posttoday
ไม่เป็นธรรม

ไม่เป็นธรรม

14 มกราคม 2559

เมื่อวานนี้ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) ได้รับการตอกย้ำอีกครั้งจากประธานาธิบดี บารัก โอบามา ระหว่างการแถลงสุนทรพจน์ประจำปี State of the Union เป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งโอบามาเรียกร้องให้สภาคองเกรสเร่งอนุมัติข้อตกลงดังกล่าวให้เร็วที่สุด เพื่อเป็นเครื่องมือต่อต้านอิทธิพลของจีนที่ขยายตัวในภูมิภาค

เมื่อวานนี้ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) ได้รับการตอกย้ำอีกครั้งจากประธานาธิบดี บารัก โอบามา ระหว่างการแถลงสุนทรพจน์ประจำปี State of the Union เป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งโอบามาเรียกร้องให้สภาคองเกรสเร่งอนุมัติข้อตกลงดังกล่าวให้เร็วที่สุด เพื่อเป็นเครื่องมือต่อต้านอิทธิพลของจีนที่ขยายตัวในภูมิภาค

ส่วนใหญ่แล้วกลุ่มที่สนับสนุนโอบามาและพรรคเดโมแครต ก็จะเห็นด้วยกับข้อตกลงนี้ ซึ่งจะช่วยฟื้นบทบาทความเป็นมหาอำนาจของสหรัฐในเวทีการค้าพหุภาคีโลกขึ้นมาอีกครั้ง

แต่ไม่ใช่ “โจเซฟ สติกลิตซ์” นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล จากมหาวิทยาลัยโคลอมเบียในสหรัฐและอดีตที่ปรึกษาของโอบามา

ที่จริงแล้วก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกที่สติกลิตซ์ เจ้าของรางวัลโนเบลปี 2001 จากทฤษฎีข้อมูลที่ไม่สมมาตรกัน จะออกมาโจมตีเมกะเอฟทีเอตัวนี้ แม้จะเป็นเอฟทีเอที่เอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายสหรัฐเองมากที่สุดก็ตาม เพราะแม้จะเชื่อในระบบกลไกตลาด แต่สติกลิตซ์ก็ไม่ได้หนุนระบบตลาดเสรีสุดโต่ง และยังเอียงซ้ายนิดๆ ต่อต้านการกลืนกินเบ็ดเสร็จของกลุ่มทุนขนาดใหญ่

ในบทความที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์เดอะ การ์เดียน สติกลิตซ์ วิพากษ์สหรัฐที่ทำตัว “มือถือสากปากถือศีล” คือถึงปากจะบอกว่าสนับสนุนการค้าเสรีในเวทีองค์การการค้าโลก (ดับเบิ้ลยูทีโอ) แต่ตัวเองก็ไม่ยอมลดการอุดหนุนฝ้ายและสินค้าเกษตรอีกหลายตัว ซึ่งถือเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งในการเจรจารอบโดฮา

ทั้งสหรัฐและยุโรปต่างก็เดินเกม “แบ่งแยกแล้วปกครอง” บนความทับซ้อนของข้อตกลงการค้ามากมาย ที่ควรจะทำให้การค้าไหลเวียนเป็นไปอย่างเสรีตามหลักการ แต่ในทางปฏิบัติจริงกลับขัดแย้งกับหลักการพื้นฐานของการค้าเสรีเสียเอง

สติกลิตซ์ มองว่า ทีพีพีเป็นข้อตกลงการค้าที่แย่สุดในรอบหลายสิบปี โดยมีปัญหาใหญ่อยู่ที่ด้าน “การลงทุน” เพราะจะไปกดและสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อด้านสิ่งแวดล้อม สาธารณสุข ระเบียบด้านความปลอดภัย และยังอาจกระทบต่อระเบียบกฎเกณฑ์ด้านการเงิน รวมถึงเศรษฐกิจมหภาคของประเทศภาคีด้วย

ปัญหาที่ว่านี้ เช่น การเปิดทางให้เอกชนสามารถฟ้องร้องรัฐบาลได้ กรณีที่เห็นว่ามีกฎระเบียบที่ขัดต่อทีพีพี ส่วนภาษาที่ใช้ในข้อตกลงความยาว 6,000 หน้า ก็เป็นภาษาที่ซับซ้อน และเอื้อให้บรรษัทข้ามชาติสามารถฟ้องร้องรัฐบาลที่จนกว่าได้ ส่วนการรับประกันว่าบริษัทเอกชนจะได้รับการปฏิบัติอย่างดีจากประเทศภาคี ก็จะยิ่งพากันลงเหวแทน ตรงกันข้ามกับที่โอบามาสัญญาไว้

แม้ทีพีพีอาจช่วยให้สหรัฐสู้กับจีนได้ แต่ข้อตกลงการค้าที่ถูกต้อง ก็ควรจะต้องรับฟังเสียงของประชาชนทุกภาคส่วน และโปร่งใส ไม่เหมือนกับทีพีพีที่เอื้อประโยชน์ให้เอกชนสหรัฐรายใหญ่เป็นหลัก ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรได้รับการยอมรับบนหลักการประชาธิปไตย

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก