
ดอกเบี้ยติดลบไร้ผล ตลาดทุนโลกยิ่งกังวลหนักขึ้น
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
การประกาศใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) เมื่อวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา อาจเป็นการใช้ยาแรงที่สร้างความตกใจไปทั่วโลก ทว่าตลาดในขณะนั้นก็สะท้อนปฏิกิริยาด้านบวกมากกว่าลบ ดัชนีนิกเกอิ 225 ทะยานขึ้นไปสูงสุดในรอบ 2 สัปดาห์ ขณะที่ค่าเงินเยนก็อ่อนค่าลงไปแตะระดับ 121.49 เยน/เหรียญสหรัฐ
ทว่า หลังดีใจได้เพียงแค่ 2 วัน ตลาดทุนญี่ปุ่นก็เริ่มกลับมาสู่ภาวะขาลงอีกครั้ง และสาหัสมากกว่าที่คาดคิด โดยเฉพาะเมื่อวันที่ 9 ก.พ. ซึ่งดัชนีนิกเกอิ 225 ลบไปมาถึง 5.4% หรือดิ่งลงรวมแล้วถึง 15% นับตั้งแต่เปิดปีนี้มา เช่นเดียวกับค่าเงินเยนที่ทะยานแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วจนไปแตะระดับ 114.205 เยน/เหรียญสหรัฐ หรือต่ำที่สุดในรอบ 15 เดือนมาแล้ว
สัญญาณลบที่บ่งชี้ความตื่นตระหนกของนักลงทุนอีกด้านหนึ่ง ยังปรากฎให้เห็นผ่าน “ตลาดพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น” ที่พันธบัตรอายุ 10 ปี ให้ผลตอบแทนติดลบเป็นครั้งแรก โดยลบไป 0.007% สะท้อนว่าแม้ช่องทางการลงทุนนี้จะย่ำแย่ขนาดไม่ให้ดอกเบี้ยแถมต้องเสียเงินฟรีๆ เพิ่ม แต่นักลงทุนก็ยังเลือกที่เอาเงินมาซื้อ ตราบใดที่พันธบัตรญี่ปุ่นยังนับเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุดในโลก
ผลตอบรับที่ชัดเจนเช่นนี้จึงทำให้ทั่วโลกต้องหันมาตั้งคำถามตัวโตๆ กับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ของบีโอเจ หรือแม้แต่ธนาคารกลางอื่นๆ ที่ดำเนินนโยบายไปในทิศทางเดียวกันว่า การใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบนั้น สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อได้จริงหรือ
ทั้งนี้ การลงดาบเก็บดอกเบี้ยกับสถาบันการเงินที่มาพักเงินไว้กับบีโอเจ มีขึ้นบนความคาดหวังว่าจะทำให้สถาบันการเงินเหล่านี้นำเงินไปลงทุนหรือปล่อยกู้ให้เอกชน กระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ เช่น โซนี่ แบงก์ ที่กำลังเสนอแพ็กเกจเงินกู้บ้านใหม่ โดยมีอัตราดอกเบี้ยต่ำสุดเพียง 0.54% เท่านั้น และมีโปรโมชั่น 0% ในบางเคสด้วย ขณะที่ฝั่งรัฐบาลก็มีความยืดหยุ่นในการกู้เงินมากขึ้น หากต้องการใช้มาตรการทางการคลัง อัดงบประมาณพิเศษเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
ทว่า นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งเชื่อว่า มาตรการของบีโอเจเป็นเหมือนดาบ 2 คม ที่ปัจจุบันกำลังให้ผลเสียมากกว่าผลดี แถมยังผสมด้วยปัจจัยลบจากต่างประเทศที่ทำให้สถานการณ์ในบ้านไปกันใหญ่
ผลเสียที่ว่านั้นคือ การตีความไปในทางลบว่าบีโอเจไม่เหลือน้ำยาให้ใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีก จึงจำเป็นต้องเสี่ยงใช้ยาแรงอย่างดอกเบี้ยติดลบ ทั้งที่รู้ดีว่ามีผลข้างเคียงอย่างหนัก
จากการเปิดเผยบันทึกการประชุมของบีโอเจ พบว่า มีกรรมการถึง 4 คน จากทั้งหมด 9 คน ที่คัดค้านการใช้มาตรการล่าสุดนี้ โดยหนึ่งในนั้นให้เหตุผลว่า ต้นทุนการกู้ยืมของภาคเอกชนนั้นต่ำมากพออยู่แล้ว ซึ่งหมายความว่า “ปัญหาที่ภาคเอกชนในประเทศไม่ลงทุนในสินทรัพย์ถาวร ไม่ได้เป็นเพราะดอกเบี้ยเงินกู้แพง หรือไม่สามารถเข้าถึงต้นทุนกู้ยืมได้”
อีกเหตุผลหนึ่งในการคัดค้านก็คือ ยาแรงเช่นนี้จะส่งผลข้างเคียงกระทบต่อระบบการเงิน และตลาดเงินตลาดทุนในประเทศมากกว่าจะช่วยหนุนภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง
นักวิเคราะห์ของซิตี้กรุ๊ป คาดการณ์ว่ามาตรการดังกล่าวที่ผลักภาระให้สถาบันการเงินลดการพักเงินไว้ที่บีโอเจ และนำเงินไปลงทุนหรือปล่อยกู้ให้ภาคเอกชนมากขึ้นนั้น จะส่งผลให้ 3 แบงก์ใหญ่ที่ได้ชื่อว่าเป็นเมกะแบงก์ ประกอบด้วย มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ‚ ซูมิโตโมมิตซุย ไฟแนนเชียล และมิซูโฮ มีรายได้จากดอกเบี้ยลดลงราว 3 แสนล้านเยน (ราว 9.2 หมื่นล้านบาท) ในปีงบประมาณปัจจุบัน
ทั้งนี้ แม้ว่าบอนด์ยิลด์ของพันธบัตรญี่ปุ่น อายุ 10 ปี จะเริ่มให้ผลตอบแทนติดลบ 0.007% เมื่อวันที่ 9 ม.ค. แต่สถานการณ์ก็ไม่ได้ดีขึ้น โดยบอนด์ยิลด์ยิ่งติดลบมากขึ้นเป็นลบ 0.025% ในวันที่ 10 ม.ค. สะท้อนว่านักลงทุนจำนวนมากยังคงเข้าไปซื้อเซฟเฮเวนช่องทางนี้ แม้ว่าต้องยอมเสียเงินเพิ่มก็ตาม
วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า มาตรการดอกเบี้ยติดลบของบีโอเจทำให้พวกกองทุนและแบงก์ขนาดใหญ่ไม่เหลือทางเลือกมากนักในการหาที่พักเงิน ยามที่ตลาดทุนโลกยังคงผันผวนหนัก และสินทรัพย์เสี่ยงก็เสี่ยงต่อภาวะขาดทุนมากเกินไป
ธนาคารมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ เป็นตัวอย่างหนึ่งที่มีปริมาณเงินฝากสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2015 อยู่ที่ 156 ล้านล้านเยน ทว่าภาวะเศรษฐกิจญี่ปุ่นในปัจจุบันที่การลงทุนซบเซาหนัก ไม่สามารถหาภาคเอกชนมากู้ยืมเพื่อไปลงทุนทั้งในและนอกประเทศได้มากนัก
ภาวะเช่นนี้ทำให้แบงก์ขนาดใหญ่ต้องจำใจไปซื้อพันธบัตรรัฐบาล ที่แม้จะต้องยอมจ่ายเงินให้รัฐทั้งที่เป็นผู้ให้เงินกู้ไปก่อน แต่อย่างน้อยที่สุด ก็ยังจ่ายน้อยกว่าเอาเงินไปพักกับบีโอเจโดยตรง ซึ่งคิดดอกเบี้ยติดลบ 0.1% ท่ามกลางแนวโน้มที่บอนด์ยิลด์จะติดลบมากขึ้นอีก เหมือนที่เกิดขึ้นมาแล้วในหลายประเทศของยุโรปที่ใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบ
นอกจากนักลงทุนในบ้านแล้ว ก็ยังมีบรรดากองทุนและแบงก์ต่างชาติที่แห่เข้าไปซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยของญี่ปุ่น ทั้งพันธบัตรรัฐบาลและเงินเยนมากขึ้นด้วย เช่น กองทุนจากยุโรป ที่พากันลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้น เนื่องจากสถานการณ์ในภาคการเงินยุโรปที่ไม่สู้ดีจากปัญหาธนาคารดอยช์แบงก์ อีกทั้งภาคเศรษฐกิจจริงก็ยังย่ำแย่
ภาวะเช่นนี้จึงทำให้ตลาดทุนญี่ปุ่นเป็นรายล่าสุดที่กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนัก เงินเยนที่แข็งค่าเร็วและมากเกินไปจะส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริงของญี่ปุ่นที่ยังอิงกับภาคการส่งออกตามมา และยังอาจกระทบการท่องเที่ยวที่เป็นอีกหนึ่งรายได้สำคัญในช่วงไม่กี่ปีมานี้ด้วย ซึ่งที่สุดแล้วก็อาจจะกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชนตามมา
การตอบรับล่วงหน้าของตลาดหุ้นและตลาดทุนญี่ปุ่นในวันนี้ จึงพอสะท้อนความกังวลได้ไม่น้อยว่า ปัญหาเศรษฐกิจในวันนี้ซับซ้อนและซ่อนเงื่อนปมที่ไม่อาจแก้ได้ง่ายๆ เพียงการออกมาตรการมากระตุ้นเศรษฐกิจเหมือนที่ผ่านๆ มาได้อีกแล้ว







