posttoday
เศรษฐกิจ 2016 ส่อเค้าไม่สวย มังกรลุยกระตุ้นต่อยกใหม่

เศรษฐกิจ 2016 ส่อเค้าไม่สวย มังกรลุยกระตุ้นต่อยกใหม่

22 ธันวาคม 2558

หลังจากที่ผ่านพ้นการประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ไปแล้ว และนับเป็นการสิ้นสุดนโยบายผ่อนคลายทางการเงินที่ใช้มาตลอด 7 ปี ทั้งการตรึงอัตราดอกเบี้ยต่ำ และการผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณด้วยการซื้อคืนพันธบัตร (คิวอี) ทั่วโลกต่างก็พุ่งประเด็นไปยัง “จีน” เป็นรายต่อไปทันที

หลังจากที่ผ่านพ้นการประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ไปแล้ว และนับเป็นการสิ้นสุดนโยบายผ่อนคลายทางการเงินที่ใช้มาตลอด 7 ปี ทั้งการตรึงอัตราดอกเบี้ยต่ำ และการผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณด้วยการซื้อคืนพันธบัตร (คิวอี) ทั่วโลกต่างก็พุ่งประเด็นไปยัง “จีน” เป็นรายต่อไปทันที

เพราะนอกจากนโยบายการเงินของสหรัฐ และราคาน้ำมันโลกแล้ว การขยายตัวของเศรษฐกิจจีนในปีหน้า จะเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบของเศรษฐกิจในแต่ละประเทศมากที่สุด ตั้งแต่ประเทศอุตสาหกรรมที่นำเข้า-ส่งออก ไปจนถึงประเทศตลาดเกิดใหม่ที่ส่งออกสินค้าเกษตรและโภคภัณฑ์ ในฐานะประเทศที่มีสัดส่วนการค้าโลกถึง 10% และมีสัดส่วนต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกมากที่สุด

หากวิเคราะห์ถึงการเคลื่อนไหวที่ผ่านมา รวมถึงความเห็นจากหน่วยงานต่างๆ ของจีน จะพบว่ารัฐบาลกรุงปักกิ่งกำลังส่งสัญญาณที่จะเดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่องอีกครั้งในปี 2016 ซึ่งการกระตุ้นรอบใหม่นี้อาจไม่จำกัดอยู่แค่การผ่อนคลายนโยบายการเงิน แต่น่าจะรวมไปถึงการใช้นโยบายการคลังที่จีนเว้นวรรคไปพักหนึ่งด้วย

ทั้งนี้ เป็นเพราะจีนยังไม่เห็นสัญญาณที่จะช่วยให้ภาวะเศรษฐกิจปี 2016 ฟื้นตัวดีขึ้นได้อย่างเด่นชัด ตรงกันข้ามกลับยังต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยงและความท้าทายอีกหลายด้าน ตั้งแต่แรงซื้อของโลกที่ยังมีท่าทีซบเซา ไปจนถึงการรับมือกับภาวะทุนไหลออก อันเนื่องมาจากการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งจะกระทบต่อทั้งตลาดเงิน-ตลาดทุนของจีน และอัตราแลกเปลี่ยนที่เป็นหัวใจสำคัญของการค้าขายโดยตรง

หน่วยงานวิจัยภายใต้ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ได้ออกรายงานคาดการณ์เศรษฐกิจจีนปีหน้าว่า จะขยายตัวได้ราว 6.8% หรือลดลงมาจากคาดการณ์เดิมเล็กน้อยเท่านั้นซึ่งอยู่ที่ 6.9% และนับว่ายังดีกว่าที่นักวิเคราะห์ฝั่งตะวันตกพากันให้ภาพทิศทางจีนว่าจะเติบโตได้เพียง 6.5% โดยดัชนีราคา ผู้บริโภค หรืออัตราเงินเฟ้อจะกระเตื้องขึ้นเล็กน้อยจาก 1.5% ในปีนี้ ไปอยู่ที่ 1.7% พร้อมทั้งคาดการณ์ในแง่ดีสวนทางสำนักวิเคราะห์อื่นๆ ด้วยว่า การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร และการส่งออกในปีหน้าจะขยายตัวดีขึ้นอย่างแน่นอน 

อย่างไรก็ตาม รายงานดังกล่าวกลับไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับนานาประเทศได้ โดยไม่มีรัฐบาลหรือสำนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำรายใดที่มองตรงกันกับพีบีโอซี

ในทางตรงกันข้าม ภาคเอกชนยังแสดงความเป็นห่วงถึงทิศทางในปีหน้าว่ามีโอกาสที่จะหนักหนาสาหัสกว่าในปัจจุบัน โดยผลสำรวจความเห็นภาคธุรกิจขนาดใหญ่ 103 แห่งในเอเชีย โดยรอยเตอร์ส/อินซีด ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นในไตรมาส 4 ลดลงอยู่ที่ 58 จุด จาก 60 จุด ในไตรมาสก่อนหน้า และจาก 72 จุด ในไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว นับเป็นตัวเลขความเชื่อมั่นที่ต่ำที่สุดในรอบ 4 ปี

ขณะเดียวกัน จีนยังต้องเผชิญกับอีกปัจจัยลบสำคัญอย่างการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐ ปิดฉากยุค 7 ปี แห่งการผ่อนคลายทางการเงิน ทำให้พีบีโอซีต้องดำเนินมาตรการออกมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเพื่อทดสอบตลาดและรองรับป้องกันความผันผวนของตลาดที่อาจเกิดขึ้น

ภายในช่วงเดือน ธ.ค.นี้ พีบีโอซีได้กำหนดค่ากลางเงินหยวนใหม่หลายครั้ง ครั้งแรกลดลงมาต่ำสุดในรอบ 4 ปี และลดลงอีกครั้งให้ต่ำสุดในรอบ 4 ปีครึ่ง จนเงินหยวนอ่อนค่าลง 10 วันทำการ ติดต่อกัน จุดชนวนความกังวลในตลาดโลกอีกครั้งว่า จีนจะกลับมาใช้ยุทธวิธีเดิมๆ ด้วยการกดค่าเงินหยวนเพื่อกระตุ้นภาคการส่งออก เนื่องจากการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจจีนต้องใช้เวลาอีกมากจึงจะเห็นผล และไม่ทันท่วงทีต่อการช่วยพยุงภาวะเศรษฐกิจในปีหน้าได้ทัน

ล่าสุด พีบีโอซีได้กำหนดค่ากลางเงินหยวนรอบใหม่ ขยับให้สูงขึ้นกว่าเดิม 0.09% ไปอยู่ที่ 6.4753 หยวน/เหรียญสหรัฐ จึงทำให้เงินหยวนดีดตัวกลับไปแข็งค่าขึ้นได้เป็นครั้งแรกในรอบ 2 สัปดาห์ และเป็นการส่งสัญญาณว่าจีนจะเคลื่อนไหวนโยบายการเงิน 2 ด้าน ให้หยวนทั้งอ่อนค่าสลับกับแข็งค่าขึ้นตามโอกาส เพื่อให้สามารถหนุนการส่งออกและรับมือกับภาวะทุนไหลออกได้ไปพร้อมกัน แม้ว่าในภาพรวมแล้วหลายฝ่ายเชื่อว่าจีนจะเดินหน้าปล่อยให้เงินหยวนเคลื่อนไหวในทางอ่อนค่าลงอีกก็ตาม

คณะกรรมการเพื่อการพัฒนาและการปฏิรูปแห่งชาติจีน (เอ็นดีอาร์ซี) คือ หน่วยงานล่าสุดของทางการจีนที่แย้มถึงทิศทางการใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายต่อเนื่อง โดยแนะนำให้รัฐบาลจีนใช้นโยบายเงินหยวนอ่อนค่า เพื่อหนุนภาคการส่งออกและกระตุ้นเศรษฐกิจจีนที่มีแนวโน้มขยายตัวซบเซาต่อเนื่อง โดยแนะนำให้พีบีโอซีลดอัตราดอกเบี้ยและลดสัดส่วนทุนสำรองของธนาคารพาณิชย์ เพื่อกระตุ้นการเติบโตของภาคเอกชน นอกจากนี้รัฐบาลยังควรดำเนินนโยบายเงินหยวนอ่อนค่า เพื่อช่วยกระตุ้นภาคการส่งออกของประเทศที่ยังถือเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจจีนด้วย

หน่วยงานของจีนยังเสนอให้รัฐบาลกรุงปักกิ่งขยายการขาดดุลงบประมาณออกไปอีกในปีงบประมาณหน้า เพื่อให้รัฐบาลสามารถทุ่มงบประมาณสนับสนุนโครงการขนาดใหญ่ต่างๆ และสามารถออกพันธบัตรทั้งในระดับรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นได้ ส่วนทางด้านการสนับสนุนตลาดทุนนั้น ควรมีการดำเนินมาตรการเพื่อรักษาเสถียรภาพในตลาดทุน เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากภาวะทุนไหลออก

ในปี 2015 นี้ จีนเองก็มีการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่จะเน้นมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน ทั้งการลดดอกเบี้ย การลดค่าเงิน การเสริมสภาพคล่อง และการช่วยสนับสนุนภาคธุรกิจผ่านทางธนาคารพาณิชย์ ขณะที่การใช้มาตรการทางการคลังเป็นเพียงสเกลขนาดเล็กเป็นรายโครงการที่เทียบไม่ได้เลยกับการอัดงบ 4 ล้านล้านหยวน สมัยประธานาธิบดี หูจิ่นเทา แต่สุดท้ายจีนก็สามารถประคองเศรษฐกิจให้โตได้เพียง 7% ในไตรมาส 2 และ 6.9% ในไตรมาส 3 เท่านั้น

ท่ามกลางภาวะทุนไหลออกที่คาดว่าสูงถึง 1.13 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (4.08 ล้านล้านบาท) ในเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา จากการประเมินของแคปิตอล อีโคโนมิกส์และปัจจัยเสี่ยงอีกมากในปีถัดไป จึงเป็นที่เชื่อได้ว่าจีนจะต้องงัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมาใช้อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในปีหน้า เพื่อให้การปฏิรูปเป็นไปอย่างราบรื่นได้ตลอดรอดฝั่งอีกนานหลังจากนี้

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว