
สิทธิเสรีภาพ-จริยธรรมสำคัญไฉน กับการปฏิรูปประเทศ?
โดย...พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร
โดย...พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร
ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน ได้มีบันทึกขอรับการสนับสนุน ข้อมูล ความดิดเห็นในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อประกอบการศึกษา วิเคราะห์ จัดทำแนวทาง แผนการปฏิรูป โดยผ่าน รศ.ประเสริฐ ศีลพิพัฒน์ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มาถึงผู้เขียน วันก่อน
นับว่าเป็นสิ่งน่ายินดีที่ได้มีโอกาสร่วมคิด ร่วมสร้าง ข้อมูล ความคิดเห็น เพื่อเป็นทิศทางในการปฏิรูปกฎหมายต่างๆ ให้สอดคล้องกับ “หลักคิด” ของรัฐบาลที่ปรารถนาให้มีการปฏิรูปบ้านเมืองให้ดีขึ้น และกฎหายอันเหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน
เมื่อได้อ่านข้อความในบันทึก ปรากฏว่ามีประเด็นสำหรับการแสดงความคิดเห็นมากมายหลายเรื่องด้วยกัน ในที่นี้ ผู้เขียนจึงขอหยิบยกเฉพาะ เรื่องในหัวข้อ 4.2.8 “การแก้ไขหรือยกร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม” ที่เห็นว่าเป็นประเด็นสำคัญต่อการปฏิรูปขึ้นมาพิเคราะห์แสดงความเห็นเป็นประการแรก
โดยเห็นว่า สิ่งสำคัญที่สุดในการปฏิรูปให้ประเทศได้เจริญรุ่งเรืองตามนานาอารยประเทศ ก่อนสิ่งใดๆ สิ่งนั้นก็คือ...การปฏิรูปทรัพยากรมนุษย์ หรือการพัฒนา “คน” ให้มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ ความสามารถ ความรอบรู้ มีคุณธรรมและจริยธรรม รู้จักปฏิบัติประพฤติตัวอยู่ในกรอบที่ดีงาม รู้จักสิทธิหน้าที่ในการเคารพกฎหมาย ซึ่งเป็นเงื่อนไขหนึ่งเพื่อจะได้รับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพตามกฎหมายอย่างเท่าเทียมกันในที่สุด
การเน้นให้มีการปฏิรูปผู้คนในสังคมให้ตระหนักถึงสิทธิเสรีภาพตามกฎหมายอย่างถ่องแท้ พร้อมกับการเน้นย้ำให้ประชาชนในชาติอยู่ในกรอบแห่งคุณธรรมจริยธรรม จึงเป็นหน้าที่ที่มิอาจมองข้ามของกรรมาธิการชุดนี้ เพราะ...ความมั่นคงของกฎหมายมิได้ขึ้นอยู่กับสถานะความเป็นกฎข้อบังคับของสังคมอย่างเดียว (แม้จะแก้ไขกฎหมายให้ดีอย่างไรก็ตาม) แต่ความมั่นคงของกฎหมายที่มีบทบังคับกับคนทั่วไปนั้น แท้จริงแล้ว ย่อมต้องขึ้นอยู่กับการยอมรับและปฏิบัติตามด้วยความบริสุทธิ์ใจของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐต้องรณรงค์ให้ประชาชนทุกคนมีความรู้เข้าถึงการมีสิทธิเสรีภาพของบุคคล บทบาท หน้าที่ต่อผู้อื่น ตลอดจนการรู้จักสำนึกใน “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ตามรัฐธรรมนูญเป็นสำคัญ
ทั้งนี้ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ปี 2557 ยังได้บัญญัติสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทยในมาตรา 4 ว่า ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพและความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทย ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้
จะเห็นได้ว่า แม้รัฐธรรมนูญจะให้ความสำคัญในสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน จึงต้องให้ความเคารพในความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน
ฉะนั้นเมื่อได้รับสิทธิเสรีภาพ หรือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกันแล้ว ก็ย่อมต้องไม่ใช้สิทธิเสรีภาพของตนไปละเมิดสิทธิของผู้อื่นเป็นอันขาด
รัฐบาลเป็นผู้มีหน้าที่รักษาความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงมีเหตุผลจำต้องใช้มาตรการบางอย่างในการจำกัดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานบางประการของประชาชน ยกตัวอย่างอาทิ รัฐย่อมจะต้องดำเนินคดีและลงโทษจำคุกบุคคลที่ก่ออาชญากรรม ซึ่งถือว่าเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคล โดยอาศัยเหตุผลในการรักษาความสงบเรียบร้อยและเป็นการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนส่วนรวม เป็นต้น
แต่...ในทางกลับกัน รัฐก็ไม่อาจกระทำการใดๆ ที่มีลักษณะเป็นการลดละคุณค่าและศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ได้ตามอำเภอใจ โดยไม่มีตัวบทกฎหมายรองรับ เนื่องด้วยมีรัฐธรรมนูญบัญญัติคุ้มครองสิทธิเสรีภาพไว้นั่นเอง
อุทาหรณ์...ปรากฏการณ์ตามหนังสือพิมพ์หรือสื่อต่างๆ เรามักจะเห็นภาพตำรวจนำผู้ต้องหาหรือจำเลยทั้งที่ยังมิได้ผ่านการพิพากษาตัดสินหรือพิสูจน์ความจริงจากศาล ออกแถลงข่าวจนเป็นภาพข่าวที่ครึกโครมดังไปทั่วประเทศอยู่บ่อยครั้ง
จึงเกิดประเด็นน่าศึกษาว่า การที่สื่อสารมวลชนร่วมกับตำรวจนำผู้ต้องหาไปออกข่าวพร้อมกับการแสดงบทการกระทำในการสารภาพผิดต่อหน้าผู้คนที่เสพสื่อจำนวนมากนั้น จะเป็นการเข้าข่ายการทำลายสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานหรือไม่? รวมทั้งการกำหนดให้มีโทษถึงขั้นประหารชีวิตนั้น ในสายตาของนานาอารยประเทศ จะมองประเด็นทั้งสองคือทั้งระบบสื่อสารมวลชนและระบบศาลของไทยอย่างไร? ซึ่งเป็นประเด็นแหลมคมที่ กมธ.ชุดนี้ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ
ดังนั้น ตราบใดที่ประชาชนคนในชาติไม่ได้รับการปฏิรูปให้มีคุณภาพ รู้จักสิทธิเสรีภาพและหน้าที่ต่อผู้อื่น พร้อมกับประพฤติตนอยู่ในระบบคุณธรรมจริยธรรม หรือมีการปฏิรูประบบสื่อสารมวลชนให้เป็นระบบสากลแล้ว แม้จะแก้ไขกฎหมายกี่ฉบับก็ไม่อาจบรรลุผล ตามที่ คสช.ซึ่งมีความหวังดีต่อประเทศคาดหวังไว้
ฉะนั้น นอกจากการปฏิรูประบบสื่อและศาลซึ่งเป็นเรื่องสำคัญไม่น้อยแล้ว อีกด้านหนึ่งก็ควรเน้นการส่งเสริมให้ความรู้ในเรื่องสิทธิเสรีภาพ ตลอดจนหน้าที่ของพลเมืองดี พร้อมกับการปลูกฝังจิตสำนึกให้ประชาชนตั้งมั่นอยู่ในจริยวัตรอย่างเคร่งครัด คือ...สามารถควบคุมกาย วาจา ใจ อยู่ในกรอบที่ดีงาม ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น มีความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองและปฏิบัติจนเป็นนิสัย มีนิสัยใฝ่หาความรู้ ทักษะ รู้จักคิด รู้จักวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ มีระเบียบวินัยในการทำงาน มานะพากเพียร อดทน ประหยัดและรู้จักใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ มีความซื่อสัตย์ มีวินัย เคารพกฎกติกาของสังคม รับผิดชอบต่อสังคมและสร้างความเสมอภาคและความเป็นธรรมในสังคม โดยเฉพาะรู้จักสิทธิ หน้าที่ รู้จักการทำงานเป็นหมู่คณะ มีความรักสามัคคีและการเสียสละ และรู้จักการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธีอย่างมีหลักการและเหตุผล ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมจริยธรรม ตามข้อกำหนดเป้าหมายของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) จึงเป็นบทบาทหน้าที่ที่ของ กมธ.แสวงหาข้อสรุป
หลวงตาปัญญาดี ได้กล่าวไว้ว่า...“ตัวเรานี้แหละสำคัญมากที่สุด ในการปราบสิ่งชั่วต่างๆ เราต้องปราบตัวเองก่อน คนอื่นเอาไว้ที่หลัง ถ้าหากแก้ตัวเราให้สำเร็จ เหตุการณ์ทั้งหลายก็จะดีขึ้น
บางคนอาจจะแย้งว่า การแก้คนเป็นเรื่องลำบาก เพราะธรรมดาของคนนั้นเปลี่ยนได้ยาก หรืออาจเปลี่ยนไม่ได้เลย ความคิดนี้เป็นความคิดที่ผิดพลาดมาก และไม่ตรงตามหลักธรรมชาติของคน ความจริงนั้นธรรมชาติของคนเป็นเรื่องที่แก้ไขได้ ทำให้ดีก็ได้ ทำให้ชั่วก็ได้ สุดแล้วแต่เหตุการณ์ คนเราทุกคนเกิดมาใหม่ๆ นั้น ยังไม่มีนิสัยโน้มเอียงไปทางใดเลย แต่เพราะได้อยู่กับสิ่งแวดล้อม มีบิดามารดาบ้าง นิสัยสันดานก็เปลี่ยนไปในสิ่งแวดล้อมที่อำนวยให้ คนที่เป็นคนชั่วก็เพราะถูกความชั่วชักจูงไป ความดีและความชั่วทั้งหมด จึงขึ้นอยู่กับการกระทำของตนโดยแท้”
ผู้เขียนจึงเกิดมุมมองว่า...การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศให้เจริญรุดหน้านั้น สิ่งแรกรัฐบาลต้องปฏิรูป คือ...ทัศนคติ อุปนิสัยของคนในชาติให้รู้จักสิทธิและหน้าที่ ดำรงตนอยู่ภายใต้ระบบคุณธรรมจริยธรรมอย่างเคร่งครัดให้สัมฤทธิผลตามทฤษฎีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้จงได้เป็นประการแรก!
เพราะ...กฎหมายบ้านเมือง จะไร้ความหมาย หากปราศจากประชาชนที่มีคุณภาพ...นั่นเอง?!







