posttoday
ไทยชกต่ำกว่าน้ำหนักตัวเอง

ไทยชกต่ำกว่าน้ำหนักตัวเอง

24 มกราคม 2559

ในฐานะที่ทำงานคร่ำหวอดอยู่ในแวดวงต่างประเทศมาต่อเนื่องยาวนาน สุรินทร์ พิศสุวรรณ

ในฐานะที่ทำงานคร่ำหวอดอยู่ในแวดวงต่างประเทศมาต่อเนื่องยาวนาน สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน ประเมินสถานการณ์ประเทศไทยเวลานี้ว่าทุกดัชนีสะท้อนให้เห็นว่า ไทยยังตามหลังประเทศอื่นๆ

“คำที่ผมใช้คือเราชกต่ำกว่าน้ำหนักของตัวเอง ประเด็นคือเราอยู่รุ่นเฮฟวีเวตในภูมิภาค แต่เรามาชกรุ่นแบนตัมเวต เหตุผลเพราะเราไม่ได้ซ้อม ไม่ได้รักษาความเป็นเลิศเหล่านั้นเอาไว้เลย น้ำหนักหมัดเราเลยต่ำกว่าน้ำหนักตัว

...เรามีปัญหาเรื่องคอร์รัปชั่น ผลประโยชน์ทับซ้อน ความไม่มีประสิทธิภาพของระบบราชการ มีปัญหาเรื่องคุณภาพการศึกษา คุณภาพบุคลากร ดัชนีทุกตัวจึงอยู่หลังคนอื่น และอยู่หลังคนอื่นมากขึ้น และคนอื่นจะไม่รอ เขาเดินหน้าต่อ”

สุรินทร์ อธิบายว่า ไทยใหญ่เป็นอันดับสองในอาเซียนจากระบบเศรษฐกิจที่มีมูลค่า 4 แสนกว่าล้านเหรียญสหรัฐ/ปี หรือประมาณ 13 ล้านล้านบาท ขณที่อินโดนีเซีย 9 แสนล้านเหรียญสหรัฐ แต่ประเทศเขามี 1.7 หมื่นเกาะ 250 ล้านคน เพราะฉะนั้นเขาใหญ่จริงแต่หากคำนวณต่อหัวยังน้อยกว่าเรา ที่สำคัญเรามีความหลากหลายที่สุด เป็นระบบเศรษฐกิจที่ทั่วโลกสนใจ มีโอกาสเยอะขึ้น ทุกกิจกรรมมาหาได้ในประเทศไทย

“ผมถึงถามว่าเราจะเอายังไงกับความเป็นเลิศที่เรามีอยู่ ทั้งความเป็นเลิศด้านการเกษตร ความเป็นเลิศการผลิตอาหาร ความเป็นเลิศด้านการท่องเที่ยว ความเป็นเลิศด้านการผลิตอุตสาหกรรมรถยนต์ ด้านการเแพทย์ สิ่งเหล่านี้คือความเป็นเลิศที่เรามีอยู่ไม่มีใครแย่งมาจากเราไปได้ง่าย

...นอกจากเราจะสูญเสียไปเองเพราะเราไม่เต็มที่ ไม่ต่อเนื่อง เพราะเรามีความขัดแย้งภายใน เพราะได้คนไม่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหา ดังนั้นเราจะเอาอย่างไรกับความเป็นเลิศของประเทศไทยที่มีอยู่ ที่สั่งสมจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน”

ถามว่าการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนเราได้อะไรเสียอะไร อดีตเลขาธิการอาเซียน กล่าวว่า ถือเป็นการเปิดโอกาสให้กับประเทศไทย เพราะไทยมีความพร้อมที่สุดในระบบเศรษฐกิจ ในแง่ความหลากหลาย ความเป็นเลิศ อีกนานกว่าคนอื่นจะแย่งไปได้ เพียงแต่เราจะรักษา และประคองความเป็นเลิศนี้ไว้ได้อย่างไร

ทั้งนี้ จะเห็นว่าภาคเอกชนเขาค่อนข้างเข้มแข็ง แต่เขาต้องการนโยบายต่อเนื่อง ต้องการกรอบที่ชัดเจน เขาต้องการทิศทางที่ชัดเจน ทำอย่างไรให้กิจกรรมด้านเศรษฐกิจทั่วประเทศ พวก SMEs ตื่นตัวสามารถยกระดับตัวเองจากสมอลไปเป็นมีเดียม จากมีเดียมไปเป็นระดับภูมิภาค เหมือนผึ้งออกจากรัง เข้ารัง ดังลั่นตลอดเวลา 

“ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์​ของเราสุดยอดไม่มีใครแย่งไปได้ จะเอายังไงกับความเป็นเลิศกับที่ตั้งทางภูมิศาสตร์นี้ เรื่องอินฟราสตรัคเจอร์ เหนือ ใต้ ออก ตก เสริมความสามารถการแข่งขันให้ตัวเอง ทั้งเรื่องโลจิสติกส์จะเอาอย่างไร จะรักษาความเป็นเลิศทางความได้เปรียบอย่างไรอยู่ที่เรา คนอื่นตามหลังเรามา แต่เราภาษาอังกฤษเรียก ‘you shoot yourself in the foot’ เดินไปเดินมาง่อยเอง”​

ถามว่าช่วงปีกว่าหลังจากรัฐประหารที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศจะเข้ามาแก้ไขปัญหาด้านต่างๆ ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ คอร์รัปชั่น นั้นเห็นความคืบหน้าไปมากน้อยแค่ไหน

สุรินทร์ มองว่า สิ่งเดียวที่อยู่ในอำนาจแล้วทำได้คือเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่ตกลงกันว่าจะใช้ 2-3 แสนล้านบาท คือสิ่งทำได้ไม่ต้องพึ่งคนอื่น แต่การส่งออกทำไม่ได้ เพราะดีมานด์ตลาดข้างนอกน้อยลง การบริโภคภายใน หนี้สินครัวเรือน ใส่เงินไปเท่าไหร่ก็ต้องไปจ่ายค่าหนี้หมด

อีกด้านหนึ่งการลงทุนจากข้างนอกก็ลดลง บริษัทรถยนต์ใหญ่ๆ อยากเข้ามา โฟล์คสวาเกนอยากเข้ามาก แต่เขาต้องรอ ขยายสิ่งที่มีอยู่ แต่ของใหม่ไม่เข้ามา การลงทุนจากต่างประเทศ ทุกคนยังรอ การเพิ่มความสามารถแข่งขันให้กับธุรกิจก็ยังไม่มีการลงทุน โดยเฉพาะการศึกษาวิจัยซึ่งเป็นของต่างประเทศ ทั้งเครื่องจักร เทคโนโลยี การผลิตของเราเองยังน้อยอยู่

อดีตเลขาธิการอาเซียน กล่าวว่า ​เศรษฐกิจไทย 6 ทศวรรษที่ผ่านมา หนึ่งทุนมาจากข้างนอก เทคโนโลยีจากข้างนอก ผู้บริหารโรงงานก็มาจากข้างนอก สิ่งที่ผลิตแล้วก็เอาออกไปส่งขายข้างนอกเราคือฐานผลิต ถ้าจะไปดูการแสดงสินค้าที่เขาทำกันในดูไบสิ่งที่จะเห็นคือสินค้าสปา สินค้าครัวเรือน โอท็อป เครื่องตกแต่งบ้าน เราผลิตอะไรเยอะกว่านี้ไม่ได้หรือ

“เจ้าของบริษัททั้ง นิสสัน โตโยต้า​ ฮอนด้าเขาทำเอง เราคือส่วนหนึ่งของโกลบอลเน็ตเวิร์กของเขา เพราะฉะนั้นเรื่องความสามารถในการแข่งขันของเรา ซึ่งเป็นเรื่องวิกฤตมาก ถ้าไม่ลงทุนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม อีกสิบปีข้างหน้าเราจะตามหลังเขา การลงทุนด้านนี้ยังน้อยมาก ต้องทำ รีบเร่งมากกว่านี้ เพราะเราคือเศรษฐกิจ ใหญ่อันดับสองของอาเซียน เพราะเรามีฐานที่ดีอยู่แล้ว เพราะเราล้ำหน้ากว่าคนอื่นอยู่หลายเรื่อง”

ถามย้ำว่าปีกว่าที่ผ่านมาทำให้หลายอย่างหยุดชะงักลงไปหรือไม่ สุรินทร์​ ตอบว่า ไม่แน่ใจว่าบรรยากาศอย่างนี้จะทำอะไรได้มาก เพราะระบบการศึกษาเหมือนเดิม ระบบราชการก็ยังเหมือนเดิม ภาคเอกชนเขาแน่แกร่งมีความสามารถในการแข่งขันจริง แต่ต้องออกไปสร้างตลาดเพิ่ม

“ผลผลิตก็ไม่ใช่ของใหม่ ในเมื่อเทคโนโลยีข้างนอกไม่เข้า เจ้าของธุรกิจไม่ยอมลงทุนเพิ่มก็ได้เท่านี้ เราก็กลายเป็นแค่ฐานการผลิต เวลาปีครึ่งก็ต้องให้ความเป็นธรรม จะทำอะไรได้ นอกจากวางทิศทางให้ถูกต้องตรงนั้นสำคัญที่สุด”​

สุรินทร์ มองว่า ที่สุดทิศทางการปฏิรูปหลายอย่างก็ยังอยู่กับราชการ ระบบก็ยังอุ้ยอ้ายอยู่กับเงินเดือนที่ต้องไปเลี้ยงระบบราชการ แทนที่จะไปคิดเรื่องของใหม่วิสัยทัศน์ไปข้างหน้า

ถามว่าในมุมมองที่สัมผัสกับเวทีนานาชาติ ภาพลักษณ์ปัญหาคอร์รัปชั่นของไทยลดลงไปหรือไม่ อดีตเลขาธิการอาเซียน กล่าวว่า โดยหลักพื้นฐานทั่วไป อำนาจใดก็ตามแต่ที่ไม่มีการตรวจสอบ อำนาจนั้นเสี่ยงที่จะใช้ไปในทางที่ผิด เสี่ยงที่จะใช้ไปในทางลำเอียงหาประโยชน์​เข้าตัวจะเป็นใครกลุ่มไหนก็ตามแต่ นี่เป็นหลักพื้นฐานสากล

“ถามว่าดีขึ้นหรือไม่ ก็ได้ยินเสียงน้อยลง แต่คนที่เขาเกี่ยวข้องจริงๆ ก็คือคนเดิมๆ ผู้รับเหมาเดิม ก็ยังบอกเหมือนเดิมครับท่าน แต่ที่จะมาตีแผ่นั้นน้อยลง ส่วนคนที่ทำงานในพื้นที่ ผู้รับเหมาก็บอกไม่ได้ดีขึ้น”

อดีตเลขาธิการอาเซียน มองว่า สำหรับโครงการใหญ่ระดับประเทศ บางเรื่องเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่มีการเปิดสัมปทาน ทำให้คนตระหนักว่า “คลื่น” มีค่า ปัญหาคือแล้วจะเอาแค่ขายคลื่นหรือ แล้วความโปร่งใสที่อยู่ในระบบจะทำให้โปร่งใสหรือไม่ ทั้งเรื่องการกำหนดกฎเกณฑ์ เลือกตัวผู้ที่จะมาขอสัมปทาน ผลประโยชน์​มีอีกมากมาย

การที่เราตระหนักว่าคลื่นมีค่า สองคลื่นรวมกันสองแสนกว่าล้านในระยะเวลา15 ปี นั้นน่าจะเป็นจุดเริ่มต้น เพราะทรัพย์สินของรัฐยังมีอีกมากมายที่ไม่ใช่วัตถุ โอกาสนี้จะจัดการอย่างไร รัฐวิสาหกิจจะจัดการอย่างไร หรือสิ่งที่ให้ไปแล้วโดยไม่มีการแข่งขัน จะเอาอย่างไร มีเวลาจำกัดหรือเปล่าเมื่อไหร่จะเรียกคืน ยังมีอีกมากมาย

“ผมคิดว่าโอกาสนี้น่าจะใช้กล้องจุลทรรศน์ ศึกษา สำรวจ ส่อง เอกซเรย์ทุกพื้นที่ ตรวจทุกโครงการ เอกซเรย์ทุกสัญญา สัมปทาน ดูว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ซ่อนเร้นตรงไหน ดูว่ารัฐวิสาหกิจตั้งบริษัทลูก มากมาย ไปแอบซ่อนหรือรั่วไหลหรือไม่ ต้องทำเพราะมีอำนาจพอที่จะทำ”

สุรินทร์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “หลักของผมก็คือต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม ให้ต่างจังหวัดเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ต้องกระจายอำนาจให้เขามากขึ้น ให้เขามีส่วนกำหนดชะตาชีวิตมากขึ้น ขณะนี้รวมศูนย์เกินเวลาแล้ว แก้ปัญหาของเราสมัยสู้กับอังกฤษ ฝรั่งเศส นี่มันเป็นร้อยปี แล้วที่เคยต้องรวมประเทศเพื่อรักษาอธิปไตยของประเทศ แต่ระบบเดิมมันยังอยู่ยังรวมศูนย์อยู่ อำนาจตัดสินใจของประชาชนเขาก็ไม่มีส่วน”

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย