posttoday
ชำแหละทดสอบแบงก์ยุโรป กับ ผลลัพธ์ที่ยังน่ากังขา

ชำแหละทดสอบแบงก์ยุโรป กับ ผลลัพธ์ที่ยังน่ากังขา

26 กรกฎาคม 2553

หลังจากที่สหภาพยุโรป (EU) ประกาศผลการทดสอบธนาคาร 91 แห่งใน 20 ประเทศ ปรากฏว่ามีธนาคารที่ต้องเพิ่มทุนทั้งหมด 7 แห่ง โดยมาจากเยอรมนี 1 แห่ง กรีซ 1 แห่ง และสเปน 5 แห่ง โดยรวมแล้ว สหภาพยุโรปถือว่าอยู่ในขั้นน่าพอใจอย่างยิ่ง ผลการทดสอบที่ออกมามีทั้งเสียงขานรับและเสียงทัดทาน

หลังจากที่สหภาพยุโรป (EU) ประกาศผลการทดสอบธนาคาร 91 แห่งใน 20 ประเทศ ปรากฏว่ามีธนาคารที่ต้องเพิ่มทุนทั้งหมด 7 แห่ง โดยมาจากเยอรมนี 1 แห่ง กรีซ 1 แห่ง และสเปน 5 แห่ง โดยรวมแล้ว สหภาพยุโรปถือว่าอยู่ในขั้นน่าพอใจอย่างยิ่ง ผลการทดสอบที่ออกมามีทั้งเสียงขานรับและเสียงทัดทาน

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

 

ชำแหละทดสอบแบงก์ยุโรป กับ ผลลัพธ์ที่ยังน่ากังขา

แต่เสียงที่ดังที่สุด คือ ฝ่ายที่ขานรับผลการทดสอบ ส่วนสาเหตุที่ (ในระยะแรก) เสียงดังกว่าเสียงทัดทาน ก็เพราะสหภาพยุโรปประโคมผลการทดสอบอย่างครึกโครม โดยมีกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ขานรับด้วยดี ขณะที่ปฏิกิริยาของตลาดหุ้นวอลสตรีตค่อนข้างเฉยเมย จึงง่ายที่จะถูกเหมาว่า ตลาดหุ้นอาจพอใจกับผลที่ออกมา

คำถามสำคัญก็คือ ผลที่ออกมาเลิศเลออย่างที่ EU ประกาศหรือไม่

คำถามนี้มิใช่การแสดงความกังขาต่อการทดสอบของอียู เพราะอย่างน้อยมีหลายต่อหลายคน เชื่อว่าน่าจะมีความน่าเชื่อถือมากกว่าการทดสอบสถาบันการเงินโดยรัฐบาลสหรัฐ เมื่อเดือน พ.ค. ปี 2552
สหรัฐตกเป็นเป้าวิพากษ์วิจารณ์ว่า รัฐบาลสหรัฐอาจ “ฮั้ว” กับสถาบันการเงิน เพื่อปั้นผลการทดสอบที่น่าเชื่อถือ เพื่อป้องกันความสูญเสียที่จะตามมา หากผลการทดสอบระบุอย่างตรงไปตรงมา ว่าสถาบันการเงินในสหรัฐกำลังย่ำแย่

ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่รุนแรงรองลงมาก็คือ มาตรการทดสอบของสหรัฐหละหลวมจนเกินไป และแม้ผลลัพธ์จะออกมาในด้านบวก แต่เป็นการทดสอบที่มุ่งเน้นสถาบันการเงินขนาดใหญ่เพียง 19 แห่ง ล่าสุดจึงปรากฏว่าในระยะเวลาเพียงครึ่งปีนี้ มีธนาคารสหรัฐล้มไปแล้วถึง 103 แห่ง ซึ่งล้วนแต่เป็นรายย่อยทั้งสิ้น

ในกรณีของยุโรป แม้จะประกาศลั่นว่ามีความรัดกุมกว่าสหรัฐ แต่ที่ต้องตั้งคำถามก็เพราะแท้จริงแล้วยุโรปใช้วิธีเดียวกับที่รัฐบาลสหรัฐถูกกล่าวหาหรือไม่นั้นยังเป็นที่น่ากังขา แต่สิ่งหนึ่งที่ชวนกังขาอย่างยิ่งคือท่าทีที่มองในด้านบวกต่อผลการทดสอบจนเกินไป

สำหรับปฏิกิริยาของนักลงทุน ไม่น่าแปลกใจที่จะขานรับผลการทดสอบด้วยความยินดี โดยระบุว่าเป็นการชี้ให้เห็นถึงความโปร่งใสของภาคธนาคารและสถาบันการเงินของยุโรป ที่เคยขึ้นชื่อว่าลึกลับซับซ้อนที่สุดแห่งหนึ่ง

แต่แท้จริงแล้ว นักลงทุนย่อมไม่ต้องการเสี่ยงมากไปกว่านี้ ในช่วงเวลาที่วิกฤตหนี้สาธารณะยังเป็นภัยคุกคามร้ายแรง จนไม่กล้าที่จะลงทุนในตลาดยุโรปอย่างเต็มไม้เต็มมืออีก ผลการทดสอบที่เปิดให้เห็นถึง “ความโปร่งใส” และเป็นภาวะโปร่งใสที่มองเห็นถึงสถานภาพที่แข็งแกร่งของธนาคารในยุโรป จึงเป็นที่พึงปรารถนาอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนย่อมไม่ระบุถึงความโปร่งใสในกระบวนการตรวจสอบแต่อย่างใด และน่าสงสัยว่า หากผลออกมาในด้านลบ นักลงทุนจะคัดค้านหรือเรียกร้องให้ทำการทดสอบใหม่ โดยอ้าง “ความไม่โปร่งใส” ของภาคธนาคารและสถาบันการเงินในยุโรปหรือไม่

แต่นักลงทุนย่อมเป็นนักลงทุนอยู่วันยังค่ำ นักลงทุนมักมีปฏิกิริยาที่เหวี่ยงไปเหวี่ยงมา เอาแน่เอานอนไม่ได้ อีกทั้งยังมีปฏิกิริยาตื่นตูมเร็วเป็นพิเศษ จึงยากที่จะนำความเห็นมาชั่งน้ำหนักในการพิจารณาในระยะยาว

สิ่งที่จะต้องพิจารณา คือ เงื่อนไขที่แท้จริงบางประการที่น่าสงสัยในการทดสอบครั้งนี้

ประการหนึ่งก็คือ ท่าทีของเยอรมนีที่แสดงอาการกระอักกระอ่วนที่จะปล่อยให้ธนาคารของตนเข้าร่วมการทดสอบครั้งนี้ ทั้งยังปรากฏว่าเยอรมนียังเป็นประเทศเดียวที่จะไม่ปล่อยให้ธนาคารของตนเองเปิดเผยพันธบัตรที่ถือครองอยู่

ผลการทดสอบปรากฏว่า มีธนาคารจากเยอรมนีเพียงแห่งเดียวที่เข้าข่ายต้องเพิ่มทุน คือ Hypo Real Estate Holding (HRE) กระนั้นก็ตาม เป็นที่ทราบกันดีว่า HRE อยู่ในสถานะที่ย่ำแย่มาตั้งแต่วิกฤตการเงินโลกระเบิดขึ้นเมื่อปี 2551 เนื่องจากพาตัวเองเข้าไปพัวพันกับการลงทุนสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐ ผลการทดสอบที่ออกมาในส่วนของ HRE จึงเป็นสิ่งที่คาดเดาได้อยู่แล้ว อีกทั้งยังไม่น่ากังวลใจแต่อย่างใด

หลักฐานยืนยันก็คือ แหล่งข่าวภายใน HRE ที่เปิดเผยกับสำนักข่าว CNBC ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ค. ว่ามีแนวโน้มสูงที่จะไม่ผ่านการทดสอบ แต่ผลที่ออกมาจะไม่สลักสำคัญเท่าไรนัก เนื่องจาก HRE อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้าง และมีโอกาสจะได้รับทุนอัดฉีดจากคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ถึง 2,000 ล้านยูโร

จะเห็นได้ว่าผลที่ออกมามีบางส่วนที่เหมือนกับ “ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า”

สิ่งที่ยังคาดเดาไม่ได้ คือ เหตุใดเยอรมนีจึงละล้าละลังที่จะเข้าร่วมการทดสอบ อีกทั้งยังเม้มข้อมูลสำคัญ ทั้งๆ ที่นักสังเกตการณ์จากภายนอกยุโรป มองว่าเยอรมนีมีสถานะทางการเงินการคลังมั่นคงที่สุดในภูมิภาค

เป็นไปได้หรือไม่ว่า อียูพยายามซ่อนเยอรมนีไว้เพื่อไม่ให้คนนอกมองเห็นเชื้อร้ายที่กำลังลุกลามไปถึง เพราะหากเยอรมนีสั่นคลอน ย่อมหมายถึงทั้งภูมิภาคจะสั่นคลอนไปด้วย ในฐานะที่เยอรมนีคือมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับ 1 ของยุโรป

เมื่อไล่เรียงถึงความน่ากังขาในกระบวนการทดสอบแล้ว ยังมีความกังขาอีกประเด็นที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือผลการทดสอบไม่ได้แจกแจงว่า ภาคการเงินจะรับมือเช่นไร หากประเทศใดประเทศหนึ่งในยุโรปเกิดล้มละลาย เพราะวิกฤตหนี้สาธารณะขึ้นมา

จริงอยู่ที่การทดสอบครั้งนี้เพื่อแสดงให้ชาวโลกได้มั่นใจ ว่าระบบการเงินของยุโรปจะสามารถทานรับกับวิกฤตการทางการเงินได้ แต่ในกระบวนการทดสอบกับไม่มีการตั้งสถานการณ์ในกรณีที่ยุโรปเผชิญกับวิกฤตด้านการคลังถึงขั้นอุกฤษฏ์

ก่อนหน้านี้มีความพยายามที่จะให้กระบวนการทดสอบตั้งสถานการณ์สมมติในกรณีที่เกิดวิกฤตการคลัง แต่กลับเกิดความไม่ลงรอยระหว่างคณะกรรมาธิการตรวจสอบและผู้นำในฝ่ายการเมือง จนในที่สุดตัดสินใจกันว่าจะไม่มีการทดสอบในด้านนี้ แต่ไพล่ไปทดสอบผลกระทบในกรณีที่เกิดความเสียหายในพอร์ตโฟลิโอของธนาคาร ในกรณีที่มูลค่าของพันธบัตรรัฐบาลทิ้งตัวลง

ด้วยเหตุที่ว่า “โอกาสที่จะเกิดภาวะล้มละลายจากหนี้สาธารณะนั้นแทบไม่มี” และการทดสอบดังกล่าว “อาจเป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองที่ผิดๆ” หรืออาจตีความได้ว่า หากทำการทดสอบการต้านทานวิกฤตหนี้แล้ว อาจทำให้ผู้คนตื่นตระหนกยิ่งขึ้น

แน่ล่ะ “ผู้คน” ในที่นี้ย่อมหมายถึง “นักลงทุน” ที่มีความตื่นตูมสูงดังที่ระบุไว้ข้างต้น

คำถามก็คือ หากไม่มีการทดสอบวิกฤตการคลัง หรือความสามารถในการต้านทานวิกฤตหนี้สาธารณะ แล้วยุโรปจะทำการทดสอบไปเพื่ออะไร?

คำตอบก็คือ ถ้าไม่ใช่เพื่อนำผลลัพธ์ที่ได้มาซื้อเวลาในช่วงเวลาที่วิกฤตหนี้สาธารณะยังไม่อาจพบทางออกที่ชัดเจน หรือไม่ก็อาจมีจุดประสงค์เพียงเพื่อตบแต่งภาพลักษณ์ให้ดูมั่นคงขึ้น ภายหลังจากตกเป็นเป้าถล่มจนง่อนแง่นจากบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงิน

อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงที่สุดแล้ว เชื่อได้ว่านักลงทุนไม่อาจหลงดีใจกับผลการทดสอบที่หวังผลเฉพาะหน้าเอามากๆ ได้

เพราะคำตอบที่เป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการทดสอบยังไม่มีใครที่สามารถตอบได้ว่า ธนาคารในยุโรปจะสามารถทนรับกับภาวะช็อก หากประเทศใดประเทศหนึ่งล้มละลายเพราะวิกฤตหนี้หรือไม่?

เชื่อได้ว่าในเวลาอีกไม่นานภายหลังสิ้นเสียงยินดีปรีดาของนักลงทุน กลุ่มที่จะออกมาแสดงท่าทีทัดทานก็น่าจะเป็นนักลงทุนกลุ่มเดิมนั่นเอง และตลาดหุ้นจะเป็นสถานที่แสดงปฏิกิริยานี้ที่ชัดเจนที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ภาวะเฉยเมยของตลาดที่ถูกตีความว่าเป็นการยอมรับผลทดสอบนั้น ดีไม่ดี อาจเป็นการแสดงออกว่า แท้จริงแล้วผลการทดสอบไม่น่าเชื่อถือ

ปฏิกิริยาที่แท้จริงของนักลงทุนจะแสดงออกเร็วหรือช้า ขึ้นอยู่กับว่าผลลัพธ์ของการทดสอบที่ออกมาด้านบวก จะขัดแย้งกับสภาพการณ์ของวิกฤตหนี้สาธารณะที่จะย่ำแย่ลงหรือไม่

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ