
เร่งลดความสับสน
ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข ประกาศว่านโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ “30 บาทรักษาทุกโรค” อาจมีปัญหา เนื่องจากทำให้ประเทศต้องแบกภาระงบประมาณสูง รวมถึงจะผลักดันให้มีการร่วมจ่ายโดยเร็ว ก็ได้สร้างความไม่มั่นใจให้กับประชาชนในทันที
ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข ประกาศว่านโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ “30 บาทรักษาทุกโรค” อาจมีปัญหา เนื่องจากทำให้ประเทศต้องแบกภาระงบประมาณสูง รวมถึงจะผลักดันให้มีการร่วมจ่ายโดยเร็ว ก็ได้สร้างความไม่มั่นใจให้กับประชาชนในทันที
ด้วยเพราะตลอดการดำเนินนโยบายนี้มา 14 ปี มีประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพหลายล้านครัวเรือน สำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุชัดว่า มีมากกว่า 1 แสนครอบครัว พ้นจากความล้มละลายจากการจ่ายค่ารักษาพยาบาล เพราะ 30 บาทรักษาทุกโรค
ขณะเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ ก็เพิ่งไปพูดโชว์กลางที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ที่สหรัฐ เมื่อวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา ด้วยความภาคภูมิใจว่าในฐานะไม่ใช่ประเทศร่ำรวย แต่ไทยเป็น “ผู้นำ” ในการดูแลสุขภาพประชาชนอย่างทั่วถึง ทำให้องค์การอนามัยโลกยกเป็นตัวอย่าง 1 ใน 2 ประเทศ ที่มีระบบหลักประกันสุขภาพที่ดีที่สุดในโลก
สิ่งที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขต้องทำความเข้าใจมากยิ่งขึ้นก็คือ โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นการลงทุนดูแลคุณภาพชีวิตประชาชนโดยรัฐให้ได้รับบริการด้านสาธารณสุขอย่างเท่าเทียม
โดยประชาชนทุกคน “ร่วมจ่าย” ผ่านระบบภาษี เข้าสู่ระบบงบประมาณ และรัฐนำเงินภาษีไปบริหารผ่านกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ดูแลผู้มีสิทธิร่วม 48 ล้านคน
แน่นอนนโยบายนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ แต่ต้องเข้าใจปรัชญาการก่อกำเนิดที่ว่า หากประชาชนทุกคนได้รับการบริการสาธารณสุขที่เท่าเทียม ประชาชนจะมีสุขภาพที่ดี ซึ่งจะเพิ่มศักยภาพและโอกาสในการพัฒนาประเทศให้ดีขึ้นด้วย
อย่างไรก็ตาม 30 บาทรักษาทุกโรค ไม่ใช่นโยบายที่สมบูรณ์แบบในทางปฏิบัติ แม้ประชาชนจำนวนมากจะได้ประโยชน์ แต่บุคลากรในระบบสาธารณสุขอีกจำนวนหนึ่งก็กล่าวโทษว่าโครงการนี้เป็นสาเหตุการล้มละลายในโรงพยาบาลรัฐ
โดยเฉพาะภายหลังประเทศเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์แบบในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
แต่กระนั้น เป็นเรื่องดี หากรัฐบาลจะใช้โอกาสนี้สร้างการถกเถียงหาทางออก อันจะนำไปสู่การสร้างระบบหลักประกันสุขภาพที่ยั่งยืน จะจัดสรรงบประมาณรูปแบบใด หากจะต้องร่วมจ่ายโดยประชาชนจะใช้อัตราใด ใครต้องเป็นผู้ร่วมจ่าย ฯลฯ
แต่หลักการสำคัญเมื่อประเทศไทยผ่านระบบการใช้บัตร “อนาถา” เพื่อการรักษาฟรีมาแล้ว ก็ไม่ควรจะกลับไปใช้รูปแบบเดิมอีก
เมื่อรัฐบาลยืนยันจะไม่ยกเลิกนโยบาย ก็ถึงเวลาที่จะต้องเร่งสะสางปัญหานี้เพื่อลดความสับสน คลายความกังวลใจแก่ผู้รับบริการ โดยยืนบนหลักการประชาชนต้องได้รับประโยชน์สูงสุด ไม่เกิดภาวะล้มละลายจากการจ่ายค่ารักษาพยาบาลขึ้นในอนาคต







