posttoday
ตำนานความขัดแย้งในวงการสาธารณสุข (14)

ตำนานความขัดแย้งในวงการสาธารณสุข (14)

05 มกราคม 2559

ช่วงที่กระทรวงสาธารณสุขมีรัฐมนตรีหญิงเป็นเจ้ากระทรวง มีความขัดแย้งที่ปะทุเป็นข่าวครึกโครม 3 เรื่อง เรื่องแรกเป็นเรื่องรถพยาบาลฉาว อีก 2 เรื่องเกี่ยวกับโครงการคอมพิวเตอร์ 200 ล้านบาท กับ 900 ล้านบาท

ช่วงที่กระทรวงสาธารณสุขมีรัฐมนตรีหญิงเป็นเจ้ากระทรวง มีความขัดแย้งที่ปะทุเป็นข่าวครึกโครม 3 เรื่อง เรื่องแรกเป็นเรื่องรถพยาบาลฉาว อีก 2 เรื่องเกี่ยวกับโครงการคอมพิวเตอร์ 200 ล้านบาท กับ 900 ล้านบาท

เรื่องรถพยาบาล เกิดขึ้นโดยมีโครงการขอเงินจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เพื่อซื้อรถพยาบาลให้แก่โรงพยาบาลชุมชน 201 คัน ต่อมามีการอนุมัติงบกลางเพื่อพัฒนา 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้เพิ่มอีก 31 คัน รวมเป็น 232 คัน วงเงินรวม 464 ล้านบาท ซึ่งเป็นเรื่องดี แต่กลายเป็นเรื่องอื้อฉาวเพราะมีการล็อกสเปกหลายชั้น เพื่อให้สามารถซื้อได้จากบริษัทเดียว โดยล็อกทั้งรถและอุปกรณ์หลายชนิดซึ่งมีการกว้านซื้อไว้แล้ว เช่น ขนาดของเฝือกที่ใช้ปฐมพยาบาลผู้ป่วยกระดูกหัก ไฟกะพริบบนหลังคารถ เครื่องส่องกล่องเสียง ฯลฯ ทำให้ไม่มีทางที่บริษัทอื่นจะสามารถเข้ามาเป็นคู่แข่งได้

ชมรมแพทย์ชนบทได้ออกมาเปิดโปงเรื่องนี้ขณะที่มีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีสาธารณสุขเป็น ศ.นพ.สุชัย เจริญรัตนกุล จึงมีการแก้ไขสเปก ปลดล็อก ซึ่งทำได้ยากมาก เพราะล็อกไว้หลายชั้นดังกล่าวแล้ว แต่ในที่สุดก็ปลดล็อกได้จนหมด สามารถจัดซื้อได้ แต่ก็มีการ “รังควาน” ขัดขวางจากผู้เสียผลประโยชน์กล่าวหาฝ่ายปลดล็อกในลักษณะ “ขโมยร้องจับขโมย” นั่นคือตัวเองเป็นขโมยแต่โวยวายชี้ว่าคนอื่นเป็นขโมย เมื่อสามารถปลดล็อกและแก้เกมได้ ก็ขัดขวางต่อโดยการขอให้สำนักงานสลากกินแบ่งฯ ยกเลิกการสนับสนุนงบประมาณ กลุ่มแพทย์ชนบทจึงไปร้องเรียนต่อรัฐบาลจนคณะรัฐมนตรียืนยันให้การสนับสนุน และมีการเปิดประมูลสามารถจัดซื้อได้ โดยราคาต่ำกว่าวงเงินกว่า 56 ล้านบาท แต่กลุ่มผู้เสียผลประโยชน์ก็ยังตามขัดขวางต่อไป โดยการร้องเรียนกล่าวหา “จับผิด” กรรมการตรวจรับ จนต้องมีการสอบสวนยืดเยื้อต่อมา

เรื่องนี้รัฐมนตรีสาธารณสุข (ศ.นพ.สุชัย เจริญวัฒนกุล) ได้ส่งเรื่องไปทั้ง ป.ป.ช. สตง. ปปง. และอื่นๆ และชมรมแพทย์ชนบทได้จัดทำ “สมุดปกแดง” เปิดเผยการล็อกสเปกพร้อมแสดงเอกสารหลักฐานไว้อย่าง “จะจะ” ระบุชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องไว้ด้วย ถ้า ป.ป.ช.ทำงานอย่างมีธรรมาภิบาลก็ควรจะเอาคนผิดมาลงโทษได้โดยไม่ต้องรอให้ใครไปร้องเรียนกล่าวโทษเหมือนสมัยที่ยังเป็น ป.ป.ป. เพราะมีการแก้ไขกฎหมายให้ ป.ป.ช.สามารถหยิบยกเรื่องเช่นนี้ขึ้นมาไต่สวนได้

เรื่องนี้น่าจะยังไม่หมดอายุความ เพราะเหตุเกิดในช่วงปี 2547-2548 นี้เอง

เรื่องที่สอง เป็นเรื่องการจัดซื้อคอมพิวเตอร์ 200 ล้านบาท ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เรื่องนี้ นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ รู้ว่าผู้มีอำนาจเขาจะ “งาบ” กัน จึงไม่ “เอาคานเข้าไปสอด” ปล่อยให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้จัดซื้อ แต่ นพ.สงวน ใช้วิธีไปตั้งคณะอนุกรรมการตรวจรับของอย่างเข้มงวด

ปรากฏว่า มีการ “งาบ” กันจริงโดยได้ของคุณภาพต่ำมาก คณะอนุกรรมการตรวจรับของ สปสช.ที่มีถึง 8 คณะไม่ยอมตรวจรับ และเป็นข่าวครึกโครม เรื่องคลี่คลายโดย อนุทิน ชาญวีรกูล รมช.สาธารณสุข ได้รับมอบหมายจาก พินิจ จารุสมบัติ รมว.สาธารณสุขคนใหม่ให้เข้าไปดูแลแก้ไข พบว่าบริษัทที่รับทำซอฟต์แวร์ในนาม เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต้องเข้ามารับผิดชอบแก้ไข ทำงานนี้จนสามารถ “ส่งมอบงาน” ที่ได้มาตรฐานให้แก่ สปสช.ได้ เรื่องนี้ก็ยังไม่หมดอายุความ เพราะเหตุเกิดในช่วงปี 2547-2548 นี้เอง

เรื่องที่สาม เป็นโครงการเงินกู้ 900 ล้านบาท เพื่อทำระบบคอมพิวเตอร์ในกระทรวงสาธารณสุข เริ่มจากการล็อกบริษัทที่จะซื้อ จนมีการเปิดประมูลและลงมติเลือกได้แล้ว ต่อมามีการสั่งการให้ยกเลิกเพื่อให้ได้อีกบริษัทหนึ่ง มีการเปลี่ยนประธานกรรมการและดำเนินการจนกรรมการเสียงข้างมากให้ยกเลิก แต่มีกรรมการคนหนึ่งยืนยันไม่ยกเลิก เรื่องเป็นข่าวอื้อฉาวครึกโครม จนมีการตั้งกรรมการสอบสวน และแจ้งความดำเนินคดีกัน

มีการร้องไป ป.ป.ช. ซึ่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนสรุปว่ากรรมการเสียงข้างมากที่ให้ยกเลิกผิด แต่มีการร้องเรียนกล่าวหาประธานอนุกรรมการ ป.ป.ช.จนต้องมีการตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดใหม่พลิกคดีเป็นไม่ผิด หลังศาลชั้นต้นตัดสินจำคุกกรรมการเสียงข้างน้อยโดยไม่รอลงอาญาอย่างน่ากังขา ป.ป.ช.ก็เร่ง “รวบรัด” ทำการปิดคดีโดยสรุปยกข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยไม่รอผลคดีถึงที่สุดจากศาล

ก่อนปิดคดี มีการเผยแพร่คลิปเปิดโปงพฤติกรรมมิชอบของกรรมการ ป.ป.ช.คนสำคัญ ว่าภรรยาไปพัวพันการฉ้อโกง ท่ามกลางข่าวว่าคดีจะพลิกกลับ และก็พลิกกลับจริงๆ โดยกรรมการ ป.ป.ช.ท่านนั้นทำหน้าที่แก้ต่างให้ ทั้งๆ ที่คณะอนุกรรมการไต่สวนของ ป.ป.ช.ก็ทราบดีว่า คดีที่กรรมการเสียงข้างน้อยที่ถูกศาลชั้นต้นตัดสินจำคุกได้อุทธรณ์คดี และได้ส่งคำอุทธรณ์ต่อ ป.ป.ช.แล้ว นอกจากนั้น กรรมการท่านนั้นยังมีเทปบันทึกการสนทนาที่ตนถูกศาลเรียกไปเกลี้ยกล่อมให้กลับคำให้การแจ้งให้อนุกรรมการไต่สวนของ ป.ป.ช.ทราบแล้วด้วย

แต่ในที่สุด เรื่องก็โอละพ่อ เมื่อ ป.ป.ช.เร่งรัดปิดคดีไปก่อนที่ต่อมาศาลอุทธรณ์จะได้ตัดสินยกฟ้องกรรมการเสียงข้างน้อยคนนั้น ฝ่ายตรงข้ามฎีกา และศาลฎีกาก็พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์แล้ว

เรื่องนี้จึงมีข้อเคลือบแคลงมากมาย เหตุใดผลไต่สวนของคณะอนุกรรมการชุดแรกสรุปว่าผิด แต่เมื่อเปลี่ยนคณะอนุกรรมการไต่สวนใหม่ ผลจึงเป็นตรงกันข้ามทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกัน เหตุใด ป.ป.ช.
ไม่รอผลคดีให้ถึงที่สุดเสียก่อนทั้งๆ ที่ในปัจจุบันการพิจารณาคดีในชั้นอุทธรณ์และฎีกาค่อนข้างรวดเร็วแล้ว โดยคดีนี้ศาลอุทธรณ์พลิกคำตัดสินศาลชั้นต้น และศาลฎีกาก็ยืนตามศาลอุทธรณ์ และเหตุใดผู้เกี่ยวข้องในคดีที่ถูกปล่อยคลิปจึงมีบทบาทสำคัญในการพิจารณาคดี

ถ้าต้องการให้ประชาชนเชื่อมั่นใน ป.ป.ช. ป.ป.ช.ต้องทำความกระจ่างเรื่องนี้

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ