
ตำรวจชงปฏิรูปตัวเอง ขอตั้งผบ.-ป้องการเมืองแทรก
ท่ามกลางกระแสกดดันให้มีการปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ล่าสุดทาง สตช.ได้ทำความเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูป
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ท่ามกลางกระแสกดดันให้มีการปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ล่าสุดทาง สตช.ได้ทำความเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปตำรวจและกระบวนการยุติธรรมมายังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้
1.ประเด็นทั่วไปเกี่ยวกับการปฏิรูปองค์กรตำรวจ การบัญญัติเรื่องการปฏิรูปไว้ในรัฐธรรมนูญเพียงหน่วยงานเดียวเป็นการเลือกปฏิบัติหรือไม่ หน่วยงานราชการต่างๆ มีการบัญญัติไว้หรือไม่ ทั้งๆ ที่หลายหน่วยงานมีปัญหามากมาย หากจำเป็นและต้องการบัญญัติเรื่องการปฏิรูปตำรวจลงในรัฐธรรมนูญแล้วเห็นว่าควรมีข้อความกว้างๆ ดังนี้ “ปฏิรูปตำรวจให้เป็นตำรวจของประชาชนอย่างแท้จริง สามารถอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนด้วยความเสมอภาค ปราศจากการแทรกแซงจากอำนาจต่างๆ”
2.การโอนภารกิจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่มิใช่ภารกิจหลักของตำรวจไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ภารกิจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่มีอยู่ทุกวันนี้ก็มีการจัดตั้งขึ้นมาตามหน้าที่ที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 มีการจัดตั้งขึ้นตามหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายการรักษาความสงบเรียบร้อย และการป้องกันปราบปรามการอาชญากรรมทุกหน่วยงาน เห็นควรให้มีอยู่คงเดิมโดยไม่ต้องโอนภารกิจไป ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ดำเนินการทางงานอำนวยการและการสนับสนุนทางงบประมาณเท่านั้น
3.การกำหนดมาตรการเพื่อป้องกันการแทรกแซงของฝ่ายการเมืองในกระบวนการยุติธรรม ควรกำหนดให้มีการเลือกตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจากข้าราชการตำรวจที่มียศตั้งแต่พลตำรวจโทขึ้นไป โดยผู้มีสิทธิคัดเลือกให้มาจากข้าราชการตำรวจยศพันตำรวจโทขึ้นไป เพื่อให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติปลอดจากการเมืองในทุกระดับชั้น และการปลดผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติก่อนเกษียณ ก็ต้องผ่านการลงคะแนนจากผู้มีสิทธิลงคะแนนเท่านั้น นอกจากนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติควรแยกออกจากการเมืองโดยเด็ดขาด โดยประธานคณะอนุกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ตลอดจนคณะกรรมการจะต้องเป็นข้าราชการตำรวจหรืออดีตข้าราชการตำรวจเท่านั้น
ควรมีมาตรการป้องกันการแทรกแซงทางการเมือง มาตรฐานการแต่งตั้งโยกย้าย การแต่งตั้งผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติควรกระทำเป็นรูปแบบของคณะกรรมการภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เช่นเดียวกับศาล อัยการ กระทรวงกลาโหม โดยฝ่ายการเมืองเพียงกำหนดนโยบายมาให้ดำเนินการเท่านั้น
4.การกำหนดเกณฑ์มาตรฐานการแต่งตั้งหรือย้ายข้าราชการตำรวจให้เป็นไปตามหลักคุณธรรม ควรมีหน่วยงานตรวจสอบเกี่ยวกับเรื่องการแต่งตั้งหรือย้ายข้าราชการตำรวจโดยเฉพาะ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับข้าราชการทุกระดับ และควรให้การแต่งตั้งโยกย้ายสามารถดำเนินการได้ โดยยึดหลักความถูกต้องและยุติธรรม โดยลดขั้นตอนความยากลำบากและอุปสรรคต่างๆ
5.การกระจายอำนาจการบริหารงานตำรวจไปสู่ระดับจังหวัด และสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในกิจการตำรวจ ให้มีการกระจายอำนาจการบริหารงานตำรวจไปสู่ระดับจังหวัด เนื่องจากสภาพปัญหาของแต่ละจังหวัดแตกต่างกัน ผู้บริหารของจังหวัดย่อมทราบและเข้าใจสภาพปัญหาต่างๆ และสามารถนำปัญหาต่างๆ มาแก้ไขได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากกว่าส่วนกลาง และให้อำนาจผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด แต่งตั้งข้าราชการตำรวจและบริหารจัดการงบประมาณได้เอง
6.การปรับระบบงานสอบสวนให้เป็นอิสระ และให้พนักงานอัยการ ผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอมีอำนาจการสอบสวนร่วมกับหน่วยงานด้านการสอบสวน ในกรณีที่ประชาชนร้องขอความเป็นธรรม การปรับระบบงานสอบสวนให้ความเป็นอิสระนั้นเป็นไปได้ยาก เพราะงานสืบสวนและงานสอบสวนต้องทำงานสอดประสานกัน ในการสืบสวนติดตามจับกุมผู้กระทำความผิด ตลอดจนการสืบหาพยานหลักฐานที่ใช้ในการกระทำความผิด หากการสอบสวนแยกเป็นอิสระจะทำให้พนักงานสอบสวนรับภาระมากขึ้น อันอาจเกิดผลเสียต่อการปฏิบัติหน้าที่ได้
7.การปรับระบบงานด้านนิติวิทยาศาสตร์ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้มีความเป็นอิสระและมีประสิทธิภาพ เห็นด้วยกับการปรับปรุงระบบงานด้านนิติวิทยาศาสตร์ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้มีประสิทธิภาพ แต่ไม่เห็นด้วยกับการใช้คำว่าให้มีความเป็นอิสระ เพราะหน่วยงานตำรวจต้องมีการกำกับดูแลเป็นระบบอยู่แล้ว และเจ้าหน้าที่ด้านนิติวิทยาศาสตร์เป็นบุคลากรที่มีความเป็นวิชาชีพ ไม่มีผู้ใดสามารถไปสั่งการให้กระทำผิดกฎหมายได้ หากทำผิดกฎหมายจะต้องถูกดำเนินคดีทุกราย
8.ระบบบริหารงานบุคคลที่ยึดหลักความรู้ความชำนาญเฉพาะทาง การทำงานของตำรวจต้องมีความสามารถในการบูรณาการความรู้ต่างๆ มาดำเนินการตามภารกิจต่างๆ เช่น เจ้าหน้าที่ฝ่ายปราบปรามก็ต้องมีความรู้ด้านงานสอบสวน เช่นเดียวกับพนักงานสอบสวน แต่ทักษะอาจแตกต่างกัน
9.ข้อเสนอในประเด็นอื่นๆ กรณีนักการเมืองกระทำความผิดหรือทุจริต ให้พิจารณายึดทรัพย์ในทุกกรณี นอกจากดำเนินคดีตามกฎหมาย ควรตัดสิทธิการสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต ส่วนสิทธิในการเลือกตั้งยังคงอยู่ และควรบัญญัติให้องค์กรอิสระองค์กรใดองค์กรหนึ่งดำเนินการกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติที่ได้กระทำความผิดเสียเอง
ข้อเสนอทั้งหมดนี้จะได้รับการสนองตอบจาก กรธ.แค่ไหน ต้องติดตามอย่ากะพริบตา







