อปี 2008 ตอนนั้นยอมรับเลยค่ะว่านักข่าวอย่างเราๆ ถึงกับอึ้งและจับต้นชนปลายไม่ค่อยจะถูกเหมือนกันกับวิกฤตการณ์ภาคการเงินสหรัฐ ตอนที่วาณิชธนกิจ แบร์ สเติร์นส์ ล้มช่วงต้นปีนั้น ก็พอรู้ว่าปัญหาซับไพรม์สหรัฐเป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัส แต่ก็ยังไม่ถือว่าเป็นการเปิดฉากความตื่นตระหนกที่แท้จริง จนกระทั่ง “เลห์แมน บราเธอร์ส” วาณิชธนกิจอีกแห่งล้มตามมาในช่วงปลายปีเดียวกัน
ปัจจุบันผ่านมาได้ราว 8 ปี ก็กำลังเริ่มมีการจุดกระแสความวิตกขึ้นมาอีกครั้งว่า วิกฤตการณ์ภาคการเงินอาจหวนกลับมารอบใหม่ โดยมีศูนย์กลางปัญหาอยู่ที่ “ดอยช์แบงก์” แบงก์พาณิชย์รายใหญ่ที่สุดในเยอรมนี
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาที่ดอกเบี้ยทั่วโลกถูกกดลงมาแสนต่ำนั้น ดอยช์แบงก์ก็เป็นหนึ่งในสถาบันการเงินที่เอาเงินนี้ไปลงทุนให้งอกเงย แต่ความน่ากลัวก็คือ ดันไปลงทุนปล่อยกู้ออกตราสารกับภาคธุรกิจพลังงานมากกว่าใคร ซึ่งในขณะนั้นก็ไม่มีใครคาดคิดเช่นกันว่า ภาคพลังงานในวันนี้จะวิกฤตป่นปี้ได้ถึงขนาดนี้
ตลาดกำลังกลัวว่า ดอยช์แบงก์ที่เพิ่งรายงานตัวเลขขาดทุนในปี 2015 ถึง 7,400 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.6 แสนล้านบาท) จะไม่มีปัญญาจ่ายหนี้ก้อนแรกในหุ้นกู้แปลงสภาพประเภท Cocos วงเงิน 350 ล้านยูโร (ราว 1.39 หมื่นล้านบาท) ที่มีกำหนดในเดือน เม.ย.นี้
ตลาดเขาคุยกันว่า ดอยช์มีภาระกับตราสารอนุพันธ์ถึงเกือบ 55 ล้านล้านยูโร (ราว 2,190 ล้านล้านบาท) เรียกว่าใหญ่กว่าจีดีพีของกลุ่มยูโรโซนถึง 5 เท่าเลยทีเดียว
จึงไม่น่าแปลกใจที่ตลาดหุ้นทั่วโลกจะกลับมาปั่นป่วนอีกรอบ เพราะแรงเทขายหนักในหุ้นกลุ่มแบงก์ หันไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลกันแทนจนบอนด์ยิลด์ญี่ปุ่นติดลบ และทำให้ความกังวลเรื่องวิกฤตการณ์ภาคการเงินกลับมาเป็นกระแสใหม่อีกครั้ง
เรื่องนี้ต้องจับตากันไม่กะพริบค่ะ







