
การปฏิรูปที่สำเร็จคือ การปฏิรูปวัฒนธรรมทางการเมือง
โดย...รศ.ดร.วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ
โดย...รศ.ดร.วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ
18 เดือนจากนี้ไปคือห้วงเวลาของการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะ “การปฏิรูปการเมือง” นับเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของประชาชน และถือได้ว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของการปกครองในยุค คสช.นี้ ทั้งนี้การทำงาน “การปฏิรูปการเมือง” ต้องบรรเลงร่วมกันกับแม่น้ำ 5 สาย ได้แก่ คสช. ครม. สนช. สปท. และโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเป็นกุญแจสำคัญของการปฏิรูปการเมือง
คนไทยรู้จัก “วัฒนธรรมทางการเมือง” ค่อนข้างน้อย แต่หากเรื่องนี้เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุดของความสำเร็จแห่งการปฏิรูปประเทศ ไม่ใช่เราได้เพียงแผนงานโครงการการปฏิรูปที่มากมาย ไม่ใช่เราได้เพียงรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เท่านั้น หรือมีการเลือกตั้งโดยเร็วที่สุด แล้วมีรัฐบาลใหม่ ความสำคัญของการปฏิรูปประเทศต้องมีการปฏิรูปวัฒนธรรมทางการเมืองที่เอาจริงเอาจัง
กล่าวคือ หากเรามีเป้าประสงค์จะเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นี่คือเป้าหมายแห่งวัฒนธรรมทางการเมืองเช่นกัน ดังนั้น วัฒนธรรมทางการเมืองที่มีความหมายง่ายๆ ว่า “สันดาน” พูดให้ไพเราะมีการกล่าวอ้างอิง “ความเชื่อ ทัศนคติ ความรู้สึกของบุคคลที่มีความโน้มเอียงที่มีต่อระบบการเมืองนั้นๆ” มีพื้นฐานจากการกล่อมเกลาทางสังคม (Socialization) ตั้งแต่ครอบครัว โรงเรียน ที่ทำงาน สื่อสารมวลชนต่างๆ ต้องมีผลผลิตที่มีจุดมุ่งหมายในการส่งเสริมร่วมทางการเมืองที่เอื้อและรองรับสนับสนุนการเมืองยุคปฏิรูปให้จงได้ ให้เป็นวิถีชีวิต
ที่ผ่านมาพบว่า “วัฒนธรรมทางการเมือง” ของไทยมีลักษณะเป็นแบบไพร่ฟ้า กล่าวคือ คนไทยมักไม่ค่อยแสดงออก เชื่อผู้นำเป็นใหญ่ที่มีบารมี มียศถาบรรดาศักดิ์ โดยเฉพาะให้ความสำคัญกับแนวคิดระบบอุปถัมภ์ทั้งที่ดีและไม่ดี (ไม่ดี ได้แก่ การเล่นพรรคเล่นพวก) ไม่ค่อยคำนึงถึงหลักความสามารถเชิงคุณธรรม คนไทยส่วนใหญ่ชอบบรรยากาศแห่งการแก้ปัญหาไม่ขาดไม่กล้ายืนหยัดในความถูกต้อง ถ้าหากส่งผลเสียหายแก่พวกพ้อง หรือบางครั้งใช้แนวคิดสุภาษิตแบบไทย อาทิ รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดคน ตามหลังผู้ใหญ่หมาไม่กัด หรือพฤติกรรมแบบศรีธนญชัย ทำให้เกิดการแก้ไขปัญหาที่ไม่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และคงเป็นเรื่องใหญ่เข้าไปอีกที่แนวคิดวัฒนธรรมทางการเมืองแบบไพร่ฟ้านี้เข้าไปใช้ในทางการเมือง ทำให้เกิดพฤติกรรมการซื้อขายเสียงที่ว่า “เงินไม่มา กาไม่เป็น” (ต่างตอบแทน) หรือรับเงินแล้วเป็นบุญคุณต้องตอบแทนอันเป็นพฤติกรรมทางการเมืองที่ไม่พึงปรารถนา จึงต้องมี “การปฏิรูปพฤติกรรมทางการเมือง”
พินิจดูแล้วเป็นเรื่องไม่ง่ายเลย ถึงแม้จะมีมาตรา 44 ก็มิอาจทำให้เชื่อได้ว่าจะเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมทางการเมืองคนไทยได้ทันที กฎหมายเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งเท่านั้น ความสำคัญการสร้างค่านิยมความเชื่อที่ถูกต้องสอดคล้องกับคนไทยและระบบการเมืองต้องอาศัยเวลาที่ค่อยเป็นค่อยไปอาจทำทันทีไม่ได้
ปฏิรูปวัฒนธรรมทางการเมืองจึงสมควรเป็นเรื่องสาระหลักแห่งการปฏิรูปทั้งปวง การปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับการปกครองยุคปฏิรูปนี้ มีลักษณะสำคัญ 4 ประการ ได้แก่
1.การพัฒนาบุคลิกภาพคนไทยให้รองรับกับกระแสประชาธิปไตยสากล แต่ต้องรักษาอัตลักษณ์ที่ดีของไทย คือ การรู้จักและเข้าถึงสิทธิ มีเสรีภาพ รู้จักหน้าที่ความเป็นพลเมืองที่ดี เพื่อให้เกิดนักการเมืองที่ดีมีคุณภาพและคงรักษาความเป็นไทย ว่าด้วยความเมตตากรุณา รู้จักอภัย มีน้ำใจนักกีฬา รู้จักแพ้ชนะ ที่สำคัญคือเป็นการเสียสละเพื่อปวงชนชาวไทย สร้างค่านิยมประชาธิปไตยใหม่ การเคารพในหลักการเสียงข้างมากที่ต้องคำนึงถึงเสียงข้างน้อย การบังคับใช้กฎหมายที่มีหลักนิติธรรมที่สำคัญคือ การรู้ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนทุกคนที่มีความผูกพันกับการเลือกตั้งคนดีเข้าสู่ระบบการเมือง ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง การแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างมีความหมายที่แท้จริง
2.การมีแผนแม่บทพัฒนาวัฒนธรรมทางการเมืองที่ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันสร้างหรือจัดทำขึ้นโดยกระบวนการมีส่วนร่วมที่มีคุณภาพแผนแม่บทจำเป็นต้องนำไปใช้ให้เกิดกิจกรรมการเรียนรู้ทางการเมือง (Political Learning) ที่เป็นรากฐานของการศึกษาภาคพลเมือง (Civic Education) เป้าหมายคือ “การทำให้การเมืองเป็นเรื่องที่ทุกคนปฏิเสธไม่ได้ เป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องสร้างและรักษาการเมืองส่งมอบอนุชนรุ่นหลังได้อย่างสง่างาม”
3.การเสริมสร้างกลไกทางการเมืองรองรับสนับสนุนโดยเฉพาะสถาบันทางการเมือง ได้แก่ รัฐธรรมนูญ พรรคการเมือง รัฐบาล รัฐสภา องค์กรอิสระ เป็นต้น ที่ทำหน้าที่ตามอำนาจหน้าที่ต่างๆ กัน บนพื้นฐานของหลักการแบ่งอำนาจ ถ่วงดุลอำนาจ และสามารถให้มีการตรวจสอบการใช้อำนาจได้ ที่ทำให้เป็นเรื่องง่ายๆ ของคนไทย และทำให้คนไทยมีนิสัยชอบตรวจสอบการใช้อำนาจตามครรลองที่เหมาะสม รวมถึงการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นที่คนไทยต้องตระหนักเป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริงคือ ต้องมีความรับผิดชอบทางการเมืองนั้นเอง
4.การปฏิรูปประเทศที่ต้องทำให้ทุกภาคส่วนมีข้อผูกพัน มีความเป็นเจ้าของประเทศร่วมกัน ทุกฝ่ายต้องตระหนักรับรู้อย่างเท่าเทียมกัน รวมถึงการแสดงความรับผิดชอบไม่ใช่เฉพาะแต่ คสช. หรือแม่น้ำ 5 สาย
ทั้งนี้ ในความเป็นจริง “จารีตประเพณีของคนไทยลึกๆ แล้วไม่ชอบความรุนแรงและความขัดแย้ง แต่ถือเรื่องของการให้โอกาสการทำงานบ้านเมือง หรือความมั่นคงไว้ให้กับฝ่ายทหารเป็นสำคัญ” กล่าวสรุปได้ว่า ให้โอกาสทหารทำงานเพื่อบ้านนั้นเอง ดังนั้น ถือเป็นทุนแห่งความชอบธรรมทางการเมือง ทำให้ คสช.ได้รับการยอมรับ มีพลังในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้จึงต้องมีการวางระบบในอนาคตว่าใครจะมีความชอบธรรมในการปฏิรูปวัฒนธรรมทางการเมือง คำตอบที่แน่นอนคือ “ประชาชนคนไทยนั้นเอง” ที่ต้องมีความผูกพันและสำเหนียกการปฏิรูปวัฒนธรรมทางการเมืองที่แท้จริง
ความสำเร็จแห่งการปฏิรูปประเทศจึงหนีไม่พ้นการปฏิรูปวัฒนธรรมทางการเมืองที่ต้องก้าวไปสู่วัฒนธรรมทางการเมืองที่รองรับสนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่แท้จริง







