
โอกาสและความท้าทาย ของห่วงโซ่มูลค่าอาเซียน
โดย...ไพลิน ผลิตวานนท์
โดย...ไพลิน ผลิตวานนท์
ความแตกต่างกันของประเทศสมาชิกในอาเซียนเป็นจุดแข็งสำคัญที่ช่วยให้ประเทศสมาชิกได้รับประโยชน์จากการรวมกลุ่มภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) รวมถึงความเชื่อมโยงระหว่างกันภายใต้ห่วงโซ่มูลค่าของอาเซียน (ASEAN Value Chains : AVCs) ซึ่งในที่นี้หมายถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ตั้งแต่การนำเข้าวัตถุดิบ ขั้นตอนการแปรรูปเป็นสินค้าสำเร็จรูป การตลาด จนถึงการส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภคขั้นสุดท้าย
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาตำแหน่งใน AVCs ของประเทศในภูมิภาคอาเซียน
(2) ศึกษาปัจจัยที่จะช่วยยกระดับห่วงโซ่มูลค่าของอาเซียนในระยะต่อไป
ห่วงโซ่มูลค่าของอาเซียน (ASEAN Value Chains : AVCs)
ด้วยลักษณะพิเศษของอาเซียนที่มีโครงสร้างเศรษฐกิจแตกต่างกัน แต่มีอาณาเขตใกล้ชิดกันเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้เกิด AVCs
ทั้งนี้ มูลค่าเพิ่มจาก AVCs ของอาเซียนคิดเป็นกว่าร้อยละ 5 ของการผลิตทั้งหมดของโลก ซึ่งนับว่าสูงเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจอาเซียนที่ใหญ่เพียงร้อยละ 3 ของ GDP โลก
การเติบโตของ AVCs สะท้อนผ่าน 3 ช่องทางหลักด้วยกัน ดังนี้
1) การค้าสินค้าขั้นกลางและสินค้าทุนที่ใช้ในการผลิตในอาเซียน คิดเป็นร้อยละ 70 ของการค้าระหว่างกันทั้งหมด
2) มูลค่าเพิ่มของสินค้าส่งออกอาเซียนที่เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 65 ในปี 1995 เป็นร้อยละ 69 ในปี 2011
3) มูลค่า FDI ที่เพิ่มขึ้นจาก 15.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 24.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 58 ซึ่งใหญ่เป็น 2 เท่าของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของอาเซียน
ทั้งนี้ AVCs ขยายตัวอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปี 1980 จาก
1) ปัจจัยด้านเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกในอาเซียนมีความหลากหลาย ทั้งในด้านปัจจัยการผลิตและรูปแบบการผลิต เช่น ไทย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และสิงคโปร์ มีทุนและแรงงานมีฝีมืออยู่มาก ขณะที่ประเทศอาเซียนอื่นๆ อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติและมีแรงงานราคาถูก
ความแตกต่างเหล่านี้สะท้อนในโครงสร้างการส่งออก โดยกลุ่มแรกมักส่งออกสินค้าเทคโนโลยี และถูกผลิตโดยแรงงานมีฝีมือ ขณะที่กลุ่มหลังส่งออกสินค้าที่พึ่งพิงแรงงานและทรัพยากรสูง
นอกจากนี้ ความชำนาญของแรงงานและปัจจัยการผลิตที่แตกต่างกันยังสะท้อนในค่าจ้าง ที่แสดงให้เห็นว่าค่าจ้างแรงงานในอาเซียนยังแตกต่างกันมาก โดยค่าแรงขั้นต่ำในเมียนมาอยู่ที่ราว 0.6 เหรียญสหรัฐ/วัน
ขณะที่ค่าจ้างแรงงานในมาเลเซียสูงถึง 9.8 เหรียญสหรัฐ/วัน ความแตกต่างของค่าแรงและความถนัดของแรงงานดังกล่าวส่งผลให้ผู้ประกอบการมีทางเลือกในการตั้งฐานการผลิตได้หลายทาง
2) ปัจจัยด้านสถาบัน บริษัทข้ามชาติมีบทบาทสูงใน AVC เริ่มตั้งแต่ปี 1985 ที่กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหญ่ลงนามใน Plaza Accord และทำให้ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นมากจนทำให้ธุรกิจในญี่ปุ่น รวมถึงประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ จำเป็นต้องย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีต้นทุนถูกกว่า
ตามมาด้วยการเปิดประตูการค้าการลงทุนกับต่างชาติของกัมพูชา ลาว และเวียดนามในช่วงปลายทศวรรษ 1980 โดยกัมพูชาเริ่มมีการปฏิรูประบบการค้าเมื่อปี 1985 ส่วนลาวเริ่มเมื่อปี 1986 ขณะที่เวียดนามมีการปฏิรูปเศรษฐกิจที่เรียกว่า Doi Moi เมื่อปี 1986 ตามลำดับ
นอกจากนี้ ประเทศในกลุ่มอาเซียนยังมีนโยบายด้านการค้าการลงทุนร่วมกัน เช่น การผ่อนคลายกฎเกณฑ์ต่างๆ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อลดต้นทุนทางการค้าเช่น Port Klang Free Zone ของมาเลเซีย มาบตาพุดของไทย หรือ Export Processing Zone ของเวียดนาม และมีโครงการพัฒนาระบบขนส่งและการอำนวยความสะดวกทางการค้าร่วมกัน
โดยเฉพาะโครงการ Greater Mekong Subregion (GMS) ที่มีการจัดทำ Cross-Border Transport Agreement (CBTA) ซึ่งครอบคลุมเรื่องการผ่านพิธีการศุลกากรจุดเดียว รวมถึงการอำนวยความสะดวก การเคลื่อนย้ายบุคคล และยานพาหนะข้ามพรมแดน เป็นต้น
มองไปข้างหน้า ตามรายงานของ McKinsey
Productivity Sciences Center (2014) อาเซียนยังน่าจะเป็นภูมิภาคที่เป็นหนึ่งในศูนย์กลางห่วงโซ่มูลค่าสำคัญของโลกด้วย 3 ปัจจัย ได้แก่
1) ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่จะช่วยให้บริษัทในอาเซียนสามารถปรับปรุงการให้ระบบการผลิตและการให้บริการให้บริษัทมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำไรให้กับบริษัท
2) การย้ายฐานการผลิตจากภูมิภาคอื่น โดยเฉพาะผลจากค่าแรงที่สูงขึ้นมากในจีน ทำให้ประเทศในกลุ่มอาเซียนได้รับประโยชน์ และคาดว่าน่าจะสามารถเป็น “โรงงานแห่งใหม่ของโลก” ได้
3) ความต้องการของผู้บริโภคในอาเซียนที่เติบโตดี โดยหากประเทศในกลุ่มอาเซียนรวมกันจะมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 7 ของโลก ด้วยมูลค่า GDP กว่า 2.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
นอกจากนี้ รายได้ต่อหัวยังขยายตัวดีที่อัตราเฉลี่ยร้อยละ 8 ต่อปี ตั้งแต่ปี 2000 ส่งผลให้กว่า 67 ล้านครัวเรือนในอาเซียน มีรายได้มากกว่า 7,500 เหรียญสหรัฐ/ปี และถูกจัดอยู่ใน “Consuming Class” ที่สามารถเริ่มตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าต่างๆ ที่มากกว่าสินค้าจำเป็นได้







