posttoday
เศรษฐศาสตร์ว่าด้วย ‘จริยธรรมของสื่อมวลชน’ (Economics of Media Ethics)

เศรษฐศาสตร์ว่าด้วย ‘จริยธรรมของสื่อมวลชน’ (Economics of Media Ethics)

25 มกราคม 2559

การเสียชีวิตของพระเอกชื่อดังอย่างคุณปอ-ทฤษฎี สหวงษ์ เป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยเฉพาะช่วงการเคลื่อนย้ายศพของปอ ทฤษฎี ที่โรงพยาบาลรามาธิบดีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลนำแผงเหล็กมากั้นในระยะห่างพอสมควร แต่เมื่อเจ้าหน้าที่นำศพของคุณปอเคลื่อนออกมา สื่อมวลชนกลับทลายแผงที่กั้นไว้และเบียดทั้งครอบครัวของคุณปอ ทั้งพระสงฆ์ รวมถึงพยายามเบียดเจ้าหน้าที่จนทำให้ผ้าคลุมหน้าของคุณปอเปิดเห็นช่วงบริเวณหน้าผากระหว่างการเคลื่อนย้าย จนทำให้โลกออนไลน์ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องจริยธรรมของสื่อมวลชนอีกครั้ง

การเสียชีวิตของพระเอกชื่อดังอย่างคุณปอ-ทฤษฎี สหวงษ์ เป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยเฉพาะช่วงการเคลื่อนย้ายศพของปอ ทฤษฎี ที่โรงพยาบาลรามาธิบดีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลนำแผงเหล็กมากั้นในระยะห่างพอสมควร แต่เมื่อเจ้าหน้าที่นำศพของคุณปอเคลื่อนออกมา สื่อมวลชนกลับทลายแผงที่กั้นไว้และเบียดทั้งครอบครัวของคุณปอ ทั้งพระสงฆ์ รวมถึงพยายามเบียดเจ้าหน้าที่จนทำให้ผ้าคลุมหน้าของคุณปอเปิดเห็นช่วงบริเวณหน้าผากระหว่างการเคลื่อนย้าย จนทำให้โลกออนไลน์ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องจริยธรรมของสื่อมวลชนอีกครั้ง

โดยส่วนตัวผมอยากใช้คำว่า “จริยธรรมสื่อ” มากกว่าคำว่า “จรรยาบรรณของสื่อ” แม้ว่าทั้งสองคำจะใช้คำภาษาอังกฤษเหมือนกันคือ “Ethics” แต่ถ้าแปลคำภาษาไทย จริยธรรม คือ ธรรมที่เป็นข้อประพฤติปฏิบัติ ศีลธรรม กฎศีลธรรม ในขณะที่ จรรยาบรรณ หมายถึง ประมวลความประพฤติที่ผู้ประกอบอาชีพการงานแต่ละอย่างกําหนดขึ้น เพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณของสมาชิกโดยอาจเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ก็ได้ โดยส่วนตัวผมจึงเห็นว่าคำว่าจริยธรรมเป็นคำที่น่าใช้มากกว่าคำว่าจรรยาบรรณ เพราะจริยธรรมเป็นการปฏิบัติที่มีธรรมะเป็นที่ตั้ง ในขณะที่จรรยาบรรณกำหนดขึ้นโดยบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งอาจเกิดความล้าสมัยและไม่ทันต่อสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปได้

ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ ถ้าจะวิเคราะห์ว่าจริยธรรมที่เสื่อมถอยของสื่อสารมวลชนที่เกิดขึ้นนี้เกิดจากปัจจัยทางเศรษฐศาสตร์ (Economic Factors) เป็นตัวการสำคัญก็คงไม่ผิดนัก โดยเราสามารถจำแนกปัจจัยดังกล่าวได้เป็นสองด้าน

ด้านแรก ได้แก่ ปัจจัยทางด้านอุปทาน (Supply Side) ซึ่งเกิดจาก (ประการแรก) การเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้การนำเสนอข่าวเปลี่ยนแปลงรูปแบบจากสื่อเดิมๆ อย่างวิทยุ โทรทัศน์ หรือหนังสือพิมพ์มาสู่สื่อสมัยใหม่ อย่างเว็บไซต์และสื่อสังคมออนไลน์มากขึ้น ประการที่สอง เกิดจากความพยายามลดปัญหาการผูกขาดของสื่อรวมถึงลดปัญหาการแทรกแซงสื่อที่เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดก่อนๆ จากการเปิดเสรีทีวีดิจิทัล ทำให้เกิดสภาพการแข่งขันแบบใหม่จากเดิมที่ผู้ชมส่วนมากจะเสพสื่อโทรทัศน์ผ่านระบบฟรีทีวีไปสู่ทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวี (ที่มีค่าใช้จ่ายและเข้าไม่ถึงกับคนทุกกลุ่ม) จนเป็นทีวีดิจิทัลในปัจจุบัน จำนวนช่องและรูปแบบของสื่อที่เพิ่มมากขึ้นนี้เองเป็นปัจจัยผลัก (Push Factor) ให้เกิดการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น

ขณะที่ปัจจัยทางด้านอุปสงค์ (Demand Side) ก็เป็นปัจจัยดึง (Pull Factor) โดยเฉพาะรสนิยมของการเสพสื่อที่เกิดการเปลี่ยนแปลงจากโครงสร้างประชากร ที่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม Generation Y และ Generation M ที่เติบโตมากับเทคโนโลยี จึงเน้นเสพสื่อทางด้านดิจิทัลเป็นสำคัญ รวมถึงความต้องการได้รับสื่อที่ Real Time และ Reality มากขึ้น ความต้องการบริโภคของกลุ่มนี้ จึงเป็นปัจจัยให้สื่อต่างๆ ต้องเร่งนำเสนอภาพ/สื่อที่ตรงตามความต้องการของกลุ่มนี้มากขึ้น เห็นได้จากการที่สื่อจำเป็นต้องพยายามถ่ายภาพคุณปอให้ตรงตามความต้องการของผู้เสพให้มากที่สุด

ผลลัพธ์ที่ทำให้เกิดการแข่งขันของสื่อตามปัจจัยทางเศรษฐศาสตร์ข้างต้น ออกมาในรูปแบบที่ถูกต้องตามหลักเศรษฐศาสตร์คือ สื่อมวลชนจำเป็นต้องเน้นพัฒนาคุณภาพและรูปแบบในการนำเสนอ ที่ถูกต้อง ฉับไว และได้อารมณ์มากขึ้น เพื่อให้ตรงตามความต้องการของผู้เสพและอยู่รอดได้ ในขณะที่สื่อไหนที่ไม่สามารถแข่งขันได้ก็ต้องปิดตัวลงตามการแข่งขันของตลาด ขณะที่ผู้บริโภคสื่อก็จะได้ประโยชน์จากการบริโภคที่หลากหลาย ซึ่งความหลากหลายและคุณภาพของสื่อที่ออกมานี้จะนำไปสู่ตลาดที่มีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม ในทางตรงกันข้าม การแข่งขันที่รุนแรงจะทำให้ผู้นำเสนอสื่อมีแนวโน้มที่จะก้าวข้ามมิติของจริยธรรมมากขึ้น โดยพยายามนำเสนอข่าว/รูปที่เป็นที่ชื่นชอบของผู้เสพ (หรือของตลาด) โดยไม่สนใจวิธีการของการได้มาซึ่งรูปดังกล่าวว่าจะกระทบผู้เกี่ยวข้องคนอื่นๆ อย่างไร การกระทำดังกล่าวของสื่อค่ายหนึ่งจะเป็นปัจจัยเร่งให้สื่ออื่นๆ ทำตาม โดยไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังทำถูกหรือทำผิด (ตามหลักการทางเศรษฐศาสตร์ที่เรียกว่า Bandwagon Effect) และสุดท้ายสังคมก็ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าค่ายไหนเป็นสื่อที่ดี (เช่น สื่อที่ไม่ได้ทลายแผงกั้น) และค่ายไหนเป็นสื่อที่ไม่ดี (เช่น สื่อที่ทลายแผงกั้น) และเหมารวมกันหมดว่าสื่อมวลชนทั้งหมดไม่ดี (ตามหลักการทางเศรษฐศาสตร์ที่เรียกว่า Lemon Market Problem)

คำถามก็คือ เราจะสามารถใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ในการแยกแยะสื่อที่ดีออกมาจากสื่อที่ไม่ดีได้อย่างไร มาตรการหนึ่งทางเศรษฐศาสตร์ในการลดปัญหา Lemon Market Problem คือ “พยายามให้สังคมได้รับทราบว่าสื่อไหนดีและสื่อไหนไม่ดี” โดยกระบวนการที่เป็นมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ ซึ่งแนวทางหนึ่งที่ผมนึกออกคือ การออกมาตรฐานวิชาชีพในลักษณะของการมีระดับขั้น (Level) โดยมีหน่วยงานกลาง (ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากในแต่ละวงการ เช่น สภาหนังสือพิมพ์ สมาคมนักข่าว และอื่นๆ) กำหนดระดับของมาตรฐานของสื่อแต่ละประเภท รวมถึงการทดสอบด้านจริยธรรมของสื่อในมาตรฐานนั้นๆ (เช่น ถ้าในแวดวงการเงิน คือการมีใบประกาศ CFA Level 3 หรือแวดวงทางวิชาการก็จะมีตำแหน่งทางวิชาการ (ผศ. รศ. ศ.) หรือจำนวนผลงานทางวิชาการเป็นที่รับรอง เป็นต้น) และใช้แรงขับเคลื่อนทางด้านอุปสงค์ ประกอบกันโดยการให้องค์กรกลางเหล่านั้นสนับสนุน (และให้ข้อมูล) ดาราหรือเจ้าของงานได้ทำการคัดเลือกสื่อมวลชนที่ผ่านระดับมาตรฐาน
ดังกล่าวให้เข้าร่วมงานได้เท่านั้น (และไม่เชิญสื่อที่ไม่มีระดับมาตรฐานรับรอง) และแน่นอนว่าสื่อมวลชนที่ขาดจริยธรรมจะต้องมีบทลงโทษในการขึ้นบัญชีดำหรือถอดถอนใบ
รับรองระดับขั้นดังกล่าวด้วยได้

ในท้ายที่สุด แรงกดดันทางสังคมก็เป็นอีกแรงผลักดันหนึ่งที่ใช้สอดส่องพฤติกรรมของสื่อมวลชนที่ไม่ดี และการสร้างต้นทุนทางสังคมให้กับสื่อมวลชนที่ไร้จริยธรรม มาตรการเหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างเบื้องต้นในการใช้เครื่องมือส่งเสริมคุณภาพของผู้สื่อข่าวภายใต้สภาวการณ์แข่งขันในปัจจุบัน เพื่อให้แน่ใจว่าอาชีพสื่อมวลชนเป็นอาชีพที่ผู้ประกอบอาชีพมีความภาคภูมิใจ

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ