
"ไพบูลย์" ลั่น ไม่แจงปลดบอร์ดสสส.ข้างนอก
พล.อ.ไพบูลย์ ยืนยัน รัฐบาลไม่ยุบ สสส. ส่วนอดีตบอร์ด สสส.ที่ถูกปลด หากคิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็สามารถร้องเรียนได้ตามระบบ ไม่ใช่เคลื่อนไหวนอกระบบ
พล.อ.ไพบูลย์ ยืนยัน รัฐบาลไม่ยุบ สสส. ส่วนอดีตบอร์ด สสส.ที่ถูกปลด หากคิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็สามารถร้องเรียนได้ตามระบบ ไม่ใช่เคลื่อนไหวนอกระบบ
วันที่ 12 ม.ค. พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ หรือ ศอตช. กล่าวถึงกรณีขบวนการสร้างเสริมสุขภาพภาคประชาชน หรือ ขสช. แถลงจุดยืน 5 ข้อ เรียกร้องให้รัฐบาลคืนความเป็นธรรมให้ 7 ผู้ทรงคุณวุฒิของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ว่า หลักการเป็นไปตามการออกบัญชีตามประกาศซึ่งชัดเจนแล้ว หากจะให้มีการทบทวนจะต้องยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมและเป็นหลักการนี้ปฏิบัติกันมาตั้งแต่รายชื่อล็อตที่ 1 และ ล็อต 2 ซึ่งตนไปชี้แจงด้วยตนเองนั้นไม่สามารถทำได้เพราะเป็นหลักการที่ต้องปฏิบัติอย่างเท่าเทียมทุกคน และการชี้แจงจะต้องประกอบด้วยองค์คณะทั้งหมด ไม่ใช่ตนไปชี้แจงเพียงคนเดียว รวมถึงที่ผ่านมาได้ให้ความเป็นธรรมมาแล้วหลายครั้งและเคยมีการคืนตำแหน่งไปบ้างแล้วเช่นกัน
พลเอกไพบูลย์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบจะมีองค์กรเครือข่ายออกมาเคลื่อนไหวในวันที่ 15 ม.ค.นี้ และไม่ทราบจะออกมาเคลื่อนไหวเพื่ออะไร เนื่องจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. และ สสส.รัฐบาลไม่มีนโยบายจะยุบองค์กรดังกล่าว หากมีข้อบกพร่องก็จะต้องยอมรับและปรับปรุง แต่ออกมาเคลื่อนไหวเรื่องก็จะ ไม่จบ และตนก็จะไม่ชี้แจงข้างนอก พร้อมกันนี้ ตนไม่ขอโต้ตอบนายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน์ อดีตคณะกรรมการกองทุน สสส. และนายแพทย์ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส เพราะไม่ใช่เวทีในการโต้ตอบ ขอให้ประชาชนเข้าใจหลักการที่ตนพยายามยึดหลัก มิเช่นนั้นความเท่าเทียมและความเป็นธรรมก็จะไม่เกิดขึ้น ยืนยันว่าตนไม่เคยนำความผิดใครมาชี้แจงในที่สาธารณะ ซึ่งหลายครั้งอาจถูกแทรกแซงในระดับผู้ใต้บังคับบัญชา หากไม่เข้าใจในประเด็นดังกล่าว ก็จะไม่ไปชี้แจงเด็ดขาดและปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการที่มีอยู่
นอกจากนี้ พลเอกไพบูลย์ กล่าวว่า สำหรับการประกาศรายชื่อ 59 คน แต่ที่มีผู้ออกมาเรียกร้อง 7 คน พลเอกไพบูลย์ได้ถามกลับว่ามองอย่างไร และทำไมจึงเกิดปัญหาดังกล่าวขึ้น ซึ่งตนยืนยันว่า สสส. เป็นโครงการที่ดี แต่จะต้องมองในแง่ของการใช้เงินบริหารแผ่นดิน ไม่ใช่แง่ของโครงการและการเสียสละของผู้ทำงาน ซึ่งคนที่ทำงานมานานอาจมีข้อผิดพลาดกันได้ จึงจะต้องมีการพูดคุยและปรับเปลี่ยนกันไป เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างคุ้มค่าและเท่าเทียม ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องการ







