
ชำแหละองค์กรอิสระ ชนวนคว่ำร่างรธน.
การวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญเริ่มมีเสียงดังออกมาเป็นระยะ โดยในวันที่ 29 ม.ค. “มีชัย ฤชุพันธุ์”
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
การวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญเริ่มมีเสียงดังออกมาเป็นระยะ โดยในวันที่ 29 ม.ค. “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จะแถลงต่อสื่อมวลชนเพื่อเปิดเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกทั้งหมด
จากนั้นจะเป็นหน้าที่ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะรัฐมนตรี (ครม.) และภาคประชาชน ในการทำข้อเสนอเพื่อขอแก้ไขถ้อยคำในร่างรัฐธรรมนูญ ก่อนที่ระหว่างวันที่ 16 ก.พ.-20 มี.ค. คณะ กรธ.จะปรับปรุงเนื้อตามข้อเสนอแนะและตรวจสอบความถูกต้องของถ้อยคำให้เสร็จก่อนวันที่ 28 มี.ค. โดยคณะ กรธ.จะสิ้นสุดการทำงาน 180 วันที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว กำหนดในวันที่ 29 มี.ค.
ทั้งนี้ หนึ่งในประเด็นที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับคณะ กรธ. กำลังถูกโจมตีค่อนข้างหนักและเสี่ยงต่อการที่ร่างรัฐธรรมนูญอาจไม่ผ่านการทำประชามติ คือ องค์กรอิสระ ซึ่ง คณะ กรธ.กำหนดให้มีคณะกรรมการสรรหาเพียงชุดเดียว ประกอบด้วย 1.ประธานศาลฎีกา ทำหน้าที่เป็นประธาน 2.ประธานสภาผู้แทนราษฎร และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร 3.ตุลาการในศาลปกครอง ที่ไม่ต่ำกว่าตุลาการหัวหน้าคณะในศาลปกครองสูงสุด 1 คน ซึ่งมาจากการเลือกของที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุด และ 4.บุคคลภายนอกที่มาจากการเลือกของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระองค์กรละ 1 คน
นอกจากนี้ การสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระ คณะกรรมการสรรหาต้องคำนึงถึงบุคคลที่มีความรับผิดชอบสูง มีความกล้าหาญในการปฏิบัติหน้าที่ และพฤติกรรมทางจริยธรรมเป็นตัวอย่างที่ดีของสังคม รวมทั้งคณะกรรมการสรรหาต้องทำหน้าที่ไปเชิญบุคคลที่เห็นว่ามีความรู้ความสามารถมาลงสมัคร จากเดิมที่รอให้มีผู้มายื่นใบสมัครเพียงอย่างเดียว และเมื่อได้บัญชีรายชื่อของผู้ที่มีความเหมาะสม แล้วจะเป็นหน้าที่ของวุฒิสภาในการให้ความเห็นชอบต่อไป
สำหรับองค์กรอิสระมีทั้งสิ้น 5 องค์กร
1.คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะมี กกต.จำนวน 7 คน วาระการดำรงตำแหน่ง 7 ปี จากเดิมที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ให้มี 5 คน วาระการทำงาน 6 ปี ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แบ่งโครงสร้างของ กกต.ให้มีความชัดเจนกว่าในอดีต กล่าวคือ กำหนดให้ กกต. 5 คน มาจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่คณะกรรมการสรรหาเลือกเข้ามา และอีก 2 คน ให้เป็นบุคคลที่เคยเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ หรือตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีอัยการ ซึ่งได้รับการคัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา
ส่วนหน้าที่และอำนาจของ กกต. พบว่ามีมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการบัญญัติว่า “ให้ กกต.แต่ละคนมีอำนาจสั่ง ระงับ หรือยกเลิกการเลือกตั้ง หรือการออกเสียงประชามติและสั่งให้ดำเนินการเลือกตั้ง หรือลงประชามติใหม่ในหน่วยเลือกตั้งบางหน่วยหรือทุกหน่วย โดยให้ กกต.แต่ละคนมีอำนาจกระทำได้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ กกต.กำหนด”
2.คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มุมที่ถูกเพ่งเล็งมากที่สุดอยู่ที่การกำหนดให้ ป.ป.ช. มีกรอบเวลาในการไต่สวนคดีเพียง 1 ปี 8 เดือน นับตั้งแต่ได้รับเรื่องกล่าวหาเข้าสู่สารบบ โดยกรรมการ ป.ป.ช.เตรียมประชุมและทำความเห็นส่งมาให้คณะ กรธ.ทบทวน เพราะการทำงานภายใต้กรอบที่ตายตัวเกินไปอาจเป็นปัญหาต่อการอำนวยความยุติธรรม โดยเฉพาะคดีที่มีผลต่อการเมือง
กระนั้นโครงสร้างของ ป.ป.ช.ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก โดยยังให้กรรมการ ป.ป.ช.จำนวน 9 คนและมีวาระ 9 ปี แต่มีอำนาจหน้าที่เพิ่มขึ้น อาทิ การตรวจสอบการฝ่าฝืนและการไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วย ไม่เพียงเท่านี้ในคดีความผิดทางอาญา ให้ ป.ป.ช.ส่งสำนวนไปยังอัยการสูงสุดเพื่อฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยถ้าผิดจริง บุคคลผู้นั้นต้องพ้นจากตำแหน่งและให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต อีกทั้งทรัพย์สินที่ได้มาจะถูกริบให้เป็นของแผ่นดินด้วย
3.คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) มี 7 คน วาระ 6 ปี ได้รับอำนาจหน้าที่เพิ่มในเรื่องการตรวจสอบนโยบายการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน การให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะในการใช้จ่ายเงินแผ่นดินตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ และมีหน้าที่ส่งเรื่องไปยัง กกต.หรือ ป.ป.ช. ในกรณีที่พบว่าการใช้จ่ายเงินแผ่นดินไม่เป็นไปตามกฎหมาย หรือถูกใช้เพื่อให้การเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรม
4.ผู้ตรวจการแผ่นดิน มี 3 คน วาระ 6 ปี เหมือนกับรัฐธรรมนูญ 2550 มีหน้าที่เพิ่ม คือเสนอให้ ครม.ทราบถึงการที่หน่วยงานของรัฐไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญในหมวดหน้าที่ของรัฐ และถ้าพบว่าหน่วยงานของรัฐดำเนินการล่าช้าโดยไม่มีเหตุอันสมควร ผู้ตรวจการแผ่นดินสามารถเสนอให้ ครม.ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ได้ทันที
5.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) คณะ กรธ.บัญญัติให้ กสม.แจ้งไปยังรัฐบาลให้รีบแก้ไขในกรณีที่ กสม. พบเห็นการกระทำใดที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และให้มีหน้าที่ชี้แจงต่อองค์กรระหว่างประเทศหากประเทศไทยถูกใส่ร้ายอย่างไม่เป็นธรรม
นอกเหนือไปจากองค์กรอิสระที่มีอำนาจหน้าที่เพิ่มขึ้นแล้ว “ศาลรัฐธรรมนูญ” ก็เป็นอีกองค์กรหนึ่งที่ถูกเพ่งเล็งเช่นกัน ภายหลังคณะ กรธ. มอบอำนาจให้ศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่วินิจฉัยปมปัญหาที่เกี่ยวกับประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือรัฐธรรมนูญมาตรา 7 รวมไปถึงการวินิจฉัยให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นการให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญมากเกินไป
นิกร จำนง กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) แสดงทัศนะว่าเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญที่น่าห่วงขณะนี้คือ การเพิ่มอำนาจให้ศาลรัฐธรรมนูญมีบทบาทในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อาจทำให้เป็นที่กังขาของสังคมได้
“ที่ผ่านมาศาลรัฐธรรมนูญถูกมองว่ามีความเชื่อมโยงกับการเมือง จึงควรให้ศาลฎีกาทำหน้าที่ถอดถอนแทนจะได้รับความน่าเชื่อถือมากกว่า หรือหากจะให้ศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่ถอดถอน ต้องเซตซีโร่ศาลรัฐธรรมนูญ โดยตั้งองค์คณะชุดใหม่ขึ้นมาทำหน้าที่และกำหนดบทบาทหน้าที่ให้ชัดเจน” นิกร ระบุ







