
เขียนอะไร?
เขียนบทความพินิจการเมืองให้โพสต์ทูเดย์มาหลายปี เพิ่งจะมีคนถามว่าเอาอะไรมาเขียนได้ทุกเดือนๆ
โดย...ศุภมิตร ปิติพัฒน์
เขียนบทความพินิจการเมืองให้โพสต์ทูเดย์มาหลายปี เพิ่งจะมีคนถามว่าเอาอะไรมาเขียนได้ทุกเดือนๆ ที่จริงเดือนละบทนี่ถือว่ายังน้อยมาก มือฉมังจริงๆ เขาเขียนกันเดือนละเป็นสิบ จึงขอถือโอกาสใช้เดือนส่งท้ายปีเก่าที่ไม่ควรเขียนอะไรเคร่งเครียดนัก ตอบให้เห็นว่าสังคมศาสตร์เขียนอะไร คิดว่าคงเป็นประโยชน์กว่าที่จะมาเล่าเรื่องของคนเขียนเอง
งานของนักสังคมศาสตร์คือการตั้งคำถามและผลิตคำอธิบาย พูดอย่างนี้แล้วไม่รู้ว่าจะทำให้นักสังคมศาสตร์น่าเบื่อ หรือน่าสนใจยิ่งขึ้นสำหรับท่านผู้อ่านที่ไม่คุ้นเคยกับพวกเรา แน่นอนว่าไม่ใช่พวกเราจะชำนาญการตั้งและตอบคำถามทุกประเภท คำถามประเภทว่าอะไรจะเกิดไหม แล้วถ้าเกิด เกิดขึ้นเมื่อไหร่แน่ เรายังตอบกันได้ไม่ค่อยจะถูก หรือบางทีเกิดอย่างที่พวกเราคาดไว้ แต่ก็ไม่ได้เป็นเพราะเหตุตามที่เราอธิบาย หนังสือพิมพ์บางประเทศจึงนิยมลงคำทำนายของโหรมากกว่าการคาดการณ์ของนักสังคมศาสตร์
คำถามแม่บท 2 ประเภทที่นักสังคมศาสตร์ชอบถามเพื่อเสนอคำอธิบาย คือคำถามว่าทำไม กับคำถามว่าอย่างไร คำถามแบบแรกมุ่งหาสาเหตุของปรากฏการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้น ว่าอะไรเป็นเงื่อนไข อะไรเป็นปัจจัยผลักดันที่ก่อให้เกิดเหตุเรื่องหนึ่งๆ ขึ้นมา คำถามแบบที่ 2 มุ่งอธิบายกลไกต่างๆ ทางสังคม เช่น กองทัพ รัฐบาล สภา วิธีเลือกตั้ง กลุ่มผลประโยชน์ สื่อ ฯลฯ ว่าแต่ละส่วนทำงานอย่างไร และทำงานสร้างผลส่งผลต่อกันอยู่อย่างไร ภายใต้เงื่อนไขที่เป็นอยู่และเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง
การเขียนเกี่ยวกับเงื่อนไขและสาเหตุของปรากฏการณ์ทางสังคม หรือการเขียนอธิบายให้เห็นว่ากลไกทางสังคมแบบต่างๆ ทำงานสร้างผลและส่งผลต่อกันถึงกันอย่างไร นักสังคมศาสตร์มีทางคิดทางเขียนอยู่ต่างๆ กัน ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับว่าจะเลือกพิจารณาที่ไหน บางคนชอบมองที่ตัวคน และการคิด การตัดสินใจเลือก การตอบสนองของตัวบุคคลแต่ละคนในสถานการณ์ที่เขาหรือเธอเผชิญอยู่ และแม้ต้องเขียนถึงเรื่องที่เป็นผลรวมของการกระทำของคนจำนวนมาก เช่น ค่านิยมและบรรทัดฐานทางสังคม การชุมนุมประท้วงหรือจลาจลก็จะเขียน จะหาทางทำความเข้าใจและอธิบายพฤติกรรมที่เป็นผลรวมเหล่านั้น โดยพิจารณาที่แรงผลักดันจูงใจของตัวบุคคลในระดับปัจเจกเป็นจุดตั้งต้น
ในอีกทางหนึ่ง นักสังคมศาสตร์บางคนจะถนัดมองไปที่องค์ประกอบต่างๆ ที่ตีกรอบหรือวางเงื่อนไข ไม่ว่าจะเป็นกรอบหรือเงื่อนไขที่ส่งผลบีบบังคับ เปิดโอกาส ตั้งข้อจำกัด กระตุ้น ผลักดัน หรือโน้มน้าวให้คนที่อยู่ในโครงสร้างของกรอบหรือเงื่อนไขเช่นว่านั้นมีการกระทำ มีแบบแผนการตอบสนองหรือแสดงออก มีความคิดความเชื่อและพฤติกรรมตามรูปแบบหนึ่งๆ
ถ้าใช้เรื่องก่อการร้ายมาเป็นตัวอย่าง นักสังคมศาสตร์ที่มองที่ตัวคน มองที่การคิดการตัดสินใจเลือกของคน จะทำความเข้าใจคนที่เลือกใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือบรรลุเป้าหมายทางการเมือง จากการหาทางเข้าใจความคิดความเชื่อ ภาวะทางจิตใจและอารมณ์ ภาพความเข้าใจเกี่ยวกับตนเองและกลุ่มของตนและของศัตรู วิธีใช้เหตุผลในเชิงเครื่องมือ การคิดเกี่ยวกับเป้าหมายของคนเหล่านี้ ในขณะที่นักสังคมศาสตร์อีกฝ่ายหนึ่งจะเน้นไปที่ปัจจัยเชิงโครงสร้างที่เปิดโอกาสให้การใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือนั้นไม่เพียงแต่เป็นไปได้ แต่ยังเป็นเครื่องมือที่น่าเลือกใช้ และเมื่อใช้แล้ว เป็นเครื่องมือที่สามารถก่อผลกระทบกระเทือนสูง
เช่นเดียวกัน นักสังคมศาสตร์ที่มองที่ตัวคน จะใส่ใจกับการศึกษาสิ่งเร้าอันเกิดจากการคุกคามหรือสร้างความหวาดหวั่นด้วยความรุนแรงหรือข่มขู่ด้วยการใช้กำลัง ว่าแบบไหนในลักษณะไหนที่จะทำให้คนที่ถูกคุกคามมีการตอบสนองในลักษณะใดออกมา จะ Freeze, Flight หรือ Fight ในขณะที่นักสังคมศาสตร์อีกฝ่ายจะพิจารณาว่าการก่อการร้ายที่เกิดขึ้น ส่งผลเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทางสังคมไปในทางที่ปิดกั้นทางเลือกไหน และเปิดความเป็นไปได้แบบใดออกมา ทั้งในเชิงนโยบายและแบบแผนปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
นอกเหนือจากพวกที่จับเรื่องคนที่เป็นผู้กระทำการกับพวกที่จับเรื่องโครงสร้างที่วางกรอบวางเงื่อนไข ในการสร้างความเข้าใจและอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมแล้ว นักสังคมศาสตร์บางพวกยังให้ความสำคัญกับกลไกที่เป็นตัวกระตุ้นปฏิกิริยาให้เกิดผลบางอย่างต่อวิธีคิดและแรงจูงใจของคน
เช่น ถ้าถามว่าโซเชียลมีเดียส่งผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างไร นักสังคมศาสตร์กลุ่มหลังนี้จะสนใจว่ากลไกกระตุ้นปฏิกิริยาแบบใดทำงานอยู่ในหมู่ผู้ที่เล่นโซเชียลมีเดีย พวกเขาจะค้นหาว่าคนที่แอ็กทีฟทางการเมืองในโลกของโซเชียลมีเดียจะกระตุ้นให้เขาเคลื่อนไหวทางการเมืองในบริบทอื่น เช่น ในที่ทำงาน หรือพื้นที่สาธารณะหรือไม่ (Spillover Mechanism) หรือเพราะว่าเมื่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองภายนอกถูกจำกัด โซเชียลมีเดียจึงเป็นพื้นที่ที่ใช้เคลื่อนไหวแสดงออก (Compensation Mechanism) หรือเมื่อได้แสดงออกได้ระบายอย่างเต็มที่ในโซเชียลมีเดียแล้ว ก็เหมือนได้ปลดปล่อยและจึงไม่ออกมาเคลื่อนไหวข้างนอกอีก (Satiation Mechanism)
อีกไม่นานคงรู้ว่ากลไกแบบไหนกำลังทำงานอยู่







