
อากาศแปรปรวนทั้งปี 2016 ดันราคาสินค้าเกษตรพุ่ง
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
ที่ผ่านมาราคาน้ำมันถูกลงกดดันให้ต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรถูกลง และนั่นหมายความว่าราคาสินค้าเกษตรจะถูกลงตามไปด้วย ประกอบกับการแข่งขันกันผลิตยิ่งส่งผลให้ราคาปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์เอลนินโญที่เกิดขึ้นแล้วจะทำให้ผลผลิตสินค้าเกษตรลดลง จนดันราคาสินค้าเกษตรให้แพงขึ้น นอกจากนี้ ภายหลังจากสิ้นสุดปรากฏการณ์เอลนินโญแล้ว มีแนวโน้มที่จะเกิดปรากฏการณ์ลานินญาตามมา
ปรากฏการณ์เอลนิญโญ คือ ปรากฏการณ์ที่อุณหภูมิในท้องทะเลมหาสมุทรแปซิฟิกร้อนขึ้นจนก่อให้เกิดสภาพอากาศผิดปกติขึ้นทั้งสองฟากฝั่งทะเลแปซิฟิก โดยฟากตะวันตกของทะเลแปซิฟิก หรือฝั่งออสเตรเลียไล่มาจนถึงเอเชียใต้ อากาศจะแห้งแล้งมากกว่าปกติ ในขณะที่อีกฟากหนึ่งจะก่อให้เกิดฝนตกผิดปกติเช่นกัน
กรมอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติออสเตรเลีย เปิดเผยว่า อุณหภูมิในทะเลที่ผิดปกติกำลังพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1997-1998 ที่เป็นปีที่ปรากฏการณ์เอลนินโญรุนแรงมากที่สุดในประวัติศาสตร์
สภาพอากาศดังกล่าวส่งผลต่อผลผลิตภาคอุตสาหกรรมอย่างแน่นอน เช่น ฝนที่ตกในอินเดียส่งผลให้การผลิตข้าวและน้ำตาลลดลง เช่นเดียวกับออสเตรเลีย ในขณะที่ด้านบราซิลเอง ฝั่งชิลีซึ่งอยู่ทางตะวันตกจะฝนตกมากกว่าปกติ ส่งผลให้บราซิลฝนตกน้อยลง และกระทบต่อการปลูกกาแฟ พืชส่งออกยอดนิยมของบราซิล
หลายประเทศเริ่มประกาศปรับลดประมาณการผลผลิตสินค้าเกษตรแล้ว เช่น เวียดนามคาดการณ์ว่าผลผลิตกาแฟ ของขึ้นชื่อจากกรุงฮานอย มีแววจะตกลงราว 10% ในช่วงปี 2015-2016 หรืออยู่ที่ราว 1.08 ล้านตัน ในขณะที่ด้านไทยเองก็คาดการณ์ว่าผลผลิตข้าวจะลดลงราว 15-20% เช่นเดียวกัน
ขณะเดียวกัน บายู คริสนาเมอร์ธิ ประธานของเอสเตท ครอป ฟันด์ ฟอร์ ปาล์มออยล์ กองทุนจัดการน้ำมันปาล์มอินโดนีเซีย คาดการณ์ว่าผลผลิตน้ำมันปาล์มของอินโดนีเซียจะลดลงราว 3% ไปอยู่ที่ระหว่าง 30.6-32.3 ล้านตัน ในปี 2016 เช่นเดียวกับกระทรวงเกษตรสหรัฐที่คาดการณ์ว่าผลผลิตส้มในช่วงฤดูหนาวนี้จะลดลงราว 7% เช่นกัน
จากสภาพอากาศผิดปกติจนทำให้หลายประเทศออกมาตัดลดคาดการณ์ผลผลิต สร้างความกังวลต่อพืชผลการเกษตรจะลดลงจนอาจถึงขั้นขาดตลาด ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ราคาน้ำตาลปรับขึ้นถึง 31% ในช่วงเดือนดังกล่าว ผลิตภัณฑ์จากนมปรับขึ้น 36% น้ำมันปาล์มปรับขึ้น 13.1% และข้าวสาลีปรับขึ้น 6.1%
ขณะที่ราคาโกโก้ก็ปรับตัวขึ้น 17% นับตั้งแต่ต้นปี 2015 นี้จนถึงกลางเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา โดยราคามากกว่าปี 2014 ถึงเกือบ 2 ใน 3 เลยทีเดียว
ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาเองก็แสดงให้เห็นแล้วว่าสินค้าเกษตรจะปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยจากการศึกษาของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ระบุว่า สินค้าโภคภัณฑ์ที่ไม่ใช่พลังงานจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5.3% ในช่วงเวลา 12 เดือน นับตั้งแต่การประกาศเข้าสู่ภาวะเอลนินโญ
สเตฟาน โวเกล หัวหน้าฝ่ายวิจัยตลาดสินค้าเกษตร ธนาคารราโบแบงก์ในเดนมาร์ก เปิดเผยว่า ราคาน้ำตาลจะปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าสินค้าเกษตรอื่นๆ เนื่องจากมีโอกาสขาดตลาดมากที่สุด หลังผลผลิตอินเดียคาดจะปรับลงไป 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และผลผลิตของไทยจะลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี หากเอลนินโญยืนยาวไปจนถึงปี 2016-2017
และดูเหมือนปรากฏการณ์เอลนินโญจะยืนยาวไปจนถึงปี 2016 เสียด้วย โดยก่อนหน้านี้สำนักงานสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐ (เอ็นโอเอเอ) ระบุว่า ปรากฏการณ์เอลนินโญนั้นมีโอกาสถึง 90% ที่จะลากยาวไปถึงฤดูหนาว ซึ่งเริ่มต้นในเดือน ธ.ค.นี้ และมีโอกาสถึง 85% ที่จะกินเวลานานไปถึงต้นฤดูใบไม้ผลิของปีหน้า ที่เริ่มต้นราวเดือน มี.ค.
ด้านกรมอุตุนิยมวิทยาของออสเตรเลียและญี่ปุ่น คาดการณ์ว่าเหตุการณ์เอลนินโญผ่านจุดสูงสุดมาแล้ว และจะเริ่มอ่อนกำลังลงในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2016 โดยอุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยในมหาสมุทรแปซิฟิกจะลดลง
ฟังดูเหมือนเป็นจุดสิ้นสุดของปรากฏการณ์ที่สร้างสภาพอากาศปั่นป่วนจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่อุณหภูมิผิวน้ำเฉลี่ยที่ลดลงนี้เอง มีโอกาสที่จะก่อตัวเป็นปรากฏการณ์ลานินญาขึ้นได้
ลานินญาเป็นปรากฏการณ์ที่ตรงกันข้ามกับเอลนินโญ โดยจะก่อให้เกิดสภาพอากาศแห้งแล้งในสหรัฐและอเมริกาใต้ และฝนตกหนักมากเกินไปในเอเชีย ซึ่งยังมีโอกาสที่จะเกิดเป็นพายุหมุนเขตร้อนตามชายฝั่งแปซิฟิกอีกด้วย และปรากฏการณ์ลานินญานี้เองที่จะทำให้พืชผลทางการเกษตรลดลงจนราคาปรับตัวสูงขึ้น
บีเอ็มไอ รีเสิร์ช หน่วยงานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์มหภาค อุตสาหกรรม และตลาดการเงิน เปิดเผยว่า ปรากฏการณ์ลานินญาอาจส่งผลกระทบต่อสินค้าเกษตรมากกว่าเอลนินโญเสียอีก โดยจะสร้างความเสียหายต่อผู้ผลิตและผู้ส่งออกรายใหญ่อย่างสหรัฐและบราซิล
นอกจากนี้ ปรากฏการณ์ดังกล่าวยังอาจทำให้ราคาสินค้าเกษตร อาทิ ข้าวโพด ถั่วเหลือง ข้าวสาลี น้ำตาล ฝ้าย และเมล็ดกาแฟ เพิ่มสูงขึ้นกว่าช่วงเอลนินโญถึง 50%
ปรากฏการณ์ทั้งสองเหตุการณ์เป็นปรากฏการณ์เพียงชั่วคราว แต่ตราบใดที่ยังไม่มีแผนการรับมือกับแรงซื้อโลกไม่กระเตื้องขึ้น และราคาน้ำมันที่ยังไม่กลับขึ้นมา ซึ่งเป็นปัจจัยที่จะส่งผลกับราคาสินค้าเกษตรในระยะยาวแล้วละก็ ราคาสินค้าเกษตรก็คงกลับไปในจุดเดิมที่ไม่มีเกษตรกรคนไหนอยากให้กลับไปอีก
นอกจากนี้ การขาดผลผลิตก็จะทำให้เกษตรกรที่ไม่สามารถผลิตพืชผลได้มีรายได้ลดลงเช่นกัน แม้ราคาจะเพิ่มขึ้น แต่ไม่มีสินค้าออกขาย จะยิ่งกลายเป็นการซ้ำเติมเกษตรกรมากขึ้นไปอีก







