
เร่งทะลวงงบค้างท่อ พาเศรษฐกิจหนีมุมอับ
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
ภาวะเศรษฐกิจไทย 2559 เริ่มต้นปีใหม่ไม่ผ่านมา 2 เดือน รัฐบาลก็ต้องเร่งเครื่องดันเศรษฐกิจกันสุดกำลัง เพราะดูออกว่า จากนี้ไปแนวโน้มไม่สดใสนัก
สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง ประมาณการเศรษฐกิจล่าสุดปีนี้จะขยายตัวได้ 3.7% ลดลงจากประมาณการเดิมที่คาดว่าจะขยายไว้ 3.8% แม้จะดูว่าลดลงไม่มาก แต่เมื่อดูไส้ใน จะพบว่าเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลายตัวกำลังตกต่ำจนน่าใจหาย
เริ่มตั้งแต่เครื่องยนต์การส่งออก สศค.คาดว่าจะขยายตัวได้ 0.2% เท่านั้น จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวได้ถึง 3.2% สะท้อนไปถึงตัวเลขการส่งออกของกระทรวงพาณิชย์ที่ตั้งเป้าไว้จะขยายตัวได้ 5% เป็นฝันที่เอื้อมไปไม่ถึง แม้ว่ากระทรวงพาณิชย์จะอ้างว่าเป็นการตั้งเป้าเพื่อความท้าทาย แต่การตั้งเป้าแบบไม่มีทางไปถึง กำลังเป็นดาบสองคมบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน สร้างความไม่น่าเชื่อถือในตัวเลขเศรษฐกิจของรัฐบาล เพราะเห็นว่ามีการปั่นตัวเลขสูงเกินจริง
ภาวะดังกล่าวยังทำให้รู้ว่า การส่งออกไม่สามารถเป็นที่พึ่งของเศรษฐกิจไทยได้เลยในปีนี้ ในทางตรงข้ามรัฐบาลยังต้องหาทางทำให้การส่งออกไม่ทรุดตัว จนติดลบเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน ซึ่งถือเป็นภัยร้ายคุกคามเศรษฐกิจมากขึ้น จนเศรษฐกิจไทยหมดแรงขยายตัวได้น้อยเหมือน 2-3 ปีที่ผ่านมา
ขณะที่เครื่องยนต์ด้านการบริโภคภาคเอกชนก็ยังขยายตัวได้ต่ำ โดย สศค.คาดว่าอย่างเก่งก็ขยายตัวได้เพียง 2.9% เพราะรายได้ประชาชนลดลง จากเศรษฐกิจชะลอ ปัญหาภัยแล้ง เกษตรกรเพาะปลูกไม่ได้ ทำให้ไม่มีรายได้มาใช้จ่ายได้มาก
ส่วนเครื่องยนต์ด้านการลงทุนภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัวได้ 5% ดีกว่าที่ผ่านมา ที่คาดว่าจะติดลบ 2% ก็ถือว่าการลงทุนภาคเอกชนฟื้นตัวได้ดีขึ้นมาก ส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการรัฐบาลที่ทุ่มเงินเพื่อกระตุ้นการลงทุนจำนวนมหาศาลตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา
สำหรับเครื่องยนต์การลงทุนภาครัฐ คาดว่าจะขยายตัวได้สูงถึง 11% จากมาตรการเร่งเบิกจ่ายลงทุนของภาครัฐ และเป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจปีนี้ต้องพึ่งการลงทุนภาครัฐอย่างมากเหมือนปีที่ผ่านมา เพราะฉะนั้น การเบิกจ่ายภาครัฐในปีงบประมาณนี้จะตกต่ำกว่าเป้าหมายไม่ได้เป็นอันขาด เพราะเครื่องยนต์ขับเคลื่อนตัวอื่นทำได้เต็มที่ก็เพียงแค่ประคองให้ทรงตัวหรือไม่ทรุดต่ำมากไปกว่าปีที่ผ่านมา
ดังนั้น จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ตอนนี้รัฐบาลเร่งเม็ดเงินลงทุนทุกหย่อมหญ้าไม่ว่าจะเป็นโครงการเล็กๆ ไปจนถึงโครงการขนาดใหญ่ที่เข็นออกมาได้ช้า แต่ต้องเข็นเกิดขึ้นให้ได้ เพื่อเติมเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจให้มากที่สุด
การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ล่าสุดที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จึงได้วางเส้นตายการเบิกจ่ายงบลงทุนปีงบประมาณ 2559 วงเงิน 5.4 แสนล้านบาท ว่า ทุกหน่วยงานต้องทำสัญญาเบิกจ่ายให้ได้ภายในสิ้นเดือน มี.ค.นี้ หากนับตามปีงบประมาณแล้ว ก็คือสิ้นไตรมาส 2 ของปีปฏิทิน หากเบิกไม่ทันก็จะตัดงบ เพื่อโอนไปใช้ในโครงการอื่นทันที
ด้านสำนักงบประมาณก็ออกมารับลูกทันทีว่า มีงบลงทุนที่จะทำสัญญาลงทุนไม่ทันตามกำหนดเส้นตายของนายกรัฐมนตรีแล้ว 5 หมื่นล้านบาท แสดงให้เห็นว่ามีการทำการบ้านมาไว้ล่วงหน้า และมาตรการตัดงบครั้งนี้ถือว่าเข้มข้นกว่าปีงบประมาณ 2558 ที่ให้เวลาจนถึงสิ้นไตรมาส 3 ของปีงบประมาณ จึงมีการตัดงบและโอนให้หน่วยงานอื่น เพราะรัฐบาลเห็นสถานการณ์เศรษฐกิจในอนาคตแล้วว่ายังมีมรสุมอีกมาก สามารถสร้างแรงขับเคลื่อนตรงไหนได้ก็ต้องเร่งทำทันที
สอดคล้องกับที่ต้นปีที่ผ่านมา สำนักงบประมาณเสนอ ครม.ทำงบประมาณรายจ่ายปี 2559 เพิ่มเติมอีก 5.6 หมื่นล้านบาท โดยส่วนหนึ่งไปลงทุนการขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตทั่วไทย 1.5 หมื่นล้านบาท ที่เหลืออีกประมาณ 3.2 หมื่นล้านบาท เติมใส่งบกลางเพื่อใช้ลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วนต่อไป เป็นการเร่งใช้จ่ายงบลงทุนช่องทางเพิ่มเติมที่รัฐบาลเติมเข้ามาในปีนี้
นอกจากนี้ รัฐบาลยังเร่งการเบิกจ่ายงบกระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วน ในส่วนของงบตำบลละ 5 ล้านบาท วงเงิน 3.6 หมื่นล้านบาท ที่ผ่านมาเบิกจ่ายได้ล่าช้า ทำได้ไม่กี่พันล้านบาท เนื่องจากหน่วยงานไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ต่อเข้ากับระบบของกรมบัญชีกลาง กรมบัญชีกลางจึงได้ปลดล็อกให้หน่วยงานมาใช้เครื่องที่คลังจังหวัดแทน และขยายเวลาการทำงานของคลังจังหวัดถึงสองทุ่ม รวมถึงทำงานวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ทำการเบิกจ่ายงบส่วนนี้ไหลลื่น และคาดว่าจะเคลียร์หมดภายใน 1-2 เดือน เป็นกำลังขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไตรมาสแรก
ขณะเดียวกัน ยังมีการเติมเงินลงทุนขนาดเล็กโครงการหมู่บ้านละ 5 แสนบาท วงเงินรวม 3.5 หมื่นล้านบาท เพื่อให้มีเม็ดเงินลงทุนลงในท้องถิ่นระดับฐานรากมากขึ้น เป็นอีกมาตรการลงทุนเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องการใช้เป็นตัวลากเศรษฐกิจครึ่งปีแรกให้ขยายตัวในระดับสูงที่สุด เพื่อไปรับไม้ต่อของการลงทุนขนาดใหญ่ที่จะเริ่มมีเม็ดเงินลงทุนจริงในครึ่งปีหลัง
รัฐบาลยังคิดไปไกลถึงขนาดให้มีการดำเนินการเร่งใช้งบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่นอนนิ่งอยู่ 3 แสนล้านบาท เพื่อใช้ลงทุนในโครงการขนาดเล็กของท้องถิ่น เช่น การนำไปพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในชุมชน ดึงดูดการท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศให้มากขึ้น เพราะการท่องเที่ยวเป็นอีกตัวช่วยสำคัญของเศรษฐกิจในปีที่ผ่านมา ทำให้เศรษฐกิจยังขยายตัวอยู่ได้ท่ามกลางมรสุมจำนวนมาก
ด้านโครงการลงทุนขนาดใหญ่ก็มีการเร่งเครื่องกันชนิดไม่มีการผ่อนคันเร่ง โดยเฉพาะการลงทุนด้านคมนาคม โครงการขนาดใหญ่ 6 โครงการ มูลค่า 2.5 แสนล้านบาท ต้องมีการเซ็นสัญญาให้ได้ภายในครึ่งปีนี้ เพื่อให้มีการเร่งก่อสร้าง และมีเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในปีงบประมาณ 2559 จำนวน 6-7 หมื่นล้านบาท
รวมทั้งการเร่งโครงการร่วมลงทุนรัฐและเอกชน หรือพีพีพี จำนวน 5 โครงการ ซึ่งจะมีการทยอยให้ ครม.เห็นชอบภายในกลางปีนี้ และเริ่มมีการประมูลและลงทุนให้ได้ภายในครึ่งปีหลัง รวมถึงมีการเร่งโครงการขนาดใหญ่รถไฟไทย-จีน มูลค่ากว่า 5 แสนล้านบาท จะมีการตัดทำเฟสแรกก่อน วงเงิน 1 แสนล้านบาท เพื่อให้ดำเนินการได้เร็วขึ้น
ส่วนการทำงบประมาณปี 2560 ที่ ครม.เห็นชอบด้วยวงเงินลงทุน 5.4 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 20% ของงบประมาณรายจ่าย ก็หวังให้มีเป็นการเติมเม็ดเงินลงทุนในไตรมาสสุดท้ายของปี 2559 โดยตอนนี้มีการสั่งให้หน่วยงานที่เป็นเจ้าของโครงการดำเนินการทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างไว้ เพื่อที่ว่าเมื่องบประมาณมีผลบังคับใช้ 1 ต.ค. 2559 จะได้มีการเบิกจ่ายเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจทันที
การเร่งเม็ดเงินลงทุนชนิดปูพรมขนานใหญ่ของรัฐบาล สมกับเป็นปีที่รัฐบาลตั้งให้เป็นปีแห่งการลงทุน แต่การลงทุนดังกล่าวไม่ได้เป็นไปตามแผนที่รัฐบาลวางไว้ เพราะรัฐบาลต้องการให้เอกชนมีการลงทุนมากขึ้น แต่ดูสภาพการณ์แล้ว เอกชนยังไม่สามารถเป็นพระเอกช่วยเศรษฐกิจปีนี้ได้มาก ทำให้การลงทุนภาครัฐยังเป็นตัวชี้เป็นชี้ตายของเศรษฐกิจไทย หากการลงทุนได้มากตามเป้าก็จะฉุดลากให้เศรษฐกิจไทยพ้นจากมุมอับได้
แต่หากเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนไม่เข้าเป้า เศรษฐกิจไทยก็มีหวังเข่าอ่อน ทรุดอยู่ในมุมที่ลุกไม่ขึ้น จนน่าเป็นห่วงอย่างที่หลายฝ่ายเป็นกังวลอยู่ตลอดเวลาในขณะนี้







