posttoday
คอป 21

คอป 21

28 มกราคม 2559

โดย...อรุณ จิรชวาลา

โดย...อรุณ จิรชวาลา

ดินฟ้าอากาศสมัยนี้แปรปรวนกว่าแต่ก่อนมาก จู่ๆ ก็เกิดหนาวจัดขึ้นมาแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มีข่าวด้วยว่าที่ไต้หวันหนาวตายไปหลายสิบคน ซึ่งเป็นเรื่องเหลือเชื่อ เพราะไต้หวันไม่ใช่ประเทศยากจน แต่มีระดับการพัฒนาและระดับการศึกษาค่อนข้างสูงมานานแล้ว

เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้ผมนึกถึงการประชุมที่กรุงปารีสเมื่อเดือนกว่ามาแล้ว เป็นการประชุมเกี่ยวกับเรื่องโลกร้อน แต่มีชื่อเรียกที่ค่อนข้างประหลาด คือ คอป 21 ย่อมาจากคำว่า การประชุมของผู้ที่มีส่วนร่วมครั้งที่ 21 ซึ่งฟังเพียงแค่นี้ไม่ทำให้เกิดความกระจ่าง ต้องอ่านต่อไปจึงทราบว่าเป็นการมีส่วนร่วมในการกำหนดกรอบของการประชุม ซึ่งจัดโดยองค์การสหประชาชาติในปี 1992 ว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศ โดยครั้งนี้เป็นการประชุมประจำปี ครั้งที่ 21 ทั้งนี้ตัวเลข 21 ไม่เกี่ยวกับศตวรรษที่ 21 แต่ประการใด

ก่อนอื่นใคร่ขอเล่าให้ฟังว่า ภาวะโลกร้อนที่กล่าวถึงเป็นเรื่องที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ กล่าวคือ มนุษย์เรามีความต้องการใช้พลังงานมากขึ้นเป็นลำดับ เช่น ในการขนส่ง ในอุตสาหกรรม และในการปรับอากาศ โดยพลังงานที่ใช้ส่วนใหญ่มาจากการเผาเชื้อเพลิงประเภทไฮโดรคาร์บอน ซึ่งทำให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นไปในชั้นบรรยากาศ ผลที่ตามมาคือภาวะเรือนกระจก ความร้อนจากแสงอาทิตย์ระบายออกไปได้น้อยลง อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น น้ำแข็งขั้วโลกละลาย ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น เกิดน้ำท่วมชายฝั่งและหมู่เกาะในมหาสมุทรบ่อยขึ้น ตลอดจนดินฟ้าอากาศแปรปรวนรุนแรง
มากขึ้น

หากปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้รับการแก้ไข ภายในปี 2100 อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะสูงกว่าสมัยก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม 4-5 องศาเซลเซียส แต่หลังจากมีข้อตกลงเบื้องต้นว่าจะต้องร่วมมือกันแก้ปัญหาและมีการดำเนินการไปแล้วมากบ้างน้อยบ้างในหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรป ก็คาดกันว่าการเพิ่มของอุณหภูมิจะลดลงเหลือเพียง 2.7 องศาฯ ในการประชุมครั้งต่อๆ มา มีการตั้งเป้าให้ลดตัวเลขลงไปอีกเหลือเพียง 2 องศาฯ และครั้งนี้ได้พูดกันเรื่องความร่วมมืออย่างเข้มข้นเพื่อลดตัวเลขลงไปให้เหลือเพียง 1.5 องศาฯ ซึ่งหมายถึงประเทศส่วนใหญ่จะต้องหยุดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิภายในปี 2050

ผมมีข้อสรุปและข้อสังเกตเกี่ยวกับการประชุมครั้งนี้ และเกี่ยวกับการแก้ปัญหาโลกร้อนโดยทั่วไป ดังนี้

หนึ่ง หลายปีก่อนเมื่อพูดถึงปัญหาโลกร้อน เรามักจะได้ยินการพูดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป แต่ในระยะหลังจะเห็นการเน้นปัญหาโลกร้อนแต่เพียงอย่างเดียว และเน้นหนักที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะชาวโลกต้องเผชิญกับดินฟ้าอากาศที่แปรปรวนหนักขึ้น รวมทั้งข่าวอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงทุบสถิติเดิมเป็นประจำเกือบจะทุกปี รวมทั้งปีล่าสุดด้วย

ส่วนเรื่องสิ่งแวดล้อม ในช่วงหลังกลับเป็นข่าวน้อยลง

สอง ข้อตกลงในอดีตไม่ใคร่มีผลในทางปฏิบัติ เพราะมีแต่การกำหนดเป้าหมาย แต่ไม่มีเครื่องมือบังคับให้ประเทศสมาชิกถือปฏิบัติอย่างจริงจังเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้นๆ บางเรื่องเริ่มต้นอย่างแข็งขัน เช่น เรื่องซื้อขายคาร์บอนเครดิต จนเราเองก็เคยตื่นตัวคิดจะปลูกป่าเพื่อหารายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต แต่เรื่องก็เงียบหายไป ทั้งในบ้านเราเองและในต่างประเทศ

สาเหตุสำคัญที่ทำให้โลกนี้ไม่จริงจังกับการแก้ปัญหาโลกร้อนเท่าที่ควร เกิดจากการที่ 2 ประเทศที่เป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ที่สุด คือ จีนกับสหรัฐ ไม่ใส่ใจและไม่ให้ความสำคัญ ในกรณีของสหรัฐ เป็นเพราะภาคธุรกิจไม่เล่นด้วย เนื่องจากเกรงว่าจะทำให้ต้นทุนสูงขึ้น ส่วนจีนอ้างว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นเงื่อนไขที่หลีกเลี่ยงไม่พ้นในการพัฒนาอุตสาหกรรม ที่จีนกลายเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ เป็นเพราะจีนมีประชากรมาก แต่ตัวเลขต่อหัวยังต่ำกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศ

อย่างไรก็ตาม มาถึงวันนี้จีนเริ่มยอมรับและให้สัญญาว่าจะให้ความร่วมมือมากขึ้น เพราะสถิติการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของจีนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมากจริง คือประมาณ 4 เท่าตัวในช่วง 20 ปีเศษ จนแซงหน้าสหรัฐไปไกลมาก

เราได้เห็นภาพ สีจิ้นผิง จับมือกับ บารัก โอบามา พร้อมกับคำมั่นสัญญาว่าจะช่วยกันแก้ปัญหาโลกร้อน ภาพนี้ทำให้คนที่เป็นกังวลกับเรื่องโลกร้อนใจชื้นขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่ถึงกับเต็มที่ เพราะทราบกันดีว่าอีกไม่นาน
โอบามาก็จะกลายเป็นอดีต ทั้งหลายทั้งปวงจะขึ้นอยู่กับประธานาธิบดีคนต่อไปว่าจะเอาอย่างไร ซึ่งก็ยังไม่ทราบว่าจะเป็นใคร มาจากพรรคไหน

สาม หลายปีก่อนปัญหาโลกร้อนฟังดูน่ากลัวมาก เพราะแนวโน้มการบริโภคพลังงานนับวันจะยิ่งสูงขึ้น ประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่มีประชากรมากๆ เช่น จีนกับอินเดีย เมื่อระดับการพัฒนาสูงขึ้น ประชาชนมีรายได้มากขึ้น ความต้องการใช้พลังงานก็จะมีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

เรานึกถึงวันที่น้ำมันจะถูกขุดเจาะขึ้นมาใช้จนหมดโลก ต้องหันไปเผาถ่านหินซึ่งสกปรกกว่า และสร้างปัญหาโลกร้อนมากกว่า แต่ถึงกระนั้นถ่านหินก็จะหมดโลกตามหลังน้ำมันไปเช่นกัน เราอาจต้องพึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์มากขึ้น ซึ่งก็จะมีความน่ากลัวในตัวของมันเองอีกแบบหนึ่ง

ในขณะนั้น แทบจะไม่มีใครนึกว่าพลังงานทดแทนจะมีบทบาทสูงขึ้นมาได้ เพราะต้นทุนสูงมาก และผลิตได้น้อยกว่าความต้องการบริโภคมาก แต่มาถึงวันนี้กลับปรากฏว่าวิทยาการด้านนี้ได้พัฒนาอย่างรวดเร็ว นอกจากเราจะสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าจากสายลมและแสงแดดได้ในปริมาณมากแล้ว ต้นทุนต่อหน่วยก็ต่ำลงอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน จนปัจจุบันมีการคาดการณ์กันอย่างกว้างขวางว่า ในอนาคตอันใกล้ซึ่งอาจหมายถึง 30-50 ปีข้างหน้า ก่อนที่น้ำมันจะหมดโลกเป็นเวลานาน พลังงานทดแทนจะทำให้การเผาผลาญเชื้อเพลิงประเภทไฮโดรคาร์บอนหมดความหมายลงอย่างสิ้นเชิง

หากสมมติฐานข้างต้นเป็นจริง ความหมายที่แฝงมาด้วยอย่างชัดเจน คือ ราคาพลังงานในตลาดโลก รวมทั้งราคาน้ำมันจะถูกลง ไม่ใช่แพงขึ้น เราจะไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีพลังงานใช้ และที่สำคัญนโยบายพลังงานของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย อาจต้องมีการทบทวนและปรับปรุงให้ทันสมัย

ส่วนปัญหาโลกร้อนก็น่าจะขึ้นถึงจุดสูงสุด แล้วหลังจากนั้นค่อยๆ ลดลง จนไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป สมตามความประสงค์ของผู้ไปร่วมประชุมคอป 21

ผลกระทบโดยตรงกับเรา ในส่วนที่เกี่ยวกับปัญหาโลกร้อน นอกจากเรื่องดินฟ้าอากาศแปรปรวน และน้ำท่วมกรุงเทพฯ บ่อยขึ้นแล้ว ก็คงไม่มีเรื่องอื่นให้ต้องกังวล

ข่าวล่าสุด

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน