posttoday
เม็กซิโก ภาคเอกชนใหม่

เม็กซิโก ภาคเอกชนใหม่

20 มกราคม 2559

โดย...อานิก อัมระนันทน์

โดย...อานิก อัมระนันทน์

รัฐบาลเม็กซิโก “ทวงคืน” พลังงาน ยึดกิจการปิโตรเลียมทั้งหมดเมื่อปี 2481 แล้วให้บรรษัทแห่งชาติ Pemex ดูแล มีอำนาจเบ็ดเสร็จตลอดสาย คล้ายกับที่กำลังเสนอให้จัดตั้งในประเทศไทย ผ่านไป 78 ปี เม็กซิโกผลิตน้ำมันได้น้อยลงมาก ทำให้ประเทศเสียรายได้ ประชาชนสูญเสียโอกาส อีกทั้งพบว่ามีคอร์รัปชั่นใน Pemex มาก แต่ไม่มีใครถูกเอาผิด

ในที่สุดมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อปลายปี 2556 ยกเลิกการผูกขาดของบรรษัท พร้อมเปิดทางให้ใช้ระบบสัมปทานและระบบแบ่งปันผลผลิตเพิ่มเติมจากระบบจ้างผลิต แม้ Pemex ยังมีสิทธิพิเศษแต่ได้ถูกลดบทบาทให้อยู่ใต้คณะกรรมการการกำกับดูแล ต้องเพิ่มประสิทธิภาพให้สามารถแข่งขันได้ ต้องทำกำไรเอง ไม่ให้เก็บรายได้ทุกอย่างแทนรัฐ

ในปี 2558 ได้เริ่มมีการเปิดประมูลให้ภาคเอกชนเข้ามาดำเนินกิจการได้โดยตรง การประมูลรอบที่ 1 แบ่งเป็นหลายช่วง ช่วงแรกรัฐบาลต้องผิดหวังเพราะประมูลได้เพียง 2 จาก 14 แปลง ช่วงที่ 2 ประสบความสำเร็จดี เพราะได้ผ่อนคลายกติกาและสร้างแรงจูงใจเพิ่มขึ้น อาทิ ลดเป้าหมายสัดส่วนกำไรขั้นต้น ให้เอกชนได้อัตราผลตอบแทนสูงขึ้น (ก่อนที่สัดส่วนของรัฐจะเพิ่ม) ให้ความยืดหยุ่นในการร่วมทุน และอนุญาตให้ทุกบริษัทประมูลได้ทุกแปลง

ทำให้มีผู้สนใจเข้ามามากขึ้น ประมูลได้ 3 จาก 5 แปลง บางแปลงข้อเสนอให้รัฐสูงกว่าขั้นต่ำมาก ทั้งในแง่ผลประโยชน์ และการลงทุน << ของไทยที่ผ่านมาก็ประมูลทั้งการลงทุนและผลประโยชน์ โดยให้น้ำหนัก 80:20 ตามลำดับ >>

ช่วงที่ 3 เปิดประมูล 25 แปลง สำเร็จทั้งหมดด้วยการแข่งขันอย่างเข้มข้น ใน 3 แปลงมีผู้แข่งขันถึง 14-23 ราย ใน 15 แปลงมี 6-11 ราย ในบรรดาผู้เข้าร่วม 40 ราย ซึ่งมีทั้งบริษัทและกลุ่มบริษัท (JV) มีรายหนึ่งประมูลได้ 4 แปลง 6 ราย ได้รายละ 2-3 แปลง ซึ่งน่าจะช่วยลดต้นทุนได้ แต่น่าสังเกตว่า 15 ใน 25 แปลง ได้ข้อเสนอค่าภาคหลวงเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% จนนักวิเคราะห์มองว่าในราคาตลาดน้ำมันปัจจุบันโครงการเหล่านี้จะไปไม่รอด

<< ฟังแล้วนึกถึงประเทศไทยที่ระบบสัมปทาน Thailand III ซึ่งให้สัดส่วนกำไรรัฐ 71% ถูกโจมตีว่าแย่ เพราะเขมรเขายัง “เรียก” ได้ถึง 80% แต่ความจริง 80% เป็นเพียงตัวเลขเนื่องจากสูงเกินกว่าศักยภาพทางธรณีวิทยาของเขมร เมื่อเอกชนรู้ว่าไม่คุ้มค่าเขาก็ไม่ลงทุน การผลิตจึงเท่ากับ 0 บาร์เรล/วัน รัฐและประชาชนก็ “ได้” ประโยชน์จริง 0 จนทุกวันนี้ >> มีการวิเคราะห์ว่า หากราคาน้ำมันดิบอยู่ในช่วง 50-60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล (ปัจจุบันต่ำกว่า 30 เหรียญสหรัฐ) ค่าภาคหลวงที่ผู้ชนะประมูลจะสามารถจ่ายได้โดยเสมอตัว (Break-Even) ไม่ขาดทุน จะอยู่ที่ 15-27%

ในที่สุดอาจจะต้องมีการคืนพื้นที่ หรือขอเจรจาเงื่อนไขใหม่ ซึ่งจะทำให้การผลิตไม่ราบรื่น

แม้รัฐไม่เดือดร้อนโดยตรงจากการที่เอกชนจะล้ม แต่การล้มหรือแม้แต่สะดุดของเอกชน จะมีผลต่อกระทบต่อรัฐและประชาชน เพราะผลผลิตและรายได้รัฐจะได้ช้าลง หรือได้น้อยกว่าที่ควร คือประเทศจะเสียโอกาสนั่นเอง

เป็นที่สังเกตว่า ผู้ชนะประมูลแทบทั้งหมด (22 จาก 25 แปลง) เป็นบริษัทเม็กซิโก หรือ JV ของเม็กซิโก นับเป็นการสร้างภาคเอกชนใหม่ในสาขาสำรวจ-ผลิตปิโตรเลียม ซึ่งรัฐเคยผูกขาดไว้แต่ผู้เดียว

เอกชนเม็กซิโกตื่นตัวมาก หลายเจ้าคงเข้ามารีบตั้งตัวสร้างความได้เปรียบ (First-mover Advantage) ในการประมูลรอบต่อๆ ไป บางเจ้าอาจจะขาดความเชี่ยวชาญในการประเมินความเสี่ยงอย่างบริษัทข้ามชาติ หรืออาจยอมรับความเสี่ยงที่สูงกว่า โดยเฉพาะในเขตที่มีอาชญากรรมสูง โดยทั่วไปน่าจะต้นทุนต่ำกว่าต่างชาติ แต่บ้างอาจจะดำเนินการต่ำกว่ามาตรฐานสากล บ้างก็อาจทุนเหลือเพราะเข้าไม่ถึงการแข่งขันระดับสากล

มีการวิเคราะห์ว่า รัฐบาลเม็กซิโกคงปรับกลยุทธ์อีกครั้งในอนาคต ไม่ให้การแข่งขันรุนแรงเกินไป! เช่น อาจมีการเก็บเงินตอนเซ็นสัญญา (Signature Bonus) หรืออาจกำหนดเพดานค่าภาคหลวงที่จะให้เสนอได้!

ในสถานการณ์ราคาน้ำมันตกต่ำ ประเทศที่เคยพึ่งพารายได้จากการส่งออกน้ำมันย่อมเดือดร้อนมาก ไม่ว่าเวเนซุเอลาซึ่งย่ำแย่อยู่แล้วจากสังคมนิยมสุดโต่ง ที่เพิ่งประกาศภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ หรือแม้แต่ซาอุดิอาระเบียซึ่งถือว่าร่ำรวยมาก ที่กำลังลดการอุดหนุนราคาน้ำมัน ลดสวัสดิการ แม้กระทั่งมีดำริจะนำบรรษัทแห่งชาติเข้าตลาดหลักทรัพย์!

เม็กซิโกเดือดร้อนเป็น 2 เท่าของซาอุฯ เพราะไม่ใช่เพียงราคาที่ลด แต่ปริมาณการผลิตก็ได้ถดถอยลงอย่างมาก หลังจากที่ Pemex เข้ามาผูกขาดและเริ่มแสดงอาการเสื่อมประสิทธิภาพ จากช่วงสูงสุด 3.8 ล้านบาร์เรล/วัน ในปี 2514 เหลือเพียง 2.8 ล้านบาร์เรล ในปี 2557 รายได้จากปิโตรเลียมเคยมีสัดส่วนถึง 1 ใน 3 ของงบประมาณรายจ่ายของรัฐ

การประมูลช่วงต่อไปจะเป็นพื้นที่ทะเลลึกที่มีศักยภาพสูง คาดกันว่าบริษัทระดับโลก (Oil Majors) จะเข้ามาแข่งขันมาก เกณฑ์การคัดเลือกต้องคำนึงถึงศักยภาพในการนำทรัพยากรขึ้นมาใช้ให้เต็มที่ ซึ่งเอกชนในประเทศอาจจะยังด้อยกว่าแม้มีต้นทุนต่ำกว่าหรือเสนออัตราผลประโยชน์ได้สูงกว่า << อัตราที่สูงกว่า x ปริมาณที่ต่ำกว่า อาจมีผลให้เก็บเม็ดเงินได้น้อยกว่า >>

การเปิดประมูลแข่งขันเสรีที่ก่อให้เกิดการผลิตได้จริง ผลิตต่อเนื่อง และผลิตได้มากตามศักยภาพของธรณีวิทยา ด้วยอัตราผลประโยชน์ที่เหมาะสม ย่อมสร้างประโยชน์สูงสุด ทั้งทางตรงต่อรายได้และงบประมาณของรัฐ และทางอ้อมในการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและธุรกิจต่อเนื่องต่างๆ รวมทั้งการจ้างงานและระดับค่าจ้างของประชาชนด้วย &O5532;

ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน มิใช่ขององค์กรใด

ข่าวล่าสุด

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว