posttoday
อาการป่วย ของชนชาวสยาม

อาการป่วย ของชนชาวสยาม

10 กุมภาพันธ์ 2559

ไม่ว่ารัฐบาลชุดไหนก็คงยากจะรักษาอาการป่วยไข้ของสังคมไทยให้ทุเลาลงได้ในเร็ววัน ปัญหาในประเทศนี้มันมีมากเกินกว่าจะใช้เครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่งแก้ไขให้สำเร็จลุล่วง

ไม่ว่ารัฐบาลชุดไหนก็คงยากจะรักษาอาการป่วยไข้ของสังคมไทยให้ทุเลาลงได้ในเร็ววัน ปัญหาในประเทศนี้มันมีมากเกินกว่าจะใช้เครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่งแก้ไขให้สำเร็จลุล่วง

เราจึงติดอยู่ในหล่มประเทศกำลังพัฒนาเรื่อยมา ความมุ่งมั่นในการดิ้นหนีสภาพที่เป็นอยู่ ยังเป็นเรื่องห่างไกล ด้วยสภาพสังคม วัฒนธรรม การเมือง และการกระจายตัวเศรษฐกิจ ไม่มีความเป็นธรรม มีความเหลื่อมล้ำอยู่ในหลายๆ ด้าน ค่าเช่าเศรษฐกิจมีต้นทุนสูง การแย่งชิงทรัพยากรมีความขัดแย้งอยู่ในหลายพื้นที่

มองในเชิงวัฒนธรรม เราเป็นสังคมบูชาความร่ำรวย ยินยอมก้มหัวให้ผู้มีอำนาจกว่า มีระบบอุปถัมภ์เป็นห่วงโซ่ของชีวิต ช่องว่างความป่วยเหล่านี้ ถูกฉกฉวยเป็นโอกาสของผู้มีอำนาจที่มีความพร้อมในการสะสมทุน

เมื่อความอ่อนแอแพร่กระจายอยู่ทั่วไป ผู้ใช้อำนาจรัฐจึงพร้อมเข้ากำกับ ใช้ทุกกลไกที่มี ชี้นำทิศทางการพัฒนาประเทศ และร่วมกันกอบโกยตักตวงผลประโยชน์อย่างไม่สิ้นสุด

จะใช้กฎหมายมาคอยแก้ปัญหา มีกี่ร้อยกี่พันฉบับก็ดูเหมือนไม่ได้มีน้ำหนักมากพอให้มองเห็นอนาคตว่าสามารถเพิ่มความเท่าเทียม สร้างความเป็นธรรมในสังคมให้มากขึ้น

ตราบที่โครงสร้างใหญ่ของอำนาจรัฐยังไม่ขยับเขยื้อน กองกำลังของชนชั้นนำยังผนึกกันอย่างแน่นเหนียว ก็ยากจะเขย่าฐานอันแข็งแกร่งให้สั่นคลอน จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้ง่ายๆ

ทุกวันนี้ยังมีกลวิธีในการสร้างมายาคติหลายรูปแบบ ผ่านวาทกรรมซ้ำๆ ซากๆ ให้สังคมโดยรวมเห็นว่าพลเมืองต้องรักชาติ แต่ฟังไปฟังมากลายเป็นการปลุกระดมความคลั่งชาติ และตอกย้ำความเป็นไทยในรูปแบบเดิมๆ

กระทั่ง พ.ศ.นี้ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกประหลาดแต่ประการใด ที่เราได้ยินนิยาม “ความมั่นคง” ในลักษณะการใช้อำนาจนิยม ซึ่งโน้มนำพลเมืองให้เพียงแค่อยู่เฉยๆ โดยอ้างว่า “ความสงบ” เป็นความปรารถนาร่วมกันของคนส่วนใหญ่

ผู้ก่อความไม่สงบจึงถูกป้ายสีให้กลายเป็น “ผู้ทำลายความมั่นคงของชาติ” และควรจะได้รับการจองจำ เพื่อเปิดทางให้การใช้อำนาจมีความชอบธรรมและทรงพลังต่อไป

จะเห็นได้ว่าวาทกรรมที่ชนชั้นนำขยันสร้างเรื่อยมา แทบไม่แตกต่างจากการโหมโฆษณาผลิตภัณฑ์ประทินผิว แม้จะใช้บ่อยครั้งแค่ไหน แต่ก็ไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ

ระบบการศึกษาชาติ เป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกฝ่ายหวังจะเห็นการเปลี่ยนแปลง แต่แล้วรัฐซึ่งทำหน้าที่กำกับและผลักดันนโยบายไปสู่การปฏิบัติ กลับเป็นอุปสรรคให้ปัญหาพอกพูนจนยากจะแก้ไข และได้สร้างแรงกระเพื่อมไปทุกภาคส่วน

ภาคธุรกิจเริ่มขาดแคลนแรงงานมีฝีมืออย่างต่อเนื่อง บัณฑิตจบใหม่ที่ผลิตจากสถาบันอุดมศึกษากำลังอยู่ในภาวะล้นเกิน และไม่มีคุณภาพ

ฝากความหวังไว้กับรัฐบาล คนถูกเลือกมาร่วมคณะรัฐมนตรีก็มีตำหนิ หลายคนขี้ริ้วขี้เหร่ มองไม่เห็นคุณลักษณะผู้นำมากพอจะช่วยผ่าทางตันปัญหา

ไม่ต้องพูดถึงกำลังคนภาครัฐ ใช่ว่าจะแตกต่างกัน เมื่อเข้าสู่ระบบอย่างไม่เป็นธรรม ก็ส่งผลให้การบริหารราชการแผ่นดินไม่มีประสิทธิภาพ นานวันเข้าก็กลายไปเป็นกลไกรัฐที่ร่วมสนับสนุนการแสวงหาประโยชน์จากงบประมาณแผ่นดิน

ตั้งแต่เรามีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จนมาถึงแผนฉบับ 11 อาจพอสรุปได้ว่า ประเทศเราเริ่มเสื่อมทรุดถดถอยลงในแทบทุกมิติ ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนถ่างมากขึ้น คนรวยประเภทนอนกินไปจนสิ้นชาติ มีแค่หยิบมือเดียว

ขณะที่ประชาชนผู้มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน ยังเป็นประชากรส่วนใหญ่ และไม่มีคุณภาพชีวิตที่ดีพอ

สภาพัฒน์ได้รายงานภาวะสังคมในไตรมาส 2 ปี 2557 ไว้น่าสนใจก็คือ การถือครองรายได้กระจุกตัวอยู่กับคนกลุ่มเล็กๆ โดยกลุ่มคนรวยที่สุด 10% ถือครองรายได้ถึง 39.3% ของรายได้ทั้งหมด

กลุ่มคนจนที่สุด 10% ถือครองรายได้เพียง 1.6% ของรายได้ทั้งหมด จึงทำให้ความแตกต่างของรายได้ห่างกันถึง 25.2 เท่า นี่คือสถิติในปี 2554

มองไปดูการใช้ทรัพยากรยังพบความเหลื่อมล้ำการถือครองที่ดินสูงมาก โดยกลุ่มผู้ถือครองที่ดิน 20% ที่ถือครองมากที่สุด มีสัดส่วนสูงถึง 79.9% ของพื้นที่ทั้งหมด

ขณะที่กลุ่มผู้ถือครองที่ดิน 20% ที่ถือครองที่ดินน้อยที่สุด มีสัดส่วนเพียง 0.3% เท่านั้น

จากข้อมูลมูลนิธิสถาบันที่ดินแห่งประเทศไทย ระบุว่า พื้นที่ประเทศไทยมีที่ดินอยู่ทั้งหมด 321 ล้านไร่ แบ่งเป็นที่ดินของรัฐ 183 ล้านไร่ หรือ 57.26% อีก 138 ล้านไร่ หรือ 42.74% เป็นที่ดินของเอกชน

โดยที่ผ่านมากรมที่ดินได้ออกเอกสารสิทธิ ทั้งโฉนดและอื่นๆ แล้วทั้งสิ้น 31.4 ล้านโฉนด บนเนื้อที่ 127 ล้านไร่ และเอกสารสิทธิที่ว่านั้นกว่า 90% กระจุกตัวอยู่กับกลุ่มบุคคลและนิติบุคคลเพียง 50 ราย หรือเป็นกลุ่มคนแค่ 10% ของประชากรทั้งประเทศ

เปิดดูรายชื่อผู้ถือครองที่ดินสูงสุดของประเทศ ก็พบว่าตระกูลสิริวัฒนภักดี ถือครองอยู่ 6.3 แสนไร่ ตระกูลเจียรวนนท์ 2 แสนไร่ บริษัท สหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม 4.44 หมื่นไร่ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ 3 หมื่นไร่ บริษัท ไออาร์พีซี 1.7 หมื่นไร่ ตระกูลมาลีนนท์ 1 หมื่นไร่ ฯลฯ

ในทางตรงกันข้าม เกษตรกร คนยากคนจน โดยเฉพาะรายย่อย จำนวนเกือบล้านครอบครัว ไม่มีที่ดินเพื่อยังชีพ และยังต้องเช่าที่ทำกินอีกไม่น้อยกว่า 1.5 ล้านครอบครัว

ที่เลวร้ายมากกว่านั้น เมื่ออำนาจรัฐ + ทุน การไล่รื้อ ฟ้องร้องขับไล่ และเกิดกรณีพิพาทที่ดินระหว่างรัฐและเอกชนกับประชาชนอีกจำนวนมาก ขณะที่นโยบายของรัฐมุ่งนำที่ดินรัฐให้เอกชนเช่าระยะยาว ขีดเส้นเขตเศรษฐกิจพิเศษส่งเสริมการลงทุน ภายใต้วิสัยทัศน์การพัฒนาไม่แตกต่างจากแผนพัฒนาชาติฉบับที่ 1

แล้วใครเหมาะจะรักษาอาการโรคเหล่านี้ให้หาย?

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว