posttoday
เศรษฐกิจสร้างสรรค์-ความสัมพันธ์ที่ต้องเข้าใจ

เศรษฐกิจสร้างสรรค์-ความสัมพันธ์ที่ต้องเข้าใจ

28 กรกฎาคม 2553

....พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

เรื่องของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ทำให้งานของรัฐบาลเข้าไปเกี่ยวข้องโยงใยกันนัวเนียไปหมด ซึ่งยังไม่พอ ผลที่เกิดขึ้นจากเศรษฐกิจสร้างสรรค์ก็มีทั้งผลทางด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ตลอดจนทำให้มีการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนได้ ดังได้กล่าวแล้วในฉบับที่ผ่านๆ มา

ดังนั้น หากรัฐบาลจะใช้เศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นตัวหนึ่งที่ผลักดันการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ ก็ต้องดูให้รอบคอบและเตรียมให้พร้อม ที่พูดเช่นนี้ไม่ใช่ไม่เห็นด้วย ผู้เขียนเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะไทยค่อนข้างพร้อม การลงทุนด้วยเม็ดเงินก็ส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งนั้นเป็นต้นทุนของคนไทยที่มีมาเดิม ความเป็นนักศิลปะ ออกแบบ มรดกทางวัฒนธรรม ความอุดมสมบูรณ์ของทิวทัศน์ แหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย สิ่งเหล่านี้ไม่ต้องซื้อหามาจากไหน แต่เกิดขึ้นในตัวตนของคนไทยและในประเทศไทย ถ้าถูกกระตุ้นและพัฒนาสนับสนุนให้เป็นระบบคงไปได้ดี

นอกจากนี้ เมื่อได้มีการพิจารณาจุดอ่อน–จุดแข็ง โอกาส และภัยคุกคามกันแล้ว ก็เห็นโอกาสที่ดีมากๆ แต่สิ่งที่ควรกังวลก็คือ ได้มีการประกาศคำมั่นสัญญาของรัฐบาลมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้วถึง 12 ข้อ จนถึงขณะนี้ยังไม่มีอะไรเป็นรูปธรรมมากนัก นอกจากข่าวการจัด Event และโฆษณาของ OKMD ในโทรทัศน์ ถึงคุณสมบัติที่จะผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์และมีมติคณะรัฐมนตรีจัดตั้งหน่วยงานที่จะดูแลเรื่องนี้ขึ้น โดยให้อยู่ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี

ผู้เขียนเห็นว่า การกำหนดนโยบายยุทธศาสตร์เรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นระดับท้องถิ่น ระดับชาติ หรือระดับประเทศ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในสุญญากาศ หรือการมะรุมมะตุ้มช่วยกันทำ ทั้งๆ ที่คนทำทั้งหลายก็ยังงงๆ กับชีวิตอยู่ เหมือนตาบอดคลำช้าง ใครอยู่ภาคส่วนไหนก็ต้องการความช่วยเหลือ/เม็ดเงินเข้าไปในภาคส่วนนั้น แต่ไม่มีภาพรวมใหญ่ที่จะมีคนเข้าใจและบริหารภาพทั้งหมด ซึ่งคนที่จะทำได้จะต้องมี

1.ความเข้าใจอย่างเป็นระบบต่อโครงสร้างของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ใครคือ Stakeholder เขาเหล่านั้นสัมพันธ์กันอย่างไร และแต่ละภาคส่วนเกี่ยวข้องกันอย่างไร

2.วิเคราะห์และประเมินผลเศรษฐกิจสร้างสรรค์แต่ละเรื่องด้วยวิธีการที่ดี ว่าจะมีผลต่อเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมอย่างไร วิเคราะห์ว่าจะเอาภาคส่วนไหนเป็นตัวนำ เพราะรัฐบาลคงไม่มีงบประมาณมากพอที่จะเข้าไปช่วยทุกภาคส่วน แต่จะเลือกภาคส่วนไหนดี ควรเลือกภาคส่วนที่โยงใยมากๆ ไหม เพราะจะมีผลต่อการจ้างงานและเรื่องอื่นๆ ต่อเนื่องไป หรือเลือกภาคส่วนที่มีผู้ประกอบการรากหญ้าจำนวนมาก เป็นต้น จะตัดสินใจอย่างไร

3.ควรมีตัวเลขสถิติข้อมูลที่มีคุณภาพและสมบูรณ์พอสมควร เพื่อให้วิเคราะห์ได้ถูกต้อง และประเมินผลได้อย่างมีคุณภาพ เช่น ในบางอุตสาหกรรมที่มีการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมจำนวนมาก แต่ขณะเดียวกันก็เป็นอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ด้วย ซึ่งผู้เขียนขอยกตัวอย่างให้เห็นกันชัดขึ้น เช่น อุตสาหกรรมเครื่องประดับบ้าน หรือจานชามเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร สิ่งเหล่านี้มีการออกแบบ การสร้างสรรค์เข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้สิ่งของสวยงาม น่าใช้ และเพิ่มมูลค่า อุตสาหกรรมตัวอย่างที่ยกนี้ จะใช้นโยบายอุตสาหกรรมปกติที่มีอยู่แล้วพอหรือไม่ หรือต้องกำหนดนโยบายใหม่ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์โดยเฉพาะ

แต่หลายคนอาจบอกว่า มัวแต่มานั่งศึกษาวิเคราะห์อยู่คงไม่ทันการณ์ เรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ก็พูดกันมานาน รู้ก็พอรู้กันบ้าง ประเทศพัฒนาแล้วเขาก็ทำกันมานานเป็นสิบๆ ปี ประเทศกำลังพัฒนาก็ลุกขึ้นมาวิ่งตามเขาไปหลายประเทศแล้ว ซึ่งถ้าจะเอาอย่างนั้นก็ต้องลงทุนกันมาก และก็อย่างไทยๆ คือ เป๋ไปเป๋มา ลองผิดลองถูก โชคช่วยก็ดีไปเอง เหมือนกับการส่งออกเดือนที่แล้วที่ลุกขึ้นมาพุ่งพรวดๆ เล่นเอานักวิเคราะห์หลายคนงงชีวิตไปอีกเหมือนกัน

ถ้าจะเร่งรีบขนาดนั้น ก็มาลองดูตัวอย่างประเทศกำลังพัฒนาบางประเทศ สาธารณรัฐเกาหลีนั้น ดูไปเราก็คงตามไม่ทัน เป็นที่รู้กันว่าในเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์นั้น สาธารณรัฐเกาหลีมีความสามารถในเรื่องของเนื้อหาสาระหรือที่เรียกว่า Content ตั้งแต่ Digital Content มาจนถึงเรื่องราวที่จะนำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรม สถานที่ และยังมีความสามารถในเรื่องของ Animation ด้วย แต่ที่สำคัญคือได้รับการสนับสนุนจากรัฐอย่างเป็นระบบ มีการทำงานเป็นทีม ทุกสายงานวิ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกัน ไม่ใช่แย่งกันทำ

ลองมาดูประเทศอื่นบ้าง เช่น จีน ซึ่งอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่เกี่ยวกับวัฒนธรรม เพิ่งมาแรงใน 5 ปีที่ผ่านมานี้ มีตัวเลขจากอังค์ถัด (UNCTAD : United Nations Conference on Trade and Development) ที่แสดงให้เห็นว่ามีการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เพิ่มขึ้นจากกว่า 2.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในปี ค.ศ. 2001 เป็น 6.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในปี ค.ศ. 2005 ซึ่งในจำนวนนี้เป็นพวกศิลปะและงานฝีมือเสียกว่า 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ออกแบบอีกกว่า 4.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ แต่ที่ไม่ส่งออกเลยก็มี โสตทัศนวัสดุ และวิดีโอเกม เป็นต้น

แน่นอนว่าหลังเปิดประเทศ จีนเป็นแหล่งดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงถึง 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อปีโดยเฉลี่ย เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจเจริญเติบโตเร็วที่สุดในโลก การส่งออกเพิ่มขึ้นถึง 8 เท่าตัวในปี ค.ศ. 2005 สิ่งเหล่านี้มีส่วนช่วยในการเจริญก้าวหน้าของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ด้วย อย่างชนิดที่เรียกว่าแยกไม่ออก การออกแบบ การพิมพ์ ศิลปกรรม และงานฝีมือ สิ่งเหล่านี้ผสมปนเปกันอยู่

แต่สิ่งที่สำคัญคือ รัฐบาลจีนกำหนดนโยบายหลายฝ่ายร่วมกันในเรื่องของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยให้เป็นเสาหลักเสาหนึ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งรัฐมนตรีพาณิชย์ รัฐมนตรีวัฒนธรรม รัฐมนตรีวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รัฐมนตรีศึกษา (Information and Education) ต่างทำงานร่วมกันอย่างสอดประสาน และในการปรับปรุงโครงสร้างทางเศรษฐกิจก็กำหนดไว้ชัดเจนว่า เป้าหมายหนึ่งคือการขยายอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยเฉพาะภาคส่วนที่จะทำให้เจริญเติบโตได้สูง และผลิตสินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูง

เมื่อเร็วๆ นี้ ถ้าท่านผู้อ่านสังเกต ดูจะเห็นว่าสินค้าต่างๆ แทนที่จะเขียนว่า “ทำในจีน หรือ เมด อิน ไชนา” กลับเขียนว่า “สร้างสรรค์ในจีน หรือครีเอต อิน ไชนา” จีนจึงเป็นตัวอย่างที่ดีที่นำเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลายๆ หน่วยงานมาเรียงร้อยดำเนินร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ