posttoday
หนึ่งร้อยปีบ้านทุ่งยาว : ชุมชนจัดการตนเองกับนโยบายแบบประชารัฐ

หนึ่งร้อยปีบ้านทุ่งยาว : ชุมชนจัดการตนเองกับนโยบายแบบประชารัฐ

06 มกราคม 2559

เมื่อวันสุดสัปดาห์ก่อนสิ้นปี ผมมีโอกาสได้ไปร่วมงานฉลอง “หนึ่งศตวรรษ บ้านทุ่งยาว” ชุมชนที่เป็นต้นตำนานของ “ป่าชุมชนไทย” และอีกหลายๆ ประเทศในภูมิภาค

เมื่อวันสุดสัปดาห์ก่อนสิ้นปี ผมมีโอกาสได้ไปร่วมงานฉลอง “หนึ่งศตวรรษ บ้านทุ่งยาว” ชุมชนที่เป็นต้นตำนานของ “ป่าชุมชนไทย” และอีกหลายๆ ประเทศในภูมิภาค

บ้านทุ่งยาว อยู่ในเขต ต.ศรีบัวบาน อ.เมือง จ.ลำพูน คนรุ่นแรกได้อพยพหนีภัยความแห้งแล้งมาตั้งถิ่นฐานอยู่กับป่าเขาแห่งนี้ตั้งแต่ปี 2458 โดยไม่ย้ายไปไหน ที่สำคัญพวกเขาได้ต่อสู้กับภัยคุกคาม สามารถดูแลรักษาป่าและความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรเอาไว้ได้จนเป็นแบบอย่างมาถึงวันนี้

ความเชื่อ ของคนล้านนาโดยทั่วไปอย่างหนึ่ง คือเชื่อว่าที่บริเวณใดมี “น้ำจำ” หรือน้ำผุดขึ้นมาจากใต้ดิน ที่นั่นมี “ผี” คอยปกปักรักษาให้สรรพสิ่งตลอดจนทรัพยากรมีความอุดมสมบูรณ์ มีน้ำเพียงพอในการผลิตและบริโภค บันดาลให้ผู้คนมีความอยู่เย็นเป็นสุข ทุกๆ ปีชาวบ้านจึงทำพิธีกรรม “เลี้ยงผี” เพื่อแสดงความเคารพและตอบแทนบุญคุณ เขาเรียกว่าประเพณีเลี้ยงผีขุนน้ำ

เมื่อปี 2466 ระหว่างที่ช่วยกันขุดเหมืองส่งน้ำจากภูเขาลัดเลาะ 3 กิโลเมตรมาสู่ไร่นา ชาวบ้านพบตาน้ำผุดออกมาจากโคนต้นไม้ จึงประกาศกันว่าที่นี่เป็นป่าน้ำจำ มีอาณาเขต 60 ไร่ ห้ามจับจองเป็นที่ดินทำกิน ห้ามตัดไม้ทุกชนิดเพื่อรักษาไว้เป็นป่าต้นน้ำ ข้อห้ามนี้เป็นเสมือนกฎจารีตของชุมชน ซึ่งพวกเขาถือปฏิบัติสืบเนื่องกันมาอย่างเคร่งครัดจากรุ่นสู่รุ่น เขาเรียก “จารีตฮีตฮอย” ผมได้ไปเห็นเอกสารต้นฉบับเก่าแก่มากที่บรรพชนของพวกเขาได้บรรจงเขียนเอาไว้เป็นกฎหมายชุมชน น่าทึ่งเอามากๆ นอกจากนั้นเวลานี้พวกชาวบ้านได้ขยายพื้นที่การดูแลรักษาป่าต้นน้ำนี้ออกไปเป็น 80 ไร่ 800 ไร่ และ 2,500 ไร่ในปัจจุบัน

ค่านิยมแนวคิด ของชาวบ้านที่พบว่ามีอิทธิพลต่อเรื่องนี้ คือ “หน้าหมู่” หรือสมบัติส่วนรวม ที่ไม่ใช่คนใดคนหนึ่งเป็นเจ้าของ ในชุมชนจะมีของหน้าหมู่หลายอย่าง เช่น วัดวาอาราม เหมืองฝาย ป่าช้า ป่าชุมชน ฯลฯ ของหน้าหมู่จึงเชื่อมโยงกับความเป็นชุมชน สิทธิหน้าหมู่จึงเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิชุมชน

ปี 2517 ชาวบ้านจากตำบลข้างเคียงถูกชักชวนให้เข้าไปบุกรุกป่าน้ำจำ เพื่อจับจองปักหลักเป็นสวนลำไย ชาวบ้านทุ่งยาวพากันไปชุมนุมประท้วงที่ศาลากลางพร้อมประกาศว่า “ใครจะมาเอาป่าให้ข้ามศพคนทุ่งยาวไปก่อน” จนผู้ว่าราชการจังหวัดต้องคืนผืนป่าให้ตามเดิม

ปี 2532 รัฐบาลจะเอาพื้นที่นี้เป็นเขตวนอุทยานให้หน่วยราชการมาดูแลแทน ชาวบ้านทุ่งยาวภายใต้การนำของประธานกลุ่มแม่บ้านลุกขึ้นมาคัดค้านและเสนอต่อทางการว่า “ชาวบ้านจะดูแลป่าเอง  ขอให้นำงบประมาณของรัฐไปพัฒนาป่าเขาหัวโล้นที่อื่นๆ เสียเถิด” สุดท้ายกรมป่าไม้ได้ถอนตัวออกไป

มีประเด็นทางนโยบายที่อยู่ในวิสัยที่รัฐบาลและสังคมจะช่วยกันผลักดัน

1.ระบบสนับสนุนป่าชุมชน

เรื่องนี้มีสองแนวคิดแนวทางที่แตกต่าง แนวคิดหนึ่งเชื่อทฤษฎีว่าต้องไล่คนออกจากป่าต้นน้ำให้หมดเพราะอยู่ร่วมกันไม่ได้ ซึ่งปฏิบัติการทวงคืนผืนป่าแบบเด็ดขาดคือรูปธรรมหนึ่ง แต่อีกแนวคิดหนึ่งเชื่อว่าคนกับป่าอยู่ร่วมกันได้ กรณีบ้านทุ่งยาวและเครือข่ายป่าชุมชนอีกนับพันแห่งก็เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์เช่นกัน

ในสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เคยถกเถียงกันอย่างรุนแรงมาก แต่ในที่สุดก็ได้ทางออก โดยมีมติร่วมกันให้เสนอร่าง พ.ร.บ.ป่าชุมชนนอกเขตอนุรักษ์ พ.ศ. ... เพื่อต้องการให้เป็นเครื่องมือทางนโยบายในการพัฒนาระบบและโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนป่าชุมชน โดยในชั้นนี้จะปล่อยพื้นที่ในเขตอนุรักษ์ซึ่งมีปัญหาซับซ้อนมากเอาไว้ก่อน ในขณะเดียวกันก็ไม่ปิดกั้นการดูแลป่าชุมชนในเขตอนุรักษ์ส่วนที่มีอยู่เดิม นับว่าเป็นทางสายกลางที่ควรขับเคลื่อนต่อ

2.นโยบายประชารัฐ 1 บริษัท-1 ป่าชุมชน

ในขณะนี้มีป่าชุมชนที่ขึ้นทะเบียนกับทางราชการ 9,000 แห่ง ซึ่งล้วนอยู่นอกเขตอนุรักษ์ส่วนป่าชุมชนของชาวบ้านที่อยู่ในเขตอนุรักษ์ยังมีอีกร่วม 1,000 แห่ง ทั้งสองส่วนต่างมีกลไกของหน่วยงานรัฐและเอกชนเข้าไปสนับสนุนในระบบ Co-management และมีการพัฒนาศักยภาพอย่างเป็นระบบ ส่วนใหญ่จึงมีฐานข้อมูล พิกัดที่ตั้ง และขอบเขตพื้นที่ชัดเจน

รัฐบาลอาจกำหนดให้เป็นนโยบายประชารัฐ โดยเชิญชวนให้บริษัทในตลาดหลักทรัพย์และห้างร้านต่างๆ เข้าร่วมจับคู่กับชุมชนที่ดูแลรักษาป่าในลักษณะ 1 บริษัท 1 ป่าชุมชน ก็จะเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมและความภาคภูมิใจร่วมกัน 

3.กิจการธนาคารต้นไม้

แนวคิดเรื่องธนาคารต้นไม้เป็นนวัตกรรมทางเลือก เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนปลูกไม้ยืนต้นในที่ดินของตนเอง ในชุมชนหรือป่าเสื่อมโทรม และจัดทำฐานข้อมูลสมาชิกและต้นไม้ที่ดูแลรักษา เป็นการเพิ่มปริมาณต้นไม้นอกเขตป่า

ขณะนี้มีชุมชนที่เข้าร่วมกับ ธ.ก.ส. ทำธนาคารต้นไม้ 6,000 ชุมชน เขามีเป้าหมายปี 2563 จำนวน 2 หมื่นชุมชน ซึ่งคาดว่าจะมีต้นไม้ในโครงการ 1,000 ล้านต้น มูลค่าเฉลี่ยต้นละ 1,000 บาท จะมีมูลค่ารวม 1 ล้านล้านบาททีเดียว

ชุมชนบ้านทุ่งยาวตื่นตัวกันมากในเรื่องปัญหาโลกร้อน และเชื่อมั่นว่าป่าชุมชนของพวกเขาคือตัวดูดซับคาร์บอนที่มีประสิทธิภาพ  ศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ได้นำพาชาวบ้านทำการวิจัยสำรวจจำนวนต้นไม้และวัดขนาด ทำพิกัด นำข้อมูลมาคำนวณโดยใช้สมการของ Ogawa  พบว่าป่าชุมชนทุ่งยาวมีปริมาณคาร์บอน สะสมเฉลี่ย 17.6 ตัน/ไร่ ซึ่งสามารถกักเก็บคาร์บอน 22,795 ตัน/ปี ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 75,256 ตัน/ปี และปลดปล่อยออกซิเจนเท่ากับ 54,694 ตัน/ปี

เรื่องนี้เมื่อเชื่อมโยงกับคำประกาศจากเวทีสุดยอดผู้นำประเทศทั่วโลกที่ปารีส ที่จะตั้งกองทุนสนับสนุนประเทศและชุมชนท้องถิ่นที่ดูแลรักษาป่า พบว่าประเทศไทยยังต้องมีการพัฒนาระบบและเครื่องมือในการประเมินและวิธีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตให้มีความสะดวกและครบวงจรเพื่อรองรับ นี่คือส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจฐานรากตามนโยบายของรัฐบาลครับ

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ