
หุ้นจีนสะท้าน ปฏิรูปตลาดสะเทือน
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
แม้จะเพิ่งเผชิญวิกฤตการณ์ตลาดทุนเป็นครั้งแรกเมื่อเดือน ส.ค.ปีที่แล้ว นับตั้งแต่จีนเริ่มเปิดบ้านต้อนรับระบบเศรษฐกิจตลาดเสรี (บางส่วน) มาได้เกือบ 3 ทศวรรษ แต่คงไม่มีใครคาดคิดว่า จีนจะเผชิญวิบากกรรมซ้ำสองเร็วตั้งแต่ต้นปีเช่นนี้
เปิดตลาดมาเพียงวันแรกของปี 2016 คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์จีน ต้องงัดเอามาตรการเซอร์กิต เบรกเกอร์ ที่เพิ่งประกาศใช้เป็นวันแรกมาประเดิมทันทีในวันที่ 4 ม.ค. หลังจากที่ดัชนีซีเอสไอ 300 ปรับตัวลงแรงถึง 7%
เพียงแค่ 3 วันถัดมา จีนต้องใช้เซอร์กิต เบรกเกอร์อีกเป็นครั้งที่สองในวันที่ 7 ม.ค. หลังจากที่ดัชนีเซี่ยงไฮ้ คอมโพสิต ดิ่งลงอีกถึง 7.3% มาปิดที่ 3,115.89 จุด และดัชนีซีเอสไอ 300 ดิ่งลง 7.2% มาปิดที่ 3,284.74 จุด
ภายในสัปดาห์นี้ทางการจีนได้งัดเอามาตรการทั้งทางตรงและทางอ้อมหลายด้านมาใช้อย่างเต็มที่ เพื่อย้ำความเชื่อมั่นและพยุงตลาดไม่ให้ตื่นตระหนกเพิ่ม ทั้งการให้ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) อัดฉีดเงินเข้าพยุงตลาดหุ้นถึง 1.3 แสนล้านหยวน (ราว 7.02 แสนล้านบาท) ผ่านการซื้อคืนพันธบัตรอายุ 7 วัน ดอกเบี้ย 2.25% ซึ่งนับเป็นการอัดฉีดที่มากที่สุดนับตั้งแต่เดือน ก.ย. 2015
ด้าน ก.ล.ต.ได้ออกมาตรการห้ามผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ขายหุ้นในสัดส่วนมากกว่า 1% ภายในช่วง 3 เดือนนี้ และยังให้ผู้ถือหุ้นใหญ่รายงานหุ้นที่จะขายให้ตลาดทราบก่อน 15 วันทำการก่อนการขายหุ้น เพื่อเป็นการรักษาเสถียรภาพของตลาด นับเป็นมาตรการต่อเนื่องหลังจากที่มีการบีบทางอ้อมไปยังเอกชน จนมี บจ.อย่างน้อย 30 ราย อาสาต่ออายุมาตรการห้ามผู้ถือหุ้นรายใหญ่ขายหุ้นออกไป 6-12 เดือน
หลายฝ่ายจึงเกิดการตั้งคำถามขึ้นตามมาว่า การเข้าแทรกแซงของจีนในครั้งนี้ แม้จะเป็นเรื่องดีที่ช่วยควบคุมความตื่นตระหนกของตลาดหุ้นจีนและตลาดทุนโลก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า นี่คือการเดินสวนทางกับสิ่งที่จีนเคยรับปากเอาไว้ว่า จะปฏิรูปให้เศรษฐกิจในประเทศเป็นไปตามกลไกเสรีของตลาดมากขึ้น ทั้งเรื่องตลาดเงินและตลาดทุน
เพราะนอกจากจีนจะสามารถเข้าแทรกแซงตลาดทุนได้ทั้งทางตรงและทางอ้อมแล้ว ทางการจีนยังเดินหน้าเข้าแทรกแซงในตลาดเงิน ด้วยการลดค่าเงินหยวนอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่จีนได้ลั่นคำมั่นเอาไว้ในปี 2015 หลังจากที่เงินหยวนได้เข้าเป็น 1 ในตะกร้าสกุลเงินสำรองของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ว่า จะทยอยปฏิรูปตลาดเงิน-ตลาดทุน ให้เป็นไปตามกลไกเสรี และจะทยอยให้ตลาดเป็นผู้ที่ชี้ทิศทางอัตราแลกเปลี่ยนและดอกเบี้ยของจีนมากขึ้น
แต่เริ่มต้นมาภายในวันแรกของสัปดาห์นี้ พีบีโอซีก็ลดค่ากลางอ้างอิงเงินหยวนไปอยู่ที่ 6.5032 หยวน/เหรียญสหรัฐ หรือต่ำสุดนับตั้งแต่ 24 พ.ค. 2011 และยังคงเดินหน้าลดค่ากลางอ้างอิงอีก 2 ครั้ง ในวันที่ 6 ม.ค. และวันที่ 7 ม.ค.มาอยู่ที่ 6.5646 หยวน/เหรียญสหรัฐ หรือต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2011 เป็นต้นมา และเป็นการเร่งลดค่าเงินในระดับที่รวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่เดือน ส.ค.ปีที่แล้ว หรือในช่วงที่จีนเผชิญกับวิกฤตการณ์ตลาดหุ้น
นอกจากไม่เห็นแววปฏิรูปเพิ่ม และไม่ปล่อยให้ตลาดได้เป็นผู้กำหนดอัตราแลกเปลี่ยนได้มากขึ้นแล้ว การเข้าจัดการอัตราแลกเปลี่ยนแทบจะรายวันเช่นนี้ ยังอาจนับเป็นการส่งสัญญาณว่า รัฐบาลกรุงปักกิ่งเลือกที่จะกลับไปใช้กลยุทธ์เดิมๆ ก่อ “สงครามค่าเงิน” รอบใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อกระตุ้นภาคการส่งออกที่ซบเซาลงอย่างหนักแทน
วิษณุ วรธาร หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดและเศรษฐกิจของธนาคารมิซูโฮ สาขาสิงคโปร์ ให้มุมมองกับซีเอ็นบีซี ว่า ถึงแม้พีบีโอซีจะพยายามย้ำความเชื่อมั่น แต่นักลงทุนก็เชื่อว่าตลาดออฟชอร์ซื้อขายเงินหยวนกำลังถูกควบคุมทิศทางโดยพีบีโอซี
โดยการซื้อขายเงินหยวนในตลาดออฟชอร์วานนี้ อ่อนค่าลงถึง 2.36% เมื่อเทียบกับเงินหยวนในตลาดออนชอร์ที่ 6.74 หยวน/เหรียญสหรัฐ
มาร์ค โคนีน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของเอไอเอ มองว่า แม้การเข้าแทรกแซงของจีนจะขัดแย้งกับสิ่งที่รัฐบาลเคยรับปากเอาไว้อย่างชัดเจน และสะท้อนให้เห็นถึงความไม่พร้อมของจีนที่จะปฏิรูประบบการเงินอย่างจริงจังเพื่อให้เติบโตมีมาตรฐานเดียวกับระดับโลก แต่หากพิจารณาสถานการณ์ที่บีบล้อมจีนในวันนี้แล้วจะเห็นว่า การแทรกแซงอาจเป็นเรื่องเลวร้ายที่จำเป็นต้องมี
เพราะจีนภายใต้รัฐบาลประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ในวันนี้ กำลังถูกปัญหาตามประกบทั้งภาคเศรษฐกิจจริง ที่ตัวเลขการผลิตและการส่งออกซบเซาต่อเนื่องมาหลายเดือน จนทำให้โรงงานผลิตอันดับ 1 ของโลกแห่งนี้ได้รับผลกระทบอย่างหนักทั้งรายใหญ่ที่มีกำหนดไถ่ถอนหนี้หุ้นกู้ ไปจนถึงรายย่อยที่เสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้ทั้งในและนอกระบบอีกมาก
ส่วนอีกด้านหนึ่งนั้นก็เผชิญปัญหาสภาพคล่องที่จ่อทะลักกลับไปสหรัฐและตลาดพัฒนาแล้ว ซึ่งส่วนหนึ่งได้สะท้อนผ่านตลาดหุ้นจีนเหมือนในช่วงเดือน ส.ค.ปีที่แล้ว และในปัจจุบัน ทำให้จีนเหลือทางเลือกอีกไม่มากนักที่จะใช้ได้แล้ว
สำนักงานระบบซื้อขายเงินตราต่างประเทศของจีน (ซีเอฟอีทีเอส) ก็ดูจะรับรู้ความกังวลของตลาดได้ดี จึงได้ประกาศย้ำว่า จีนจะยังคงเดินหน้ามาตรการปฏิรูป โดยจะทยอยปฏิรูปกลไกอัตราแลกเปลี่ยนให้อิงกับระบบตลาดมากขึ้นอย่างแน่นอนในปีนี้
เป็นการตอกย้ำว่า การปฏิรูปอาจช้าหรือทิ้งช่วงไปบ้าง แต่ก็ต้องเดินหน้าต่อไปตามที่รับปากไว้แน่ เพียงแต่สถานการณ์เฉพาะหน้านั้น จีนอาจไม่มีทางเลือกนอกจากต้องใช้ความเด็ดขาดเข้าจัดการเพื่อรักษาเสถียรภาพและพยุงระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ได้มากที่สุด เช่นที่กำลังทำอยู่ในวันนี้







