
ย่ำแย่
ดูเหมือนกับว่า เรากำลังพ่ายแพ้เขมรซ้ำแล้วซ้ำเล่าในประเด็นปราสาทพระวิหาร
ดูเหมือนกับว่า เรากำลังพ่ายแพ้เขมรซ้ำแล้วซ้ำเล่าในประเด็นปราสาทพระวิหาร
ล่าสุดคณะรัฐมนตรีถึงกับต้องมีมติ คัดค้านแผนการจัดพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร โดยมอบให้กระทรวงการต่างประเทศนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ที่บราซิล
คงจำกันได้ ครั้งหลังสุดที่พ่ายแพ้เขมร ก็คือ การที่ปล่อยให้เขมรประสบความสำเร็จในการเสนอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกเพียงฝ่ายเดียว โดยไทยไม่ได้คัดค้าน
ครั้งนั้นมีข้อมูลความชอบกล เนื่องจากเป็นรายการสมยอมจากผู้มีอำนาจฝ่ายไทย ต้องการให้ฮุนเซน นำเรื่องนี้ไปหาเสียงเลือกตั้ง
และระเบิดเวลาก็ลามต่อเนื่องมาถึง
ภายหลังจากการที่เขมรขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารแล้ว ขั้นตอนต่อไป ก็คือ จะมีการตั้งคณะกรรมการจากชาติต่างๆ เข้ามาจัดการบริหารพื้นที่รอบๆ ปราสาทพระวิหาร ที่จะกินแดนถึงไทยด้วย
แน่นอน ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกมีท่าทีจะโอนเอียงไปฝั่งเขมร โดยเฉพาะคณะกรรมการบริหารพื้นที่รอบๆ ปราสาทพระวิหาร จะเป็นชาติที่ยืนอยู่ข้างเขมรมากกว่าไทย
รัฐบาลจึงต้องใช้การประท้วงที่ค่อนข้างรุนแรง โดยระบุว่าผลการขึ้นทะเบียนมรดกโลกทำให้มีคนตายจึงต้องการให้เลื่อนพิจารณาไปก่อน
นอกจากนั้น ก่อนการดำเนินการใดๆ ในประเด็นปราสาทพระวิหาร จะต้องให้ไทยเขมรเดินหน้าตามกรอบบันทึกข้อตกลงปี พ.ศ. 2543 เรื่องการปักปันเขตแดนเสียก่อน เพราะอาจจะทำให้เกิดผลกระทบเกี่ยวกับปัญหาพรมแดน
ไทยจะมีมาตรการในการรักษาสิทธิจากเบาไปหาหนัก เช่น การประท้วง การเรียกทูตเข้ามาพบ การทำเครื่องหมายรักษาสิทธิโดยการปักธงในพื้นที่ การคงกองกำลังทหารไว้ และการบริหารจัดการคนที่เข้ามารุกล้ำพื้นที่
นี่แหละ คือหมากสุดท้ายเป็นไม้หน้า 3 ที่รัฐบาลประกาศออกมา ภายหลังเกิดเค้าลางความพ่ายแพ้
บทเรียนจากเขมรน่าจะทำให้ได้คิดกัน ไม่ใช่แค่เคราะห์กรรมที่เรามีคนไทยที่รักฮุนเซนมากกว่าแผ่นดินแม่เท่านั้น แต่ทว่าการบริหารจัดการก็สู้เขมรไม่ได้ โดยเฉพาะผู้รับผิดชอบปัญหาขาดความต่อเนื่อง ผิดจากเขมร ที่มีผู้ดูแลเรื่องอย่างจริงจังต่อเนื่องเป็นสิบๆ ปี เดินเกมทั้งระดับภูมิภาคและนานาชาติ
จึงอย่าได้แปลกใจ ทำไมถึงได้พ่ายเขมรซ้ำแล้วซ้ำเล่า







