
ความคิดเห็นต่อบางเรื่องในร่างรัฐธรรมนูญ
โดย...ไชยันต์ ไชยพร
โดย...ไชยันต์ ไชยพร
คำถามแรกคือ มาตรา 153 ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เปิดให้สภาผู้แทนราษฎรสามารถลงคะแนนเสียงให้ผู้ที่ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีได้ หากผู้นั้นได้รับการเสนอชื่อจากพรรคการเมืองในตอนก่อนหาเสียงเลือกตั้ง และหากได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งในสภาภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดไว้ ส่วนร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “อาจารย์บวรศักดิ์” กำหนดให้ “คนนอก” เป็นนายกรัฐมนตรีได้ แต่ต้องใช้เสียงข้างมากพิเศษ ซึ่งเหตุผลก็คือ ในกรณีที่มีวิกฤตการเมือง หัวหน้าพรรคการเมืองในสภาไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ คนนอกก็อาจจะเป็นคำตอบ โดยมีรัฐธรรมนูญรองรับ
แต่ในกรณีร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “อาจารย์มีชัย” ให้ใช้เสียงแค่เกินกึ่งหนึ่งเท่านั้น และก็ยังไม่ได้ให้เหตุผลอะไรชัดเจนว่าทำไมถึงเปิดโอกาสให้คนนอกเป็นนายกรัฐมนตรีได้โดยยังไม่ต้องมีวิกฤต แต่ร่างฉบับนี้ได้โยนไปให้พรรคการเมืองไปครุ่นคิดเองว่าจะเสนอ “คนนอก” หรือไม่ ถ้าหากมีพรรคใดเสนอก็ให้ประชาชนไปถามพรรคนั้นเองว่าทำไมถึงเสนอ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้บังคับให้ต้องเสนอ “คนนอก” พรรคจะเสนอหรือไม่ก็ได้ เป็นเรื่องระหว่างประชาชนกับพรรคนั้นๆ เอง ถ้าชอบ ก็ใช่ ถ้าไม่ชอบ ก็ไม่ได้คะแนนเสียงเลือกตั้ง เพราะมีบัตรเลือกตั้งใบเดียว ก็เท่านั้นเอง
แต่ถ้าไม่มีพรรคใดเสนอชื่อ “คนนอก” เลย ก็แน่นอนว่าหลังเลือกตั้ง ก็จะไม่มี “คนนอก” เป็นนายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอน แต่ถ้าเวลาผ่านไปเกิดวิกฤตการเมือง ก็ไม่สามารถใช้บริการ “คนนอก”ได้ เพราะกติกาในร่างนี้ได้กำหนดไว้ว่า ต้องเสนอชื่อไว้ตั้งแต่ก่อนหาเสียง ดังนั้น เงื่อนไขดังกล่าวนี้จึงไม่ใช่การมุ่งแก้วิกฤตเหมือนที่ร่างฉบับ “อาจารย์บวรศักดิ์” ให้เหตุผลไว้ นอกจากจะมีพรรคใดเสนอ “คนนอก” ไว้ตั้งแต่แรก แต่ยังไม่ได้ใช้บริการตอนต้นๆ
อย่างไรก็ตาม ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติ และมีมาตรานี้ติดไปด้วย ก็หมายความว่า ประชาชนยอมรับที่จะให้มีการเปิดทางให้ “คนนอก” ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ว่าหน้าตา “คนนอก” เป็นอย่างไร? อาจจะงดงามหรือขี้เหร่ก็ย่อมได้ทั้งนั้น ดังนั้น ประชาชนต้องไตร่ตรองให้ดี อย่ามโนหรือจินตนาการไปเอง แต่ถ้าเป็นผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งหรือนักการเมือง ส่วนใหญ่ก็มีหน้าตาไม่น่าจะต่างจากที่รู้ๆ กัน แต่กระนั้นก็ใช่ว่า “คนนอก” จะเป็น “ตัวลึกลับ” เพราะตามมาตรา 83 ประชาชนจะรู้ว่า “คนนอก” เป็นใครบ้าง ตั้งแต่ก่อนปิดรับสมัครการเลือกตั้งแล้ว งานนี้ประชาชนจะเป็นคนตัดสินว่าจะเอา “คนนอก” ไหม? และเป็น “คนนอก” ของพรรคใด หากมีมากกว่าหนึ่งพรรคที่เสนอชื่อ “คนนอก” พูดง่ายๆ ว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับอาจารย์มีชัยปล่อยให้ประชาชนตัดสิน นั่นคือ หนึ่ง ประชาชนตัดสินผ่านการลงประชามติ สอง หากผ่าน พรรคการเมืองจะตัดสินใจว่าจะส่ง “คนนอก” ไหม? สาม ประชาชนตัดสินว่าจะเอา “คนนอก” ที่เป็นตัวเลือกหรือไม่?
ทีนี้มาดูด่านตัดสินด่านแรก นั่นคือ การทำประชามติ ซึ่งข้อความบางตอนในมาตรา 37 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) กล่าวไว้ว่า “ในการออกเสียงประชามติ ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม เช่นเดียวกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งสุดท้ายก่อนวันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ และภายใต้บังคับมาตรา 37/1 ถ้าผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติโดยเสียงข้างมากเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ให้นายกรัฐมนตรีนําร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภายในสามสิบวันนับแต่วันประกาศผล” นั่นคือประชามติจะผ่านก็ต่อเมื่อมีเสียงเกินครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียง ผู้มีสิทธิออกเสียง ณ ขณะนี้มีจำนวนประมาณ 49.6 ล้านคน ซึ่งหมายความว่าประชามติจะผ่านก็ต่อเมื่อเสียงเกิน 24.8 ล้านคน เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ หรือจะใช้วิธีการว่า เบื้องต้นจะต้องมีผู้มีสิทธิมาใช้เสียงเกินครึ่งเสียก่อน แล้วหลังจากนั้นค่อยดูว่า ในจำนวนเสียงเกิน 24.8 ล้านคน เสียงรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญอันไหนมากกว่ากัน
และถ้าย้อนไปดูการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ตอนนั้นได้กำหนดไว้ว่า หากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียงประชามติเห็นชอบ ก็ให้นำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาใช้บังคับ ซึ่งต่างจากครั้งนี้ที่ต้องได้เสียงข้างมากของผู้มีสิทธิ ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกันแล้วจะพบว่าครั้งนี้มีเงื่อนไขที่ยากกว่า
แต่ในทางปฏิบัติ การลงประชามติในปี 2550 ก็มีผู้มาออกเสียงเกินครึ่งของผู้มีสิทธิ นั่นคือ ผู้มีสิทธิทั้งหมดมี 45,092,955 คน ผู้มาออกเสียง 25,978,954 คน คิดเป็นร้อยละ 57.61 และในจำนวนร้อยละ 57.1 นี้ มีผู้เห็นชอบร้อยละ 57.81 (14,727,306) ไม่เห็นชอบร้อยละ 42.19 (10,747,441)
ดังนั้น การลงประชามติในปี 2550 ก็ถือว่าเข้าเกณฑ์ยากอยู่ในตัวของมันเอง (แต่ก็มีที่ยากกว่านี้อีก เช่น กำหนดว่าจะต้องได้ 2 ใน 3 เป็นต้น ซึ่งถ้าผ่านตามเกณฑ์ที่ยากขึ้นนี้ ก็จะยิ่งมีความชอบธรรมเป็นเงาตามตัวมากขึ้นไปอีก) แต่การทำประชามติในปี 2550 ดูเหมือนว่าพรรคการเมืองต่างๆ จะรีบๆ ให้แฟนคลับของตนไปลงมติรับร่าง แม้ว่าปากจะบอกว่าไม่ชอบ เพราะพรรคการเมืองอยากรีบลงเลือกตั้ง และคิดว่าถ้าอย่างไรก็ไปแก้ไขรัฐธรรมนูญเอาดาบหน้า
แต่ครั้งนี้จะเหมือนครั้งก่อนหรือไม่ ก็ไม่ทราบ เพราะล่าสุดบางพรรคก็บอกว่าไม่รับแน่นอน แต่บางพรรคยังไม่ฟันธง อีกทั้งการแก้ไขบางเรื่องก็ยาก เพราะต้องทำประชามติเสียก่อน ดังในมาตรา 253 (8) กำหนดไว้ว่า ในกรณีที่จะแก้ไขเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ดํารงตําแหน่งต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ หรือเรื่องที่เกี่ยวกับหน้าที่หรืออํานาจของศาลหรือองค์กรอิสระ หรือเรื่องที่ทําให้ศาลหรือองค์กรอิสระไม่อาจปฏิบัติตามหน้าที่หรืออำนาจได้ ให้จัดให้มีการออกเสียงประชามติตามกฎหมาย ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ประเด็น “นายกฯ คนนอก” จะผ่านไปถึงการลงประชามติหรือไม่? ก็ต้องผ่านทัพหน้า “แม่น้ำ 3 สาย” และถ้าไปประชามติหรือไม่? ทัพหลวงหรือประชาชนคือผู้ตัดสิน







