posttoday
ร่างรัฐธรรมนูญปมร้อนเขย่าคสช.

ร่างรัฐธรรมนูญปมร้อนเขย่าคสช.

25 ธันวาคม 2558

คืบหน้าไปกว่า 60% แล้วสำหรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่​ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คืบหน้าไปกว่า 60% แล้วสำหรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่​ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เป็นหัวเรือสำคัญในการจัดวางกรอบกติกาสูงสุดของประเทศ โดยมีเส้นตายต้องส่งร่างสุดท้ายให้กับรัฐบาลในวันที่ 30 มี.ค.​ 2559 ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์แสดงความเป็นห่วงในเนื้อหาหลายประเด็น ซึ่งหากไม่มีคำอธิบาย​ถึงที่มาที่ไป และวัตถุประสงค์อย่างชัดเจนแล้ว อาจทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่เป็นที่ยอมรับและกลายเป็นชนวนความขัดแย้งต่อไปในอนาคต

ตัวอย่างที่ผ่านมาร่างรัฐธรรมนูญฉบับ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ก็เคยถูกต่อต้านในหลายจุด สุดท้ายก็มีอันต้องถูกคว่ำในชั้นที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จนทำให้โรดแมปที่วางไว้ต้องถอยร่นออกไป

แถมยังกลายเป็นแรงกดดันที่ทำให้การทำงานของ กรธ.ลำบากมากขึ้น เพราะหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังไม่เป็นที่ยอมรับ หรือสุดท้ายไม่ผ่านประชามติ นอกจากจะทำให้เกิดความวุ่นวายแล้ว อีกด้านยังกระทบไปถึงเสถียรภาพของ คสช.ในช่วงปลายโรดแมปที่เหลืออีกแค่ปีกว่า ​

ดังจะเห็นสัญญาณที่ผ่านมา เมื่อ กรธ.พยายามอุดช่องโหว่ปรับแก้จุดอ่อนที่เคยถูกถล่มในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้ว เพื่อไม่ให้ย้อนกลับมาเป็นปัญหาในร่างรัฐธรรมนูญชุดนี้อีกครั้ง

แต่ทว่าแม้จะมีการปรับแก้เนื้อหาแล้วแต่บางประเด็นก็ยังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อยู่ดี เริ่มตั้งแต่เรื่องระบบเลือกตั้งที่เปลี่ยนจาก “สัดส่วนผสม” มาเป็น “จัดสรรปันส่วนผสม” ใช้การลงคะแนนระบบเขตบัตรเดียว นอกจากจะชี้วัดเก้าอี้ สส.ระบบเขต แล้วยังนำคะแนนดังกล่าวมาคำนวณเป็น สส.ระบบสัดส่วนด้วย

จุดเด่นระบบนี้อยู่ตรงที่ทุกคะแนนไม่สูญเปล่า แม้แต่คะแนนคนแพ้เลือกตั้งก็จะนำมาคำนวณใหม่ในระบบสัดส่วน และทำให้ความเบี่ยงเบนของคะแนนในอดีตที่บางพรรคได้ที่นั่งเกินคะแนนรวมหายไป

แต่อีกด้านหนึ่งกลับถูกโจมตีว่าเป็นการตัดสิทธิของประชาชน​ จากเดิมที่ได้เลือกทั้งระบบเขตและระบบสัดส่วน โดยเฉพาะในกรณีที่การเลือกตั้งระบบเขตและระบบสัดส่วนมาจากคนละพรรคการเมือง ซ้ำเติมด้วยข้อกังขาเดิมๆ ว่านี่จะเป็นการทำให้พรรคการเมืองขนาดใหญ่ได้เสียงน้อยลง

ประเด็นถัดมาเรื่องนายกรัฐมนตรีคนนอก ซึ่งเปิดช่องให้คนที่ไม่เป็น สส.เข้ามาทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายบริหารได้หากได้เสียงสนับสนุนจากสภาผู้แทนราษฎร เพื่อแก้ปัญหาไม่ให้การเมืองต้องถึงทางตันเหมือนที่ผ่านมาหลังยุบสภา ไม่มี สส. ทำให้ไม่มีนายกรัฐมนตรี

ครั้งนี้ กรธ.ได้เสนอทางออกเพื่อลดข้อครหา “สืบทอดอำนาจ” สกัดไม่ให้คนของ คสช.กระโดดเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยการตีกรอบให้พรรคการเมืองต้องเสนอ 5 รายชื่อคนที่จะเป็นนายกฯ เพื่อให้ประชาชนได้พิจารณาตั้งแต่ตอนเลือกตั้ง ไม่ให้คนนอกโผล่เข้ามาแทรกคิวภายหลัง

แม้จะช่วยลดความกังขาไปได้บ้าง แต่ยังมีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีการไปหมกเม็ดเสนอรายชื่อในส่วนของพรรคเล็ก แต่สุดท้ายทุกอย่างต้องขึ้นกับเสียงของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร

คล้ายกับประเด็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ที่ถูกโจมตีอย่างรุนแรงในร่างรัฐธรรมนูญฉบับบวรศักดิ์ ว่าเป็นเหมือนการเปิดช่องให้เกิดการปฏิวัติรูปแบบใหม่ สามารถแทรกแซงการบริหารงานของฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ

ด้วยเหตุผลที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องการป้องกันไม่ให้ “รัฐประหาร” แต่จะใช้ช่องทางนี้เข้ามาแก้ไขให้ทุกอย่างเดินหน้าต่อไปได้ ไม่ต้องทำให้ทุกอย่างมาจบที่รัฐประหาร เสียงต่อต้านรุนแรงทำให้ กรธ. ออกมายืนยันว่าจะไม่มีองค์กรอย่าง คปป. ในรัฐบาลนี้ แต่จะใช้กลไกที่มีอยู่เข้ามาแก้ไขปัญหา

ประเด็นล่าสุด เรื่องที่มา สว.ซึ่งเมื่อตัดอำนาจถอดถอนออกไป ก็ได้ปรับวิธีการสรรหาใหม่ที่ไม่ใช่การเลือกตั้ง เพราะเห็นว่าจะซ้ำซ้อนกับการเลือกตั้ง สส. โดยปรับเป็นเลือกตั้งทางอ้อมจากกลุ่มวิชาชีพ 20 กลุ่ม ซึ่งคุณสมบัติของที่จะมาสมัครเป็น สว.ไม่จำเป็นต้องจบปริญญาตรี และต้องมีความเชี่ยวชาญในกลุ่มอาชีพไม่ต่ำกว่า 10 ปี

นอกจากเสียงสะท้อนว่าต้องการให้ประชาชนทั้งประเทศเลือกตั้ง สว. แทนที่จะให้เลือกกันเองเพียงไม่กี่กลุ่มแล้ว ยังมีปัญหาเรื่องการตัดข้อห้ามเรื่องเป็นสภาผัวเมียในอดีตออกไป

แต่ข้อเป็นห่วงทั้งหมดนี้จากการสำวจของ กรธ.ประจำเดือน ธ.ค. ที่สำนักงานสถิติแห่งชาติเป็นคนจัดทำนั้นแต่ละประเด็นเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วย โดยเรื่องที่เห็นด้วยน้อยที่สุด คือ ระบบเลือกตั้งที่เห็นด้วย 63.6%

นอกจากประเด็นเนื้อหาแล้วในขั้นตอนกระบวนการสุดท้าย ที่จะต้องทำประชามตินั้น ยังเป็นที่วิตกกันว่าจะนำไปสู่ความวุ่นวาย ทั้งในตัวเนื้อหาซึ่งจะต้องเปิดเวทีชี้แจงข้อดีข้อเสียของร่างรัฐธรรมนูญในแต่ละพื้นที่ ซึ่งด้วยความคิดเห็นที่แตกต่างกันอาจบานปลายไปสู่ความขัดแย้งได้

ยังไม่รวมกับกลุ่มที่จ้องจะสร้างสถานการณ์ที่อาจใช้ช่วงเวลานี้ออกมาสร้างความปั่นป่วน สั่นคลอนเสถียรภาพ คสช. ในช่วงโค้งสุดท้ายที่จะเต็มไปด้วยความเปราะบาง

สุดท้ายผลการทำประชามติหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ บรรยากาศการเมืองย่อมต้องกลับมาวุ่นวาย ซึ่งจะต้องรอดูทิศทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ว่าจะขีดเส้นทางเดินต่อไปอย่างไร

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญยังเป็นปมร้อนการเมืองที่ต้องจับตาอย่างต่อเนื่อง

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน