
ตั้ง 'สังฆราช' ธรรมกายจะเฟื่องฟู
กรณีการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 เป็นเรื่องทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
โดย...เอกชัย จั่นทอง/ธเนศน์ นุ่นมัน
กรณีการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 เป็นเรื่องทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยกลุ่มที่ถูกจับตามองมากเป็นพิเศษก็คือวงการ “ผ้าเหลือง” เพราะเรื่องนี้ถือว่าส่งผลสะเทือนต่อ “ระบบการปกครองสงฆ์” มีฝ่ายออกมาวิพากษ์วิจารณ์ทั้งเห็นด้วยและคัดค้าน ความสนใจในเรื่องนี้พุ่งเป้าไปที่เวทีการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ที่เสนอชื่อ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่
โพสต์ทูเดย์ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พูดคุยกับ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ ปัญญาชนแห่งสยาม ซึ่งมีงานเขียนด้านการวิพากษ์พุทธศาสนาเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง ในประเด็นกะเทาะเปลือกวงการ “สงฆ์” ที่เชื่อมโยงไปถึงความเหมาะสมของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่
ส.ศิวรักษ์ เริ่มสาธกเรื่องนี้ว่า การที่มีคนออกมาต่อต้านสมเด็จช่วงนั้น เพราะต่างกังวลว่า ถ้าได้เป็นสังฆราชจริง “วัดพระธรรมกายจะเฟื่องฟู” นี่คือเหตุผลสำคัญที่กลุ่มซึ่งออกมาต่อต้านเห็นตรงกัน
“สังเกตจากการเลื่อนสมณศักดิ์เมื่อ 5 ธ.ค.ปีที่ผ่านมา สายธรรมกายขึ้นตรงเลย ตอนนี้วัดพระธรรมกายมีสาขาเกือบทั่วโลก มีการตั้งสมณศักดิ์ในประเทศต่างๆ เยอะเลย เป็นธรรมกายทั้งนั้น วัดพระธรรมกายเขามาจากวัดปากน้ำ” สุลักษณ์ ยกตัวอย่างการแต่งตั้งสมณศักดิ์พระที่ผ่านมา
สุลักษณ์ ประเมิินว่า ถ้าสมเด็จช่วงขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่จริง ก็ย่อมถือเป็นโอกาสที่ศาสนาพุทธในประเทศไทยจะพังเร็วขึ้นก็เท่านั้นเอง
อย่างไรก็ตาม หากยึดระเบียบใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 สมเด็จช่วงก็มีสิทธิอันชอบธรรมได้รับเลื่อนสมณศักดิ์ โดยในมติของ มส.ก็รับรองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สุลักษณ์ กล่าวอธิบายว่า กรณีดังกล่าวมีปัจจัยให้ก็ต้องเป็นไปตามนั้น เพราะ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ก็ออกมาพูดแล้วว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็ไม่ขัดข้องในเรื่องนี้ ทั้งนี้แม้จะเป็นไปตามขั้นตอน ก็อาจยับยั้งการแต่งตั้งได้ที่ขั้นตอนของนายกรัฐมนตรี แต่เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คงไม่กล้ายับยั้งมติดังกล่าว
เนื่องจาก พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 เขียนขึ้นมาเพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามมติ อย่างเมื่อสิ้นสมเด็จพระสังฆราช กรรมการ มส. เลือกใครบวชพรรษาสูงสุด องค์นั้นได้เป็นสังฆราช
สุลักษณ์ ยกตัวอย่าง เมื่อคราวสิ้นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่แล้ว สมเด็จอาจ สมเด็จฟื้น วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร มีอาวุโสสูงสุดทางพรรษาก็ขึ้นเป็นรักษาการพระสังฆราช ส่วนใครจะเป็นพระสังฆราชองค์จริง กรรมการ มส.ต้องปรึกษากัน เพื่อเสนอชื่อให้ทรงใช้พระบรมราชวินิจฉัย
“เขาเบื่อก็เลยให้เอาคนที่ได้สมณศักดิ์ก่อนใครๆ เนี่ยแหละขึ้นเป็นสังฆราชโดยอัตโนมัติเลย โดยไม่สนใจเรื่องพฤติกรรม เมืองไทยเป็นแบบนี้ ทุกวันนี้สมเด็จเยอะไปหมดเลย สมัยก่อนสมเด็จมีสังฆราชองค์เดียว มันชัดเจนแล้ว สมเด็จช่วงได้ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่”
สุลักษณ์ เล่าความเป็นไปในวงการ“ผ้าเหลือง” ว่า ธรรมกายเป็นสัทธรรมปฏิรูป เป็นพิษเป็นภัยต่อพระศาสนา ต่อบ้านเมือง อีกทั้งกรรมการ มส.ยังรับเงินทั้งนั้น ธรรมยุตเองก็รับเงินจากธรรมกายด้วย
“มส.ตอนนี้มันเป็นไม้หลักปักขี้ควาย แต่ละองค์ใหญ่โต ยศช้าง ขุนนาง พระมันหลงเงินก็มาก ถ้ารัฐบาลเก่งจริงต้องให้พระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่เปิดบัญชีทรัพย์สินให้หมดว่ามีเงินมากขนาดไหน และคนทำบุญกับพระนำไปลดหย่อนภาษีได้ เท่านี้ก็สุดยอดแล้ว
รู้เปล่าพระเงินเดือนเท่าไหร่ เจ้าคุณได้เดือนละกี่หมื่น แต่ก่อนเงินพระเป็นของเล่น ถวายกัน 3 บาท 5 บาท 10 บาท เดี๋ยวนี้เป็นหมื่นๆ คนสิ้นเนื้อประดาตัวก็เพราะพวกพระไม่น้อย เรื่องพวกนี้ควรจะเลิก พระไม่อดตายหรอก พระค่าตัวบาทเดียว โกงเงินเขาบาทเดียวก็หมดจากความเป็นพระแล้ว” เขาเล่า
กรณีการเสนอชื่อสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ สุลักษณ์ ได้แสดงมุมมองส่วนตัวว่า ไม่ควรให้สมเด็จช่วงเป็นสมเด็จพระสังฆราช (หัวเราะ) และยืนยันหนักแน่นว่า “จะทำให้ธรรมกายเฟื่องฟูยิ่งใหญ่ และตำแหน่งสังฆราช สมณศักดิ์ เป็นสิ่งที่ต้องยกเลิก แต่เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ คงไม่กล้า แม้จะมีอำนาจเผด็จการ ถ้าคุณกล้าตัดสินใจสั่งได้ทันที ความดีของเผด็จการมันอยู่ตรงนี้
สมเด็จช่วงนั้น พูดตรงไปตรงมาก็ไม่ได้ร้ายอะไรนะครับ ท่านเป็นคนน่ารัก เคยมีมลทินอยู่ แต่คณะสงฆ์ก็ช่วยกันปกปิด ที่ผ่านมาก็เป็นคนเปิดเผยว่าธัมมชโยเป็นลูกศิษย์ เคยบวชให้ ก็ต้องสนับสนุน นี่แง่หนึ่ง อีกแง่หนึ่ง แกก็ Naive หรือไร้เดียงสา ไม่เห็นโทษของธรรมกาย จำได้ไหม ตอนออกมาบิณฑบาตเดินบนดอกไม้ แกยังบอกนุ่มตีนดี ถ้าเทียบเรื่องมลทินแกก็ไม่เลวร้ายไปกว่าสมเด็จองค์อื่นๆ หรอก” เขาเล่า
เขาเล่าย้อนไปด้วยว่า เมื่อครั้งมีการตั้ง นพ.มโน เลาหวณิช อดีตลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย เป็นคณะกรรมการด้านพระพุทธศาสนา เคยมีความพยายามในการดำเนินการ สืบหาข้อเท็จจริง กรณีธรรมกายและการตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่
“นพ.มโน รู้เรื่องทุกอย่างและสามารถทำให้ธรรมกายพังได้ไม่ยาก โดยเฉพาะเรื่องพระลิขิต กรณีพระธัมมชโยปาราชิกหมดความเป็นพระแล้ว ผนวกกับผลสอบที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ มีมติเห็นว่า พระธัมมชโยมีความผิดจริง และส่งเรื่องให้กับสำนักพระพุทธศาสนาฯ ไปแล้ว แต่เรื่องดังกล่าวยังคงถูกดองไว้ในลิ้นชัก ไม่มีการพูดถึง
ที่สำคัญ พล.อ.ประยุทธ์ เคยประกาศไว้แล้วว่า หากการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ ยังมีความขัดแย้งก็จะยังไม่เสนอชื่อผู้เหมาะสมขึ้นมา และอาจนำไปสู่การเว้นช่วงแต่งตั้งให้มีแต่เพียงรักษาการ แต่เชื่อว่าไม่มีทางเว้นวรรคการแต่งตั้งแน่นอน เพราะ มส.ไม่ต้องการสูญเสียอำนาจ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่กล้าแตะเรื่องนี้ เมืองไทยเต็มไปด้วยคนแหยทั้งนั้น ถึงแม้พระพุทธะอิสระ (เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม) จะออกมาเคลื่อนไหว แต่ผมไม่รู้ว่าพระพุทธะอิสระมีน้ำยาแค่ไหน
“มันต้องใช้ความกล้า อย่างจอมพลสฤษดิ์ใช้อำนาจเผด็จการยุบกฎหมายปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ. 2484 เอาฉบับใหม่ พ.ศ. 2505 มาใช้เลย เพราะเขาเด็ดขาด เป็นเผด็จการที่มีความกล้า แต่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเผด็จการที่แหย มันผิดกัน และคณะรัฐมนตรีในปัจจุบันก็ไม่มีใครเข้าใจเรื่องคณะสงฆ์ ถ้าหากเปรียบกฎหมายคณะสงฆ์ ตั้งแต่รัชกาลที่ 5 ช่วงปี ร.ศ.121 ฉบับปรีดี พนมยงค์ พ.ศ. 2484 และฉบับจอมพลสฤษดิ์ พ.ศ. 2505 ต้องยอมรับว่ากฎหมายปกครองคณะสงฆ์ฉบับปรีดีให้คุณแก่วงการสงฆ์มากที่สุด มีการกระจายอำนาจ เจ้าคณะจังหวัดไม่มีอำนาจเด็ดขาด เป็นเพียงองค์การปกครองในแต่ละจังหวัดและอำเภอ รวมถึงมีการเผยแพร่การศึกษา
แต่มีสิ่งเดียวที่พลาดคือในช่วง พ.ศ. 2475 มีการประกาศเลิกบรรดาศักดิ์หมด ขุน หลวง พระ พระยา เลิกหมดเลย แต่ดันไม่เลิกสมณศักดิ์ของพระ สมณศักดิ์นี่มันทำให้พระเป็นศักดินา พระไม่ต้องการเป็นประชาธิปไตย แต่ฉบับ 2484 เป็นประชาธิปไตย เพราะมีสังฆมนตรี สังฆสภา มีพระวินัยธร วินัยธรรม พระสังฆราชเป็นเหมือนเจ้าแผ่นดิน” เขาเล่า
สุลักษณ์ อธิบายต่อว่า เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 กฎปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.121 สมัยรัชกาลที่ 5 คือให้เจ้าเป็นใหญ่เหนือไพร่ ให้ธรรมยุตเหนือมหานิกาย ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ ฝ่ายมหานิกายได้ปฏิเสธ เรียกว่าคณะ “ปฏิสังขรณ์” จึงได้เกิด พ.ร.บ.การปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ. 2484 โดยให้สังฆราชมีอำนาจเป็นเหมือนพระเจ้าแผ่นดิน แต่จอมพลสฤษดิ์ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว จะเอาอย่าง ร.ศ.121
และเมื่อพูดเรื่องการเมืองในวงการสงฆ์ ปัญญาชนแห่งสยาม ฉายภาพตัวอย่างให้ฟังว่า ความวุ่นวายจะขยายเป็นวงกว้างหรือไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยความเป็นไปทางการเมือง อาจนำไปสู่ความรุนแรงถึงขั้นคว่ำบาตร ที่พม่าเคยทำมาแล้ว พระพม่าคว่ำบาตรหลังถูกทหารเข้าไปยิงภายในวัด และได้ผลมาก พระพม่าไม่รับกิจนิมนต์ใดๆ ทั้งสิ้นจากทหาร แต่พระไทยยังไม่เคยมีเหตุอันชอบธรรมให้แสดงจุดยืนดังกล่าว
อย่างไรก็ดี สอดคล้องกับก่อนหน้านี้ที่มีกลุ่มพระเมธีธรรมาจารย์ เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ประกาศด้วยท่าทีขึงขังว่าถ้าหากมีการขัดขวางการตั้งสมเด็จช่วงเป็นพระสังฆราชองค์ที่ 20 จะมีการก่อม็อบปิดกรุงเทพฯ สุลักษณ์ มองว่า กลุ่มพระพวกนี้เป็นกลุ่มที่ชอบคุยโว ไม่สามารถทำได้จริง การรวมตัวกันอาจจะทำได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะปลุกระดมพระในวงกว้างได้
“เรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นได้หากเกิดความไม่ชอบธรรมชัดเจน ยกตัวอย่าง พระพิมลธรรมเป็นพระภิกษุที่มาจากภาคอีสาน ตอนนั้นผู้คนยังรังเกียจคนอีสานที่ขึ้นมาเป็นใหญ่เป็นโต ท่านมีความเจริญก้าวหน้า เป็นสังฆมนตรีด้านการปกครอง มีบทบาทในวงการพระสงฆ์ไทยไปเรียนที่พม่า อีกทั้งยังได้เดินทางไปยุโรปและนำแนวคิดใหม่ๆ มาปรับปรุงการศึกษาวงการสงฆ์ให้เจริญก้าวหน้า นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ฝ่ายธรรมยุตไม่พอใจ และพระผู้ใหญ่บางรูปในมหานิกายได้มีการร่วมมือกันใส่ร้ายว่าพระพิมลธรรมเป็นคอมมิวนิสต์
จากเหตุการณ์ครั้งนั้น ส่งผลให้พระพิมลธรรมต้องติดคุกอยู่ 5 ปี แต่ท่านไม่ได้สึกจากความเป็นพระ ยังนุ่งขาวห่มขาวแทน และต่อมาศาลได้ตัดสินว่าท่านไม่มีความผิดตามคำกล่าวอ้าง จึงคืนตำแหน่งและสมณศักดิ์ให้เหมือนเดิม สุดท้ายท่านได้รับตำแหน่งสมเด็จพระพุฒาจารย์ รักษาการสมเด็จพระสังฆราช ก่อนที่สมเด็จพระญาณสังวรจะได้ขึ้นมาเป็นพระสังฆราช ซึ่งตอนนั้นผมก็แปลกใจว่า ควรจะแต่งตั้งท่านขึ้นเป็นพระสังฆราช แต่ไม่ตั้ง ตั้งเป็นแค่รักษาการ ไม่นานจากนั้นท่านก็ได้มรณภาพ” เขากล่าวและทิ้งท้ายในประเด็นนี้ว่า
“มีบางคนมองว่าความขัดแย้งครั้งนี้เกิดจากการก้าวก่ายระหว่างฝ่ายธรรมยุตกับฝ่ายมหานิกาย แน่นอนว่า ก้าวก่ายคนละนิกายถือเป็นเรื่องไม่สมควร แต่ทั้งฝ่ายธรรมยุตและฝ่ายมหานิกายยึดถือพระธรรมวินัยอันเดียวกันนะคุณ ถ้าทำผิดพระวินัยเป็นปาราชิกแล้ว ไม่ว่าฝ่ายไหนมันก็เป็นปาราชิกเหมือนกัน ถ้าแบ่งพวกระหว่างฝ่ายมหานิกายกับฝ่ายธรรมยุต ก็แก้ปัญหานี้เอาอย่างเขมรสิ มีสังฆราช 2 องค์ ฝ่ายมหานิกายและธรรมยุต ฝ่ายละองค์ ปัญหานี้จะเป็นอย่างไรต่อไป เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ เขาต้องเป็นคนตัดสินใจ ก็คงจัดการให้มันเสร็จๆ ไป ทิ้งไว้จะยืดเยื้อมากกว่านี้ ผมเดานะ อาจจะผิดก็ได้ แต่ถึงตอนนี้ ถ้าให้ย้อนเวลากลับไปได้ ผมว่าอย่าตั้งสมเด็จช่วงเป็นสังฆราชเลยจะดีกว่า”







