posttoday
หุ้นโลกรับภาวะ ‘ตลาดหมี’ ยังดีหนนี้ไม่ใช่วิกฤตใหม่

หุ้นโลกรับภาวะ ‘ตลาดหมี’ ยังดีหนนี้ไม่ใช่วิกฤตใหม่

18 มกราคม 2559

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

เมื่อวันศุกร์ที่ 15 ม.ค.ที่ผ่านมา นับเป็นการปิดตลาดรอบสุดสัปดาห์ครั้งที่ 2 ติดต่อกัน ที่ตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งลงในแนวลบอีกครั้ง หลายที่ยังเป็นการปิดลบที่ทำให้ตลาดหุ้นรวมในช่วง 2 สัปดาห์แรกของปีนี้ ทำลายสถิติต่ำสุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่าที่ร่วงลงไปจากตลาดหุ้นทั่วโลกในปีนี้แล้ว 5.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (กว่า 200 ล้านล้านบาท)

ในฝั่งเอเชียนั้น ดัชนีเซี่ยงไฮ้ คอมโพสิตปิดลบ 3.6% รวมแล้วปีนี้ร่วงไปกว่า 20% จากจุดสูงสุดเมื่อเดือน ธ.ค. ปีที่แล้ว ถือเป็นการเปิดฉากเข้าสู่ภาวะ “ตลาดหมี” หรือภาวะที่ตลาดหุ้นทรุดตัวลงถึง 20% อย่างเป็นทางการ 

ส่วนในฝั่งสหรัฐ ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ร่วงลงไปรวมแล้วเกือบ 400 จุด ปิดต่ำกว่าระดับ 16,000 จุด เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2015 ในขณะที่ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ดิ่งลงรวมแล้ว 8.1% นับตั้งแต่ต้นปีนี้ ลงไปปิดที่ระดับ 1,876 จุด และลงไปต่ำกว่าระดับต่ำสุดของปีที่แล้วที่ 1,867 จุด ระหว่างการซื้อขาย

ที่สำคัญก็คือ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นพ้องตรงกันว่า ตลาดหุ้น “ยังลงได้อีกมาก”

สกอต ไมเนิร์ด หัวหน้าฝ่ายการลงทุนโลกของบริษัทลงทุน กุ๊กเกนไฮม์ พาร์ตเนอร์สให้มุมมองกับรอยเตอร์สว่า ตลาดหุ้นสหรัฐจะปรับตัวลงต่อเนื่องอีกระหว่าง 10-15% หลังจากนี้ โดยมีปัจจัยที่สร้างความผันผวนหลักมาจากจีน เช่นเดียวกับที่นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าสัญญาณขาขึ้นของตลาดหุ้นได้จบลงตั้งแต่เมื่อครั้งที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยุติมาตรการผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ครั้งที่ 3 เมื่อเดือน ต.ค. 2014 แล้ว

สอดคล้องกับ เกรก เจนสัน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารร่วม และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสารสนเทศร่วมของกองทุนเฮดจ์ฟันด์บริดจ์วอเตอร์ ที่กล่าวกับซีเอ็นบีซีว่า สิ่งที่น่าจะได้เห็นหลังจากนี้ต่อไปก็คือ ตลาดจะทยอยปรับฐานลงอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่เฟดไม่สามารถเป็นปัจจัยหนุนได้อีกต่อไปเหมือนในช่วงที่ผ่านมา แต่จะไม่ใช่วิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่ ไม่ใช่การแห่เทขายหุ้นเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตการณ์ตลาดการเงินสหรัฐในช่วงปี 2008   

ที่จริงแล้วก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกที่นักวิเคราะห์หลายฝ่ายจะเริ่มมองว่านี่คือการเข้าสู่ภาวะตลาดหมีจำศีล หลังจากที่ตลาดหุ้นดิ่งลงต่อเนื่อง 2 สัปดาห์ติดต่อกัน เพราะทั้งภาวะตลาดทุนโลกและภาวะเศรษฐกิจโลกในขณะนี้มี 2 ปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่เอื้อให้เกิดภาวะตลาดหมีอย่างยิ่ง

สตีเฟน เพิร์ลสไตน์ คอลัมนิสต์รางวัลพูลิตเซอร์จากวอชิงตันโพสต์ มองว่า ตลาดหุ้นโลกนั้นโลดแล่นอยู่บนภาวะ “ตลาดกระทิง” มานานถึงราว 5 ปีแล้ว นับตั้งแต่ช่วงมืดหม่นในเดือน ก.พ. 2009 ไปจนถึงช่วงที่ตลาดพีกสุดในเดือน ก.พ. 2015

ต้องไม่ลืมว่าแม้ช่วงเวลาดังกล่าวจะเป็นภาวะที่ภาคเศรษฐกิจจริงทั่วโลกย่ำแย่จากผลพวงของวิกฤตภาคการเงินปี 2008 แต่ตลาดทุนและสินทรัพย์ต่างๆ กลับได้อานิสงส์อย่างมากจากมาตรการคิวอีทั้งของสหรัฐ ญี่ปุ่น และยูโรโซน มาตรการทางการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจากจีนและในหลายประเทศ รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้เกิดการกู้ยืมบนต้นทุนต่ำไปเก็งกำไรทั่วโลก  

การโลดแล่นบนหลังกระทิงมานานกว่า 5 ปีนี่เอง ที่ทำให้นักลงทุนมักหลงลืมไปว่าในที่สุดแล้วตลาดจะต้องถึงเวลาปรับฐานเมื่อปัจจัยบวกอย่างคิวอีเริ่มหายไป และถึงเวลาที่เฟดต้องกลับมาขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง

อีกปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ภาวะตลาดหมีในปัจจุบันก็คือ “ภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังเกิดปัญหา” หลังจากที่ทั่วโลกโด๊ปยาขนานใหญ่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจกันไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งการกดอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ระดับต่ำสุดเพื่อหนุนการกู้ยืม เช่น ดอกเบี้ยในสหรัฐที่ระดับ 0-0.25% ดอกเบี้ยในญี่ปุ่นที่ 0.01% และดอกเบี้ยระดับติดลบในยุโรป การกดค่าเงินเพื่อช่วยกระตุ้นภาคการส่งออกในหลายประเทศของเอเชีย นำไปสู่ปัญหาฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ โภคภัณฑ์ หุ้น และสินทรัพย์ต่างๆ

ตลาดทุนโลกในเวลานี้จึงอยู่ในช่วงที่กำลังถอนยาจากสหรัฐ และถึงเวลาที่เศรษฐกิจโลกต้องเผชิญความจริงอีกครั้ง โดยเฉพาะแรงกระเพื่อมจาก “จีน” ที่กำลังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ทั้งการเปลี่ยนจากเศรษฐกิจที่อิงบนฐานการผลิตและส่งออก ไปเป็นเศรษฐกิจบนการบริโภคในประเทศเป็นหลัก คล้ายรูปแบบของสหรัฐและญี่ปุ่น ซึ่งจะทำให้จีนไม่สามารถโตในระดับเกินกว่า 7% เหมือนที่ผ่านๆ มาได้อีกต่อไป

ขณะที่การปฏิรูปภาคการเงินของจีน เพื่อทยอยให้อัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนเป็นไปอย่างเสรีตามกลไกตลาดมากขึ้น ก็จะทำให้จีนต้องเจอบททดสอบการลองของจากตลาดในต่างประเทศและบรรดากองทุนที่ขนเงินเข้าไปลงทุนในจีนก่อนหน้านี้ ซึ่งจะทำให้ตลาดทุนของจีนต้องเผชิญความผันผวน
ต่อเนื่องไปอีกพักใหญ่ด้วยเช่นกัน   

นอกจากนี้ ปัจจัยเรื่องราคาน้ำมันโลกที่ดิ่งลงอย่างหนักมากกว่า 40% จากราคาเมื่อกลางปี 2014 ที่ผ่านมา ยังเป็นอีกปัจจัยลบที่ฉุดความเชื่อมั่นของตลาดทุน เนื่องจากส่งผลกระทบอย่างหนักต่ออุตสาหกรรมพลังงานทั่วโลกที่เป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดทุนมาตลอด ซึ่งไม่เพียงทำให้หุ้นกลุ่มพลังงานดิ่งลงต่อเนื่อง แต่คาดว่าในปี 2016 นี้ จะเริ่มเห็นการผิดนัดชำระหนี้ (Default) ของหุ้นกลุ่มพลังงานมากขึ้น

ในอีกด้านหนึ่ง ราคาน้ำมันโลกขาลงยังกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริงของบรรดาประเทศส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ ตั้งแต่ตะวันออกกลางไปจนถึงเวเนซุเอลา ต่อเนื่องไปถึงอาเซียนและออสเตรเลียด้วย ซึ่งปัญหาที่กระทบถึงภาคเศรษฐกิจจริงเช่นนี้ ย่อมทำให้บรรยากาศและการลงทุนในตลาดหุ้นสะเทือนไปด้วยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งยังคงเชื่อว่าภาวะตลาดหมีที่เห็นตั้งแต่เปิดศักราชปี 2016 นี้ จะไม่ลุกลามกลายเป็นวิกฤตตลาดทุนโลกรอบใหม่ เหมือนที่เกิดขึ้นในปี 2008 แม้ว่าจะเริ่มมีกระแสความกังวลถึงภาวะเศรษฐกิจถดถอยในหลายประเทศเข้ามามากขึ้นก็ตาม

เพราะเศรษฐกิจเบอร์ 2 ของโลกอย่างจีนจะไม่ทรุดตัวแรงในระดับฮาร์ดแลนดิ้ง กลไกควบคุมดูแลเศรษฐกิจของระบบพรรคคอมมิวนิสต์จีนน่าจะสามารถเอาอยู่ได้ผ่านทางนโยบายการเงิน การคลัง และการขอความร่วมมือพิเศษต่างๆ โดยไม่จำเป็นต้องอัดฉีดเงินก้อนใหญ่ในคราวเดียวเหมือนวิกฤตครั้งที่ผ่านมา

ขณะที่เศรษฐกิจเบอร์ 1 ของโลกอย่างสหรัฐก็มีสัญญาณดีขึ้นแบบช้าๆ ในหลายด้าน เช่น ตัวเลขการว่างงานที่ลดจากระดับเกือบ 10% มาอยู่ที่ 5.1% และสุดท้ายแล้ว เฟดก็ยังสามารถคุมสถานการณ์ได้ว่าจะทยอยขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อไหร่และเท่าใด เพื่อไม่ให้กระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐมากเกินไป  

ตราบใดที่ยังไม่เห็นสัญญาณลบที่รุนแรงมากไปกว่านี้ ตลาดทุนโลกก็น่าจะจำกัดวงอยู่ในตลาดหมี ที่น่าจะยังได้เห็นภาวะระส่ำต่อเนื่องไปอีกหลายเดือนหลังจากช่วงต้นปีนี้

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก