posttoday
เปลี่ยนแปลง ปรับปรุงแนวทาง การช่วยเหลือเกษตรกรให้ยั่งยืน

เปลี่ยนแปลง ปรับปรุงแนวทาง การช่วยเหลือเกษตรกรให้ยั่งยืน

18 มกราคม 2559

โดย...ผศ.ดร.สันติ ชัยศรีสวัสดิ์สุข

โดย...ผศ.ดร.สันติ ชัยศรีสวัสดิ์สุข

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity Price) ที่ตกต่ำลงในตลาดโลก มีสาเหตุหนึ่งมาจากการชะลอตัวของอุปสงค์สำหรับสินค้าโภคภัณฑ์จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ที่ทำให้เกิดแรงกดดันให้ราคาสินค้าเกษตรที่สำคัญในประเทศไทยลดลงด้วย ไม่ว่าจะเป็นข้าวหรือยางพารา และในอนาคตก็อาจจะมีสินค้าเกษตรประเภทอื่นๆ อีกที่จะต้องประสบกับปัญหาราคาตกต่ำ ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรผู้ผลิตสินค้าเกษตรนั้นๆ โดยตรง จนทำให้เกิดกระแสการเรียกร้องให้ภาครัฐต้องมีบทบาทเข้าไปช่วยเหลือเกษตรกร

ปัญหาความผันผวนของราคาสินค้าเกษตรที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เป็นปัญหาใหม่ แต่เป็นปัญหาที่เรา (หรือเกษตรกร) ต้องเผชิญอยู่แล้ว และเกษตรกรโดยส่วนใหญ่ก็มีขีดความสามารถที่จำกัดในการรองรับจัดการกับปัญหาดังกล่าว

ท้ายที่สุดคงปฏิเสธไม่ได้ว่าการดำเนินมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ผ่านมานั้น ยังขาดประสิทธิภาพและประสิทธิผลอยู่มาก เพราะการให้ความช่วยเหลือที่ผ่านมายังไม่ปรากฏผลอย่างชัดเจนว่า

1) เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น หรือมีมาตรฐานการครองชีพที่ดีขึ้นน้อยกว่ากลุ่มอื่นๆ ในระบบเศรษฐกิจโดยเปรียบเทียบ  2) เกษตรกรโดยส่วนใหญ่สามารถพัฒนาขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเองในการรองรับปัญหาหรือความเสี่ยงที่เกิดขึ้น

ประเด็นการช่วยเหลือเกษตรกรนั้น เป็นที่เข้าใจกันได้จากงานศึกษาหลายชิ้น และตัวอย่างที่พบในต่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งมีมาตรการในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรด้วยกัน
ทั้งสิ้น แต่สิ่งที่ควรพิจารณาก็คือ ถ้าจะมีการช่วยเหลือเกษตรกร ควรให้มีการช่วยเหลืออย่างไร และเกษตรกรเองก็ต้องทำความเข้าใจกับการให้ความช่วยเหลือนั้น ว่าเป็นต้นทุนที่สังคมต้องร่วมกันแบกรับและต้องมีขอบเขตข้อจำกัดในการให้ความช่วยเหลือ

ดังนั้น ก็เป็นการดีที่จะให้มีการจัดทำแผนการบริหารจัดการ การให้ความช่วยเหลือกับเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม มีหลักการของการให้ความช่วยเหลือที่ชัดเจน สอดคล้องกับความต้องการและปัญหาของเกษตรกร กำหนดกรอบการให้ความช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะขยายวงกว้างจนมีผลกระทบทางเศรษฐกิจอื่นตามมา และให้มีการบูรณาการให้ความช่วยเหลือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรทางเศรษฐกิจของประเทศไปในการให้การช่วยเหลือเกษตรกร

ทั้งนี้ ผู้เขียนเห็นว่าในการให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรน่าจะได้คำนึงถึง 4 เรื่องต่อไปนี้ ที่มักจะถูกละเลยไปเสมอ และทำให้การดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรโดยส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นการตอบสนองต่อการเรียกร้องตามแรงกดดันของกลุ่มเกษตรกรที่ประสบปัญหา ซึ่งเป็นการส่งสัญญานที่ผิดว่าเกษตรกรไม่จำเป็นกับการพยายามพึ่งพาตนเอง เพราะเป็นการง่ายกว่าที่จะเรียกร้องให้ภาครัฐเข้ามาให้ความช่วยเหลือ ถ้าสามารถรวมกลุ่มกันได้เพื่อเพิ่มแรงกดดัน เกษตรกรกลุ่มใดสามารถสร้างแรงกดดันได้มากก็ได้รับการดูแลช่วยเหลือ ในขณะที่กลุ่มใดไม่สามารถสร้างแรงกดดันได้ แม้จะมีความเดือดร้อน ก็อาจจะไม่ได้รับการดูแลช่วยเหลือ และเป็นที่มาของปัญหาอื่นๆ อีกหลายประการด้วยกัน

เรื่องที่ 1 เป็นการระบุ (Identify) ผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกลุ่มของเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนและต้องการความช่วยเหลือที่ชัดเจน ที่ผ่านมาการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรมีปัญหาในเรื่องนี้มาก ทำให้การดำเนินการให้ความช่วยเหลือขาดประสิทธิภาพ มีการแอบอ้างเพื่อขอรับสิทธิในการได้รับความช่วยเหลือ งบประมาณที่ใช้เพื่อการช่วยเหลือสูญเปล่า และเกษตรกรที่ต้องการความช่วยเหลือจริงกลับไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย นอกจากนี้กระบวนการและรูปแบบการให้ความช่วยเหลือนั้น ในบางกรณีจะเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน ซึ่งก็มีความจำเป็นต้องมีการกำหนดบทบาทหน้าที่ ความรับผิดชอบของแต่ละภาคส่วนให้ดี เพื่อเป็นการป้องการการแสวงหาผลประโยชน์จากการดำเนินมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร

เรื่องที่ 2 เป็นการตระหนักถึงข้อดี ข้อเสีย จุดอ่อน จุดด้อยของมาตรการให้ความช่วยเหลือ ส่วนนี้จะเป็นประเด็นที่มีความสำคัญมาก เพราะการดำเนินมาตรการในการให้ความช่วยเหลือนั้น มาตรการแต่ละมาตรการมักจะต้องมีวัตถุประสงค์ของการดำเนินมาตรการที่ชัดเจน และก็อาจก่อให้เกิดผลกระทบข้างเคียงอย่างอื่นด้วย จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาให้เข้าใจถึงข้อจำกัด (Limitation) ของมาตรการนั้นๆ ด้วย และไม่คาดหวังว่ามาตรการให้การช่วยเหลือเพียงมาตรการเดียว จะสามารถช่วยแก้ไขปัญหาหลายๆ ปัญหาได้ในครั้งเดียว

เรื่องที่ 3 เป็นการสร้างความเข้าใจให้เป็นที่ยอมรับ เพื่อเป็นการลดความขัดแย้ง และข้อวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการเลือกให้ความช่วยเหลือกับกลุ่มหนึ่ง ไม่ให้ความช่วยเหลือกับอีกกลุ่มหนึ่ง หรือให้ความช่วยเหลือกับกลุ่มหนึ่งมากกว่าอีกกลุ่มหนึ่ง จึงจำเป็นต้องมีการทำความเข้าใจถึงตรรกะและเหตุผลของการดำเนินการให้ความช่วยเหลือให้ชัดเจน

นอกจากนี้ ต้องสร้างให้ตระหนักเสมอว่า แม้รัฐจะเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือ แต่ความช่วยเหลือนั้นไม่ได้ปราศจากต้นทุน ดังนั้นในหลายๆ มาตรการของการให้ความช่วยเหลือ ก็อาจจะมีการกำหนดเงื่อนไขที่ผู้รับความช่วยเหลือเกษตรกรต้องทำความเข้าใจ ยอมรับ และปฏิบัติตาม เป็นการป้องกันไม่ให้การให้ความช่วยเหลือต้องอยู่ในรูปของการให้เปล่าตลอดเวลา และขาดแรงจูงใจที่จะพัฒนาความสามารถในการพึ่งพาตนเองให้มากขึ้น

เรื่องที่ 4 เป็นการสร้างให้มีกระบวนการรับผิดรับชอบ (Accountability) ในการดำเนินมาตรการเพื่อให้ความช่วยเหลือเกษตรกร และต้องยอมรับว่าการบริหารจัดการในการให้การช่วยเหลือนั้น มีผลกระทบในหลายมิติ ในบางมิติอาจจะเป็นมิติที่ไม่ได้คาดคิดได้ล่วงหน้า ซึ่งจะต้องมีการยอมรับ เรียนรู้ และปรับปรุงแก้ไขต่อไป ไม่ใช่เป็นการกล่าวร้ายว่าแนวทางที่ดำเนินการมานั้น มาตรการที่ทำมานั้นเป็นมาตรการที่เลวร้ายไปเสียทั้งหมด การสร้างให้มีกระบวนการรับผิดรับชอบจึงเป็นการเพิ่มความโปร่งใสของการดำเนินมาตรการในลักษณะนี้ ซึ่งมีความสุ่มเสี่ยงต่อการเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบได้โดยง่าย

ข่าวล่าสุด

ปภ. – ออมสิน โอนเงินเยียวยาน้ำท่วม รวมกว่า 5,225 ล้านบาท

ปภ. – ออมสิน โอนเงินเยียวยาน้ำท่วม รวมกว่า 5,225 ล้านบาท