
ยื้อปิดขาดทุนจำนำข้าวถ่วงเศรษฐกิจ
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
การปิดบัญชีขาดทุนโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลชุดที่ผ่านมายังเป็นภัยเศรษฐกิจ จากความเสียหายที่ยิ่งนับวันยิ่งก้อนใหญ่ และไม่สามารถดำเนินการหาคนมารับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ จนสุดท้ายหนีไม่พ้นต้องใช้เงินภาษีของประชาชนทั้งประเทศมากลบความเสียหายที่เกิดขึ้น
ปัญหาหนี้ของการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวจากสต๊อกข้าวที่มีอยู่แท้จริงเท่าไหน คุณภาพของข้าวที่มีอยู่เสียหายมากน้อยเท่าไร รวมถึงการตีราคายังเป็นอุปสรรคให้ไม่สามารถปิดบัญชีจำนำข้าวได้จนถึงปัจจุบัน
คณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวที่มี สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ยังไม่สามารถเรียกประชุมอนุกรรมการเพื่อสรุปปิดบัญชีจำนำข้าวรอบสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. 2558 ได้ เนื่องจากคณะทำงานปิดบัญชีที่มีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นผู้รับผิดชอบ ยังไม่สามารถรวบรวมตัวเลขจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทั้งหมดปัญหาของคณะทำงานปิดบัญชีเรื่องเดิมก็เหมือนการปิดบัญชีทุกครั้งที่ผ่านมา คือ องค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ยังไม่ยอมส่งตัวเลขปริมาณข้าวที่มีอยู่ปัจจุบันให้กับคณะทำงานได้ นอกจากตัวเลขแล้ว ยังต้องบอกถึงคุณภาพข้าวให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากที่สุด
อย่างไรก็ตาม แม้ที่ผ่านมา ทั้ง อ.ต.ก.และ อคส.จะแจ้งมาตลอดว่ามีข้าวเหลืออยู่ 13 ล้านตันข้าวสาร แต่ปัญหาคือ ตัวเลข 13 ล้านตัน มีข้าวอยู่ครบหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้มีข้าวหายไปจากสต๊อกจำนวนหนึ่ง ซึ่งยังไม่สามารถหาต้นตอได้ว่าหายไปไหน มีการรับจำนำข้าวเข้ามาจริงหรือไม่
ที่ยากไปกว่านั้น คือ การแยกคุณภาพข้าวซึ่งมีผลต่อการตีราคาตลาดปิดบัญชีอย่างมาก ซึ่งข้าวมากกว่าครึ่งเป็นข้าวที่ไม่มีคุณภาพ แต่การตีตราว่าข้าวคุณภาพมากน้อยแค่ไหน เป็นของที่ทำไปแล้วก็เข้าตัว อ.ต.ก. อคส. ในฐานะองค์กรที่รับผิดชอบการดูแลข้าวจากโครงการรับจำนำว่า ที่ผ่านมาดำเนินการอย่างไรถึงทำให้ข้าวเสียหายสร้างหนี้ให้กับประเทศมากมายถึง 5-6 แสนล้านบาท
การยื้อไม่ส่งตัวเลขข้าวของทั้งสองแห่ง ทำให้การปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวที่เดิมต้องทำให้เสร็จในวันที่ 30 ก.ย. 2558 ล่าช้ามาจนถึงวันนี้ ซึ่งยังไม่มีใครบอกได้ว่าจะปิดได้เมื่อไร แม้แต่สมชัยก็ยังได้แต่บอกว่า การปิดบัญชีจำนำข้าวยังต้องรอผลจากคณะทำงาน ซึ่งได้รับรายงานว่าอยู่ระหว่างดำเนินการ ยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะเรียกประชุมอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวได้เมื่อไร
อย่างไรก็ตาม หากยึดตัวเลขการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวล่าสุดรอบวันที่ 30 ก.ย. 2557 ปรากฏว่ามียอดขาดทุน 7 แสนล้านบาท แยกเป็น 11 โครงการก่อนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ 1.63 แสนล้านบาท และอีก 4 โครงการสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์อีก 5.36 แสนล้านบาท โดยในปีงบประมาณ 2559 ธ.ก.ส.ได้เงินงบ 6.6 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการใช้จ่ายดอกเบี้ยในโครงการรับจำนำข้าว และชดเชยความเสียหายโครงการเข้าไปช่วยเหลือเกษตรกรตามนโยบายของรัฐบาล
คณะทำงานปิดบัญชีขาดทุนรับจำนำข้าวประเมินว่า ผลขาดทุนจากโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องเพิ่มขึ้น จากการระบายข้าว 4.7 ล้านตัน ขายได้ต่ำกว่าราคาต้นทุน นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่าย ค่าเก็บรักษาข้าว ค่าโกดัง รวมถึงค่าดอกเบี้ยจากเงินกู้รวมกันไม่ต่ำกว่าหมื่นล้านบาท ขณะเดียวกันยังมีผลขาดทุนจากการเสื่อมคุณภาพของข้าวที่เหลืออยู่ 13 ล้านตัน ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ซึ่งล้วนแต่มีผลทำให้การขาดทุนเพิ่มขึ้น
การปิดบัญชีจำนำข้าวล่าช้าทำให้เกิดผลกระทบกับเศรษฐกิจไม่น้อย การประเมินความเสียหายที่แน่นอนไม่ได้กลายเป็นความเสี่ยงทางการคลัง ถูกจับตาจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ที่จับตาตลอดว่ารัฐบาลจะแก้ไขความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างไร จะเป็นภาระการคลังมากน้อยขนาดไหน เมื่อไม่มีความชัดเจนก็กลายเป็นตัวถ่วงอันดับความน่าเชื่อถือของไทย
นอกจากนี้การปิดบัญชีจำนำข้าวล่าช้า ทำให้เป็นปัญหากับการหาคนผิดมารับผิดชอบ ถึงแม้ว่ารัฐบาลเตรียมยื่นฟ้องอดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้ชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่การสรุปความเสียหายจากการดำเนินโครงการที่ชัดเจนไม่ได้ ก็อาจทำให้ผู้ที่ถูกดำเนินคดีอ้างได้ว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนเท่าไรยังไม่สามารถพิสูจน์ได้
เมื่อหาคนผิดมารับผิดชอบความเสียหายไม่ได้ ก็ทำให้ประเทศไทยยังต้องจมกับกองหนี้จำนำข้าวกว่า 5 แสนล้านบาทต่อไป ซึ่งต้องเสียดอกเบี้ยปีละ 3% หรือเท่ากับต้องเสียดอกเบี้ยปีละ 1.5 หมื่นล้านบาท ที่ผ่านมาเสียดอกเบี้ยไปแล้ว 3 ปี เป็นเงินถึง 4.5 หมื่นล้านบาท และหากไม่รีบหาคนมารับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นอีกไม่กี่ปี ประเทศก็ต้องเสียดอกเบี้ย 1 แสนล้านบาท และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกับหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) 1.4 ล้านล้านบาท ในอดีต
ที่ร้ายไปกว่านั้น การหาคนมารับผิดชอบความเสียหายไม่ได้ ทำให้เป็นภาระงบประมาณของประเทศทุกวัน ทุกปีต้องตั้งงบประมาณหลายหมื่นล้านบาท เพื่อชำระดอกเบี้ยและความเสียหายที่เกิดขึ้น ไม่เป็นผลดีกับเศรษฐกิจที่ต้องการเงินเพื่อการลงทุนพัฒนาประเทศอีกจำนวนมาก แต่ต้องมาเจอหนี้โครงการรับจำนำข้าวเป็นตัวถ่วง เหมือนกับหนี้ FIDF ในอดีต ดังนั้นเพื่อให้เกิดผลดีกับเศรษฐกิจและไม่ให้โครงการรับจำนำข้าวเป็นตัวถ่วงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รัฐบาลต้องรีบปิดบัญชีรับจำนำข้าวและหาคนรับผิดชอบกับความเสียหายที่เกิดขึ้นให้เร็วที่สุด







