
เฟดส่อชะลอขึ้นดอกเบี้ย
ผู้ว่าการเฟดระบุ การเงินผันผวนกระทบการฟื้นตัวเศรษฐกิจในบ้าน รับอาจกระทบเป้าหมายขึ้นดอกเบี้ย
ผู้ว่าการเฟดระบุ การเงินผันผวนกระทบการฟื้นตัวเศรษฐกิจในบ้าน รับอาจกระทบเป้าหมายขึ้นดอกเบี้ย
นางเจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขึ้นให้การต่อคณะกรรมาธิการการเงิน สภาผู้แทนราษฎร ยอม รับว่า เศรษฐกิจสหรัฐกำลังเผชิญกับความเสี่ยงหลายด้านของโลกที่อาจกระทบต่อการฟื้นตัว และเป้าหมายการขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ทั้งนี้ เฟดยังคงคาดหมายว่าจะสามารถทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่ทำให้เชื่อได้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะยังขยายตัวได้ในระดับปานกลางต่อไป เช่น ความมั่งคั่งและรายได้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม เยลเลนยอมรับด้วยว่า สภาพทางการเงินในประเทศที่ตึงตัวขึ้นจากราคาหุ้นที่ปรับตัวลง ความผันผวนของเศรษฐกิจจีน และความเสี่ยงด้านเครดิตของโลก อาจส่งผลให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐต้องสะดุดลง
“สภาพทางการเงินในสหรัฐขณะนี้มีผลสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐได้น้อยลง ซึ่งหากภาวะเช่นนี้ยังคงดำเนินต่อไป ก็อาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และตลาดแรงงานในประเทศ” นางเยลเลน กล่าว
ทั้งนี้ ที่ประชุมเฟดเมื่อปลายปี 2558 ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็น 0.25 - 0.5% พร้อมตั้งเป้าทยอยขึ้นดอกเบี้ยอีก 4 ครั้งในปีนี้
สำหรับตลาดหุ้นเอเชีย-แปซิฟิกเมื่อช่วงเช้าวันเดียวกัน ดัชนีนิกเกอิ 225 ตลาดหุ้นโตเกียว ปิดลดลงอีก 2.31% หรือลดลงมาแตะ 20% แล้วตั้งแต่ต้นปี ขณะที่ตลาดหุ้นออสเตรเลีย ลดลงต่ำสุดรอบ 2 ปีครึ่ง เนื่องจากนักลงทุนกังวลกับปัญหาหนี้ของธนาคารดอยช์แบงก์ จนลดการถือหุ้นและหันไปซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยแทน
นายภากร ปีตธวัชชัย รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า มุมมองส่วนตัวมองว่ากรณีดอยช์แบงก์อาจจะส่งผลกระทบไม่รุนแรงและลามไปถึงสถาบันการเงินอื่นๆ เหมือนตอนที่เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นป็นผลพวงจากวิกฤตนั้น และหลังจากช่วงที่เกิดวิกฤต ธนาคารหรือสถาบันการเงินระดับโลก เช่น ซิตี้แบงก์ เครดิตสวิส และยูบีเอส ต่างก็มีนโยบายและโครงสร้างธุรกิจที่แตกต่างไปจากเดิมและไม่เหมือนกันแล้ว
อย่างไรก็ตาม ก็เป็นประเด็นที่ต้องคอยติดตามความเคลื่อนไหวหรือข่าวสารอย่างต่อเนื่องเพื่อติดตามผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต







