
ปีวอกปัจจัยรุมเร้า เสี่ยงเอ็นพีแอลพุ่งต่อ
เปิดศักราชในปี 2559 บรรดาธนาคารพาณิชย์ต่างทยอยประกาศแผนธุรกิจของตัวเองอย่างต่อเนื่อง
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
เปิดศักราชในปี 2559 บรรดาธนาคารพาณิชย์ต่างทยอยประกาศแผนธุรกิจของตัวเองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแม้ว่ามุมมองเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจจะดูดีกว่าปี 2558 ที่ผ่านมา มีการตั้งเป้าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้โตไม่ต่ำกว่า 3% แต่ในแง่เป้าหมายการปล่อยสินเชื่อหลายธนาคารยังเน้นปล่อยกู้อย่างระมัดระวัง ไม่ตั้งเป้าขยายสินเชื่อสูง
สาเหตุสำคัญมาจากธนาคารยังมุ่งเน้นควบคุมอัตราการเพิ่มของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอยู่ เนื่องจากตามสถิติที่ผ่านมาช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงเอ็นพีแอลสูง คือ 12 เดือนถัดจากปีที่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
ในปี 2558 ภาวะเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวค่อนข้างช้า กำลังซื้ออ่อนแอ และถูกกดดันจากหนี้ครัวเรือน จนกระทบกับภาคธุรกิจตั้งแต่ขนาดใหญ่ไปจนถึงขนาดเล็กที่ต้องปรับตัวกันจ้าละหวั่น โดยธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่สายป่านสั้น ปรับตัวยากที่สุด และเป็นภาคที่เอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นมากที่สุด
หากตั้งสมมติฐานว่าเศรษฐกิจในปีนี้เติบโตได้ดีอย่างที่คาดหวังกันไว้ภายใต้ตัวแปรสำคัญจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล แต่ไม่ได้หมายความว่าเอสเอ็มอี หรือประชาชนทั่วไปจะพลิกกลับมาแข็งแรงมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นทันที
ทั้งนี้ เนื่องจากผลของความอ่อนแอที่ทับถมในอดีตของลูกค้า จะเริ่มแสดงอาการออกมาผ่านตัวเลขเอ็นพีแอลที่เพิ่มขึ้นในปีนี้ แต่จะเพิ่มขึ้นมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของธนาคารเจ้าหนี้ ทั้งการควบคุมคุณภาพหนี้ใหม่และการเข้าไปเร่งช่วยเหลือลูกหนี้ รวมทั้งปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกค้าที่มีปัญหา
บุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย มองว่า แนวโน้มเอ็นพีแอลทั้งระบบยังคงเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยประเมินว่า เอ็นพีแอลสิ้นปี 2559 จะอยู่มากกว่า 3%
เป็นแนวโน้มที่สอดคล้องกับความเห็นนายแบงก์เกือบทุกธนาคารที่เห็นว่า เอ็นพีแอลในปีนี้ยังเพิ่มขึ้นและเป็นงานท้าทายที่ต้องสกัดการเพิ่มขึ้นอย่างสุดความสามารถ
ทั้งนี้ เมื่อมองภาพรวมสถานการณ์ทั้งภายในและภายนอกที่มีความเสี่ยงรอบด้านแล้ว เป้าหมายการควบคุมเอ็นพีแอลของธนาคารพาณิชย์คงต้องเผชิญความท้าทายอย่างหนัก และอาจจะหนักหนากว่าปีที่ผ่านมาเสียด้วย
เริ่มจากปัจจัยเรื่องราคาน้ำมันที่กระทบมากที่สุด เพราะยิ่งราคาตกต่ำมากเท่าใด ราคาพืชผลทางการเกษตร ซึ่งอิงกับราคาโภคภัณฑ์ทั่วโลกก็ตกต่ำตามไปด้วย ทั้งข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ส่งผลต่อเกษตรกรซึ่งมีสัดส่วน 60-70% ของประชากรที่ได้รับผลกระทบให้รายได้ลดลง
นอกจากนี้ เกษตรกรยังต้องเผชิญกับปัญหาภัยแล้งที่หลายฝ่ายลงความเห็นว่า ภัยแล้งปีนี้จะรุนแรงกว่าปีที่แล้ว ทำให้เพาะปลูกได้น้อยลง เมื่อผสมโรงกับภาวะราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ซ้ำเติมกำลังซื้อเกษตรกร แน่นอนว่าย่อมกระทบไปถึงยอดขายของธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับเกษตร เช่น ปุ๋ย เครื่องมือทางการเกษตรด้วย
ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงยังกระทบกับธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกัน เช่น ปั๊มก๊าซ ที่ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดในช่วงที่ราคาน้ำมันแพง เมื่อราคาน้ำมันกลับทิศถูกลงจนเกือบจะใกล้เคียงกับราคาก๊าซ ผู้ใช้รถจึงเลือกไปเติมน้ำมันแทน
กลุ่มธุรกิจข้างต้นนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ธนาคารพาณิชย์เฝ้าระวังปัญหาการเกิดหนี้เสียและเร่งเข้าไปดูแลแก้ไขและช่วยเหลือ ทว่าโดยธรรมชาติต้องมีธุรกิจที่ไปต่อไม่ไหว ต้องปล่อยให้กลายเป็นเอ็นพีแอลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อัครนันท์ ฐิตสิริวิทย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ระบุว่า ธนาคารยังมีมาตรการช่วยเหลือลูกค้าเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา ทั้งการผ่อนคลายเงื่อนไขการชำระหนี้ ทั้งยืดระยะเวลา ลดดอกเบี้ย เพื่อประคับประคองลูกค้าให้ผ่านพ้นไปได้
“แนวโน้มราคาสินค้าเกษตรยังทรงตัวและความเสี่ยงจากภัยแล้ง ทำให้ปีนี้เราไม่รุกขยายสินเชื่อลูกค้าธุรกิจเกษตร โดยเน้นดูแลลูกค้าเดิมที่มีอยู่ ส่วนลูกค้าใหม่ที่เข้ามาอาจจะยาก” อัครนันท์ กล่าว
ขณะที่ อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ระบุว่า กลุ่มลูกค้าของระบบสถาบันการเงินที่มีความเสี่ยงเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นมากที่สุด คือ ลูกค้าบัตรเครดิต สินเชื่อบุคคล และธุรกิจเอสเอ็มอี โดยธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีความเสี่ยงจะเป็นเอ็นพีแอล คือ กลุ่มที่เกี่ยวเนื่องกับผู้มีรายได้น้อยและกำลังซื้อในต่างจังหวัด ซึ่งนอกจากธุรกิจเกษตรแล้ว ยังมีรถยนต์และเช่าซื้อ ค้าปลีก และอสังหาริมทรัพย์ ในต่างจังหวัด
จุดที่น่าสังเกตที่ชี้ว่าแนวโน้มเอ็นพีแอลจะมีโอกาสปรับขึ้นอีก คือ ตัวเลขหนี้จัดชั้นที่กล่าวถึงเป็นพิเศษ (Special Mention Loan) หรือหนี้ค้างชำระเกิน 1 เดือนแต่ไม่ถึง 3 เดือนที่เร่งตัวขึ้น เป็นโอกาสที่จะกลายเป็นเอ็นพีแอลในระยะต่อไป
อีกปัจจัยหนึ่งที่จะส่งผลให้ตัวเลขเอ็นพีแอลสูงขึ้น คือ การปล่อยสินเชื่อของธนาคาร หากน้อยลงไม่ทันกับการคืนหนี้ ทำให้อัตราส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมเพิ่มขึ้นได้ในเชิงเทคนิคด้วย
“อย่างไรก็ตาม แม้เอ็นพีแอลมีแนวโน้มขยับขึ้นในครึ่งปีแรก แต่ไม่น่ากังวลมากนักในแง่เสถียรภาพสถาบันการเงิน เพราะธนาคารมีการตั้งสำรองหนี้สูญและระวังการปล่อยสินเชื่อ คัดกรองลูกค้าที่ความเสี่ยงต่ำ ดังนั้นวิธีนี้น่าจะทำให้เอ็นพีแอลลดลงช่วงครึ่งหลังของปีนี้” อมรเทพ กล่าว
ทั้งนี้ ความเสี่ยงที่ต้องจับตาว่าทำให้เอ็นพีแอลเพิ่มขึ้น คือ ปัญหาเศรษฐกิจที่ชะลอนี้จะลากยาวไปนานแค่ไหน เพราะยิ่งเศรษฐกิจเติบโตช้าต่อเนื่องหลายปี ธุรกิจเอสเอ็มอีและลูกค้ารายย่อยจะฝืดเคืองยิ่งขึ้น ที่สำคัญคือกลุ่มนี้มีสายป่านยาวเพียงพอหรือไม่สำหรับการชำระหนี้ให้ได้ต่อเนื่อง
โจทย์ปีนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ระมัดระวังการเอ็นพีแอล แต่อยู่ที่การประคับประคองให้ธุรกิจอยู่รอด ซึ่งอาจจะต้องอาศัยภาครัฐออกมาตรการเยียวยาและสนับสนุนสภาพคล่องให้ทัน อย่ารีรอไปทำเมื่อสายเกินไป







