posttoday
จีนจะจัดการเศรษฐกิจ ไม่ให้ตกกระแทกได้หรือไม่

จีนจะจัดการเศรษฐกิจ ไม่ให้ตกกระแทกได้หรือไม่

27 มกราคม 2559

โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์ 

โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์ 

ได้เขียนถึงเศรษฐกิจของโลกปีนี้ไปแล้ว และเห็นว่าจะขึ้นกับความต่อเนื่องของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐและจีน ทั้งนี้โดยไม่นับปัญหาของการก่อการร้าย ตลาดหุ้น และความยุ่งยากทางภูมิศาสตร์ การเมือง หรือภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้เขียนไม่ถนัด และได้เขียนถึงเศรษฐกิจสหรัฐไปแล้วว่าหลายๆ สำนักในต่างประเทศเห็นว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่แข็งแรงพอจะลากประเทศอื่นๆ ตามไปด้วย

คราวนี้ลองมาดูเศรษฐกิจและการเงินของจีนกันบ้าง พอดีมีการประชุมใหญ่ประจำปีที่ดาวอส เมื่อวันที่ 20-23 ม.ค. 2016 ซึ่งเพิ่งผ่านไปก็เลยมีความคิดเห็นของนักเศรษฐศาสตร์หลายคนที่ต้องนำมาอ่านวิเคราะห์จนค่อนข้างแน่ใจว่าถึงแม้ปัญหาของจีนจะมาก เช่น

1.เศรษฐกิจจีนเจริญเติบโตมาจากการพึ่งพาเครดิตมากเกินไป ถ้าดูตัวเลขการเพิ่มขึ้นของอัตราส่วนเครดิตต่อจีดีพี จะเห็นว่าเพิ่มขึ้นจาก 150% ในปี 2008 เป็น 250% ในปี 2015 ทำให้จีนต้องจ่ายเป็นค่าดอกเบี้ยประมาณ 14% ของจีอีพี ดังนั้นหากการเจริญเติบโตของจีนหรือจีดีพีเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง การจ่ายหนี้สินของบริษัทต่างๆ ของจีน (Debt Service) จะเป็นสิ่งที่ต้องระวังอย่างมาก

2.ที่ดิน (Property) ถือได้ว่ามีปริมาณเกินความต้องการอย่างมาก (Over Supply) โดยเฉพาะในช่วงปี 2010–2012 ทำให้มีบ้านที่ยังขายไม่ได้อีกมาก คล้ายๆ กับปัญหาของสหรัฐก่อนที่จะเกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ อย่างไรก็ตามกรณีของจีนนี้ยังมีคำว่า “ถ้า” คือถ้าความต้องการบ้านมีเพิ่มขึ้นในช่วงปีนี้ ปีหน้าปริมาณส่วนเกินดังกล่าวจะลดลง ไม่เช่นนั้นบริษัทก่อสร้างต่างๆ จะประสบปัญหา ที่สำคัญก็คือจะกระทบภาคการเงินของจีนไปด้วย

3.ภาคอุตสาหกรรมของจีนยังเผชิญกับปัญหาการผลิตส่วนเกิน ความล้าหลังของอุตสาหกรรมของจีน ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นอุตสาหกรรมที่มีการจ้างงานสูง และจีนจำเป็นต้องหาแรงขับเคลื่อนใหม่ๆ รวมถึงมาตรการช่วยเหลืออุตสาหกรรมเก่าเหล่านั้น ซึ่งเป็นแหล่งจ้างงานที่สำคัญ ซึ่งจีนต้องรักษาการจ้างงานเหล่านี้ไว้ ไม่เช่นนั้นจะมีอัตราการว่างงานสูงมากจนเป็นปัญหาต่อเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเงินหยวนของจีน ที่บางสำนักวิเคราะห์ว่าหากจีนต้องการให้เงินหยวนเป็นเพโทรหยวน เช่นเดียวกับเพโทรดอลลาร์ ซึ่งขณะนี้ทำท่าจะเป็นไปได้ เพราะจีนมีการนำเข้าน้ำมันสูงมาก จนถึงขณะนี้ได้กลายเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิใหญ่ที่สุดในโลกแซงหน้าสหรัฐไปแล้ว

และที่สำคัญรัสเซียก็ยินยอมรับเงินหยวนในการขายน้ำมันแล้ว เชื่อว่าประเทศตะวันออกกลางอาจจะต้องตามมาในไม่ช้า ประกอบกับที่จีนมีการค้าโดยรวมระหว่างประเทศที่สูงมาก ทำให้โอกาสเป็นไปได้สูงที่ในไม่ช้าจะมีเพโทรหยวนเกิดขึ้น แต่จีนก็ต้องเปิดตลาดทุนของตนเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงตลาดระหว่างประเทศ และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาในจีนด้วย ซึ่งแน่นอนว่าจะมีความเสี่ยงตามมา

อย่างไรก็ตาม การที่จีนยังบริหารจัดการภาคการเงินแบบค่อยเป็นค่อยไป ทำให้หลายสำนัก หรือนักเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศหลายท่านสรุปค่อนข้างใกล้เคียงกันว่า จีนจะบริหารจัดการเศรษฐกิจของตนได้ เช่น ธนาคาร UBS คาดการณ์ว่าอัตราการเจริญเติบโตของจีนจะลดลงบ้างไปอยู่ที่ 6.2% ในปี 2016

อาจารย์ทางเศรษฐศาสตร์และธุรกิจระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก Nouriel Roubini ได้กล่าวที่ WEF ว่า เศรษฐกิจจีนจะเจริญเติบโตช้าลงบ้าง แต่จะไม่เป็น “Hard” หรือ “Soft” Landing แต่จะเป็น “Bumpy Landing” ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ Christine Lagards ก็ได้กล่าวที่งานเดียวกันเช่นว่า เศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงและเติบโตประมาณ 6.5%

หากเป็นตามที่ผู้รู้หลายๆ ท่านคาดการณ์ ก็น่าจะเป็นผลดีแก่ประเทศไทย ในแง่ที่ผลกระทบต่อไทยจะไม่รุนแรงมาก หากเราสามารถประคองตัวให้อยู่ในความสงบ ไม่มีคลื่นใหญ่ลมแรงมากมากระแทก ก็น่าจะเอาตัวรอดในปีนี้ไปได้ และไม่มีการเผาจริงอย่างที่พูดๆ กัน

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69