
การพัฒนาท่องเที่ยวไทย เพื่อแข่งขันในเวทีโลก
โดย...ม.ล.สุรวุฒิ ทองแถม รองประธานอาวุโส ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้
โดย...ม.ล.สุรวุฒิ ทองแถม รองประธานอาวุโส ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้
ความสนใจของนักท่องเที่ยวทั่วโลกทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต อันดับแรกที่นิยมไม่เสื่อมคลายคือ การท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรม เช่น ปราสาทราชวัง พิพิธภัณฑ์ โบราณสถาน สถานที่สำคัญทางศาสนา แม้กระทั่งนักท่องเที่ยวชาวไทยเมื่อมีโอกาสไปต่างประเทศอย่างอังกฤษ พลาดไม่ได้ต้องชมพระราชวังบักกิ้งแฮม หอนาฬิกาบิ๊กเบน หรือบ้านเชกเสปียร์ จัตุรัสเทียนอัน
เหมิน กำแพงเมืองจีน ในนครปักกิ่ง อนุสรณ์แห่งความรักทัชมาฮาล สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาพุทธ เช่น พุทธคยาในอินเดีย
อันดับสอง การท่องเที่ยวเชิงกีฬา ผู้หลงใหลชมการแข่งขันรถฟอร์มูล่าวัน ผู้เข้าชมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก การแข่งขันกีฬาระดับโลกบางชนิดทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวทั้งระบบมีสภาพคล่องทางเศรษฐกิจโตก้าวกระโดด เพราะมีทั้งการเดินทางของผู้สนใจ แฟนคลับนักกีฬาที่ติดตามมาชม จะใช้จ่ายสันทนาการ ที่พัก อาหารต่อคนสูง แต่ข้อจำกัดการจัดแข่งกีฬาระดับโลกบางชนิด ควรให้รัฐเป็นเจ้าภาพลงทุน เพราะเอกชนฝ่ายเดียวไม่มีศักยภาพพอแม้ลงขันงบกันหลายหน่วยงาน เช่น เป็นเจ้าภาพการแข่งขันรถยนต์ระดับโลก การแข่งขันกีฬาในภูมิภาคระดับโลก
อันดับรองลงไปที่มีแนวโน้มเป็นดาวรุ่งในอนาคตจากแนวโน้มประชาการโลกที่มีผู้สูงอายุ แข็งแรง อายุยืนขึ้น ก่อให้เกิดการท่องเที่ยวเพื่อดูแลสุขภาพแบบองค์รวมในแบบธรรมชาติ อาทิ สปา โยคะ แพทย์ทางเลือก การฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายโดยผู้เชี่ยวชาญ ส่วนการท่องเที่ยวประเภทอื่นที่มีแนวโน้มดี คือ การท่องเที่ยวกินอาหารประจำชาติ อาหารเครื่องดื่มแปลกใหม่เพื่อสุขภาพ อาหารข้างถนนที่มีมาตรฐาน รสชาติดี ราคายุติธรรม การศึกษาเพิ่มทักษะทำอาหารแนวทางใหม่เพื่อทำทานเองและนำไปต่อยอดธุรกิจ ส่วนที่น่าสนใจอีกรายการคือ การท่องเที่ยวช็อปปิ้ง เช่น ช็อปปิ้งนาฬิกาหรูในสวิส ซื้อสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันลดราคาใน Outlet เมืองต่างๆ ในอเมริกา ซื้อสินค้าแบรนด์เนม กระเป๋า รองเท้าในฝรั่งเศส อิตาลี เมื่อย้อนมาเทียบศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย พบว่าแม้ประเทศเรามีปริมาณนักท่องเที่ยวและรายได้ท่องเที่ยวลำดับ 1 ใน 5 ของประเทศในทวีปเอเซีย เป็นรองจีน ฮ่องกง มาเก๊า หรือมาเลเซีย แต่หากเทียบทิศทางการขยายตัว ความต้องการของนักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนใหญ่ในอนาคต
เริ่มที่นักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ในบ้านเราสถานที่สำคัญเชิงวัฒนธรรม ศาสนา ผูกพันกับประวัติศาสตร์ชาติ รากเหง้าวัฒนธรรมไทย ไม่ได้รับการประชาสัมพันธ์ ทำกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวให้ผู้คนรู้จักมากนัก ยกเว้นพระบรมมหาราชวัง วัดพระแก้ว หรือวัดบางแห่งในกรุงเทพฯ ที่อยู่ในรายการท่องเที่ยวมานาน เช่น วัดไตรมิตร วัดอรุณ วัดโพธิ์ หรือวัดเบญ เป็นต้น นอกจากนั้นนักท่องเที่ยวต่างชาติแทบไม่รู้จัก เช่น พิพิธภัณฑสถานที่จัดแสดงสิ่งของทางศิลปะและประวัติศาสตร์ที่มีในหลายจังหวัด วัดวาอารามที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาสวยงามทั่วประเทศ โบราณสถานสำคัญ เช่น ปราสาทพนมรุ้ง ปราสาทเมืองสิงห์ ฯลฯ ผมต้องเรียนตรงๆ ว่าเรายังล้าหลังมาก สำหรับความสามารถรองรับนักท่องเที่ยวที่สนใจประเภทนี้ทั้งปัจจุบันและอนาคต
แนวทางพัฒนาแหล่งท่องเที่ยววัฒนธรรมบ้านเราไม่ได้รับการสนใจจากรัฐและเอกชนนัก อาจเห็นว่านักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเที่ยวชมศิลปวัฒนธรรมใช้จ่ายแต่ละวันไม่มาก ต่างกับนักท่องเที่ยวที่มาหาความสำราญ ปลดปล่อยความรู้สึกทางอารมณ์เพศ หรือเครื่องดื่มมึนเมา รวมทั้งงบประมาณของรัฐที่มาใช้จ่ายดูแลสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมอาจไม่มากพอ ขาดแคลนบุคลากร ซึ่งผมไม่แน่ใจในแนวคิดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าต้องรอให้นักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมมีมากพอก่อนเหมือนนักท่องเที่ยวที่นิยมแสงแดดชายหาดจึงจะมาพิจารณาส่งเสริมหรือสำนวนชาวบ้านคือค่อยมาว่ากันอีกที
เช่นเดียวกับการสนับสนุนจากภาครัฐด้านการท่องเที่ยวเชิงกีฬาก็ไม่ต่างกัน ประสบปัญหาเดียวกัน ปัจจุบันทั้งสนามแข่งขันกีฬา บุคลากร นักกีฬาในวงการกีฬา การจัดการแข่งขันกีฬาในระดับนานาชาติเกิดจากการริเริ่ม สนับสนุน และลงทุนของภาคเอกชนมากกว่าภาครัฐ ทั้งที่การเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาบางประเภท เช่น การแข่งขันรถยนต์ระดับโลก แข่งขันกอล์ฟระดับโลก ต่างนำมาซึ่งนักท่องเที่ยวเชิงกีฬาฐานะดี มีกำลังซื้อสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป อีกนัยหนึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพมากกว่าปริมาณ ซึ่งช่วยให้สภาพคล่องและเงินหมุนเวียนเข้าระบบเศรษฐกิจบ้านเราได้ดี
หากมาวิเคราะห์ประเภทนักท่องเที่ยวที่มาใช้จ่ายระหว่างที่พำนักในบ้านเราต่อคนมากที่สุดในปัจจุบัน ผมยกให้นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเป็นอันดับหนึ่ง ทั้งด้านค่าใช้จ่าย ระยะเวลาพัก ส่วนลำดับที่สองคือ นักท่องเที่ยวกลุ่มประชุม สัมมนา ท่องเที่ยวเป็นรางวัล หรือ Mice ลำดับสามน่าจะเป็นนักท่องเที่ยวที่มาช็อปปิ้งของที่ระลึก เพชรพลอย สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เช่น LED เครื่องเสียง ส่วนสินค้าแบรนด์เนมทั้งหลายยังไม่เป็นที่นิยมนัก เพราะการคืนภาษี Vat ของเราได้ 7% แต่บางประเทศที่เป็นผู้ผลิตในยุโรปได้คืน Vat เป็นตัวเลขถึงระดับ 2 หลัก อย่างไรก็ดีในสภาพเศรษฐกิจที่ดูทรงๆ กับถดถอยเกือบทุกประเทศทั่วโลก การลดภาษีนำเข้าสินค้าแบรนด์เนม 30% เพื่อให้เกิดแรงจูงใจอยากซื้อสินค้าเหล่านี้ในบ้านเราระหว่างท่องเที่ยว หน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องต้องพิจารณารอบคอบถึงผลกระทบรอบด้านมากที่สุด แต่ที่แน่นอนและควรสนับสนุนต่อเนื่องคือการพัฒนาสินค้าแฮนด์เมด สินค้าวิสาหกิจชุมชนให้มีเงินทุนหมุนเวียน มีความคิดสร้างสรรค์ ขายสินค้าได้ราคาดี หลีกเลี่ยง ลด แลก แจก แถม และชิงโชค มีช่องทางจำหน่ายให้นักท่องเที่ยวมากขึ้นคู่กับการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวไปเที่ยวถึงถิ่นมากขึ้น
ในความเห็นของผมพอสรุปได้ว่า การส่งเสริมการท่องเที่ยวบ้านเราไม่เป็นไปในกระแสความต้องการของนักท่องเที่ยวที่จะขยายตัวในอนาคต เขาอยากมาเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เราก็ไม่ได้ส่งเสริมให้สถานที่และบุคลากรมีศักยภาพมาก ส่วนนักท่องเที่ยวเชิงกีฬาที่มีคุณภาพก็มากันเอง พูดแบบนักวิชาการ การพัฒนาการท่องเที่ยวบ้านเรา อดีตถึงปัจจุบันขาดนโยบายและการปฏิบัติที่ไปด้วยกันพร้อมชาวโลก การทำงานระหว่างรัฐ เอกชน และประชาชน ไม่ประสานกันดีพอ รัฐยึดแนวทางวัดผลสำเร็จที่เชิงปริมาณนักท่องเที่ยวและรายได้ท่องเที่ยว ไม่ตระหนักถึงการสร้างสรรค์นักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ การเสื่อมโทรมของแหล่งท่องเที่ยว ความเสียหายของทรัพยากรธรรมชาติที่กระทบวิถีชีวิตคนไทย วิธีแก้ไขเรื่องนี้น่าจะระดมสมองผู้เกี่ยวข้องทั้งระดับนโยบายและปฏิบัติของรัฐและเอกชนจับเข่าคุยกัน รับฟังปัญหาผู้ประกอบการ ประชาชนในพื้นที่ ควบคู่กับงานวิจัยของผู้ทรงคุณวุฒิสาขาที่เกี่ยวข้อง หาแนวทางส่งเสริมคู่กับพัฒนาการท่องเที่ยวบ้านเราในปัจจุบันและอนาคตครับ







