
ค่าบาทอ่อนยาว ตลอดปี 2559
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมขึ้นอย่างมากในตลาดเงินโลก ซึ่งธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 10 ปี ไปแล้ว 0.25% เมื่อกลางเดือน ธ.ค. และนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ในปี 2559 เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างแน่นอน แต่จะปรับอัตราเท่าไรและขึ้นไปสูงถึงระดับไหน คงขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจที่จะออกมาในแต่ละช่วงของการประชุมเฟด
แน่นอนว่า หากเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยย่อมทำให้มีภาวะเงินทุนไหลออกจากประเทศไทยด้วย แต่เงินทุนไหลออกจะรุนแรงหรือมากน้อยเพียงใดอาจจะคาดการณ์ลำบาก เพราะขึ้นอยู่กับตัวเลขเศรษฐกิจที่จะออกมา แต่ก็พอจะคาดการณ์ได้ว่า ภาพของการปรับดอกเบี้ยของเฟดและภาวะเงินทุนไหลออกจะกดดันให้เงินบาทมีทิศทางอ่อนค่าลงจากปีนี้เป็นแน่
และนอกจากค่าเงินบาทจะปรับอ่อนลงแล้ว ยังน่าจะมีความผันผวนมากขึ้นด้วย เพราะนอกจากจะมีปัจจัยในสหรัฐมามีผลต่อการเคลื่อนไหวของเงินบาทแล้ว อีกด้านไทยก็ยังมีแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว ซึ่งมีแนวโน้มว่าจีนอาจต้องมีมาตรการออกมาดูแลเศรษฐกิจและทำให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่าลงด้วย บวกกับเศรษฐกิจฝั่งยุโรปและญี่ปุ่นเองก็ยังไม่ฟื้นตัวดี จึงมีโอกาสที่ค่าเงินกลุ่มประเทศเหล่านี้จะฉุดให้เงินบาทอ่อนค่าลงไปด้วย
สถานการณ์เช่นนี้ส่งผลให้ค่าเงินบาทในปีหน้าจึงดูเหมือนอยู่ระหว่างกลางของภาพเศรษฐกิจสหรัฐที่ปรับดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และภาพเศรษฐกิจในฝั่งยุโรป ญี่ปุ่น และจีน รวมถึงเอเชียที่ชะลอและรอการฟื้นตัว ทำให้ปีหน้านอกจากเงินบาทจะมีทิศทางที่อ่อนค่าลงแล้ว ยังมีโอกาสที่จะผันผวนสูงขึ้นกว่าปีนี้ เพราะตลาดจะมีการคาดการณ์เป็นช่วงๆ ตามข้อมูลที่จะทยอยประกาศออกมา เช่น หากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐออกมาดี ตลาดก็จะคาดการณ์ว่าดอกเบี้ยจะปรับขึ้นหนุนให้เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่า ขณะเดียวกันก็กดให้เงินบาทอ่อนค่า แต่ถ้าช่วงไหนที่การประกาศข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐออกมาไม่ดี ก็จะกดให้เงินเหรียญสหรัฐกลับมาอ่อนค่าลง และทำให้เงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นเป็นช่วงๆ
ในเรื่องความผันผวนของค่าเงินบาทในปีหน้านั้น จันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มองว่า อาจจะยังคาดการณ์ลำบาก ขึ้นอยู่กับการสื่อสารของธนาคารกลางประเทศอุตสาหกรรมหลัก และความคาดหวังของนักลงทุนเกี่ยวกับทิศทางนโยบาย โดยการเคลื่อนไหวของค่าเงินก็คงเป็นไปตามปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยด้วย ซึ่งพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในเกณฑ์ดี
เนื่องจากเฟดมีกำหนดการประชุมทุกๆ 6 สัปดาห์ ตลาดก็จะพยายามคาดการณ์ว่าในการประชุมครั้งใดบ้าง ที่จะมีโอกาสของการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายครั้งต่อไป ซึ่งการคาดการณ์กับความเป็นจริงเช่นนี้ย่อมก่อให้เกิดความผันผวนในช่วงสั้น แม้ว่าในภาพรวมอาจจะไม่ได้ผันผวนมากกว่าหรือน้อยกว่าปีนี้
“แต่ความถี่ของเหตุการณ์ที่นักลงทุนเพ่งเล็งการประชุมเฟดแต่ละครั้งก็อาจจะทำให้เกิดความผันผวนในช่วงสั้นๆ ได้ ทุกฝ่ายจึงควรให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงทางการเงินให้ดีในปีหน้านี้” จันทวรรณ ระบุ
ทั้งนี้ ค่าความผันผวนของเงินบาทในปี 2557 เฉลี่ยตั้งต้นปีถึงปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 5.09% เพิ่มขึ้นจากปี 2557 ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4%
อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เห็นว่า ทิศทางค่าเงินบาทปีหน้าน่าจะปรับอ่อนค่าลงไปอยู่ที่ระดับ 38 บาท/เหรียญสหรัฐ จากปีนี้เคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 36-37 บาท/เหรียญสหรัฐ และจากภาพในปีหน้าที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังมีโอกาสที่จะติดลบต่อเนื่องจากปีนี้ที่เงินเฟ้อติดลบต่ำกว่ากรอบล่างที่ 1% ของกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 2.5% บวกลบ 1.5% หรือระดับ 1-4% จากระดับราคาน้ำมันที่ต่ำ จึงต้องจับตาดูว่าการดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท.จะเห็นการผ่อนคลายเงินทุนเคลื่อนย้ายไปต่างประเทศเพิ่มเติมจากปัจจุบัน เพื่อสนับสนุนให้ค่าเงินบาทอยู่ในทิศทางอ่อนค่าลงช่วยภาคการส่งออกของไทยหรือไม่
“และแม้ว่าสหรัฐจะขึ้นดอกเบี้ยก็ตาม แต่หลายๆ ประเทศเจอปัญหาความสามารถในการส่งออกลดลง จึงอาจจะต้องมีการลดค่าเงินเพื่อสนับสนุนความสามารถในการแข่งขัน โอกาสจะเห็นสงครามค่าเงินยังมี และทำให้เงินบาทเองก็มีโอกาสอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ต้องจับตาการทำนโยบายของ ธปท.ให้ดี ว่าอาจจะไม่ลดดอกเบี้ย แต่อาจจะใช้มาตรการผ่อนคลายเงินทุนเคลื่อนย้ายเพื่อสนับสนุนให้เงินบาทอ่อนค่าไปตามภูมิภาค เพื่อหนุนการส่งออกก็เป็นได้” อมรเทพ ระบุ
อย่างไรก็ดี ถึงค่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงแต่คงไม่ได้ช่วยให้ภาคการส่งออกไทยได้ประโยชน์มากนัก เพราะสินค้าส่งออกของไทยส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะราคาสินค้าเกษตรที่ต่ำลงตามราคาน้ำมันในตลาดโลก ดังนั้นถึงเงินบาทจะอ่อนค่าลง ทำให้ส่งออกได้ปริมาณเพิ่มขึ้นบ้าง แต่มูลค่าที่ได้รับกลับมาก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น เพราะของที่ส่งออกไปขายราคาถูกลง การอ่อนค่าลงของเงินบาทจึงไม่ทำให้ส่งออกโตจนหนุนให้เศรษฐกิจปีหน้าเติบโตได้ดีขึ้นมากอย่างที่หลายคนคาดฝัน
ขณะเดียวกัน ค่าเงินที่แกว่งตัวผันผวนยังทำให้ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับค่าเงินบริหารจัดการกำหนดราคาการซื้อขายสินค้ายากขึ้นด้วย และในภาวะที่เงินบาทผันผวนจึงทำให้เศรษฐกิจไทยในปีหน้ามีโอกาสผันผวนมากขึ้นตามไปด้วย
สำหรับในแง่ของผลกระทบเงินบาทอ่อน คงมีผลให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าและวัสดุอุปกรณ์การลงทุนในปีหน้าแพงขึ้น คนไทยทิ่นิยมของนอกต้องจ่ายแพงขึ้น หรืออาจทำให้ต้นทุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐบาลที่กำลังเร่งเดินหน้ามีต้นทุนการลงทุนที่สูงขึ้นอีก แต่ในแง่ผลกระทบจากการนำเข้าน้ำมันคงมีไม่มากนัก เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกยังอยู่ในระดับต่ำและมีแนวโน้มต่ำลงจากปีนี้ได้อีก ดังนั้นถึงไทยจะเป็นประเทศที่นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ก็ไม่ได้กระทบอะไรรุนแรง ดุลบัญชีเดินสะพัดปีหน้าก็ยังน่าจะเป็นบวกได้ จึงถือเป็นความโชคดีของเศรษฐกิจไทย
สรุปแล้ว ใครที่ต้องไปเกี่ยวข้องกับค่าเงินในปีหน้าต้องระวังให้มากขึ้น และควรเตรียมรับมือกับทิศทางการอ่อนค่าและผันผวนของเงินบาทให้ดี เป็นไปได้ต้องเตรียมการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเอาไว้ล่วงหน้า







