
ยื่น 19 ข้อให้กรธ.วางหลักปราบทุจริต
ยื่น 19 ข้อให้กรธ.วางหลักปราบทุจริต เสนอนักการเมืองต้องแสดงรายการภาษีย้อนหลัง 3 ปี
ยื่น 19 ข้อให้กรธ.วางหลักปราบทุจริต เสนอนักการเมืองต้องแสดงรายการภาษีย้อนหลัง 3 ปี
นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) พร้อมด้วยนายประมนต์ สุธีวงศ์ ที่ปรึกษากมธ., นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ เลขานุการกมธ. และ นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา โฆษกกมธ. เข้ายื่นข้อเสนอเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบเพื่อบรรจุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ต่อ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)
สำหรับข้อเสนอของคณะกมธ.มีทั้งสิ้น 19 ข้อ ประกอบด้วย
1.ประชาชนมีหน้าที่ป้องกัน ปฏิเสธ และต่อต้านการทุจริต ประพฤติมิชอบและถือว่าประชาชนเป็นผู้เสียหายในคดีทุจริตและประพฤติมิชอบที่ส่ผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ
2.ให้สิทธิประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะ ติดตามและร้องขอให้มีการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หน่วยงานรัฐ และเจ้าหน้าที่รัฐ โดยสิทธิดังกล่าวต้องไม่ถูกจำกัดเว้นมีกฎหมายบัญญัติ
3.จัดให้รัฐมีกลไกป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบ และให้การบริหารราชการแผ่นดินต้องเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล
4.กำหนดให้องค์กรที่ใช้อำนาจรัฐหรืองบประมาณต้องเปิดเผยแผนดำเนินงานประจำปีงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง ต่อสาธารณะ
5.ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งทุกระดับ และผู้เข้ารับการสรรหาเพื่อดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องแสดงสำเนาแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ย้อนหลัง 3 ปี หากไม่แสดงหรือแสดงเป็นเท็จให้ถือว่าพ้นสมาชิกภาพทางการเมือง ทั้งนี้ต้องเปิดเผยรายการดังกล่าวให้สาธารณะรับทราบ
6.ห้ามผู้ที่ต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่าทำทุจริต ประพฤติมิชอบ ทำการเลือกตั้งไม่สุจริต หรือร่ำรวยผิดปกติ รวมถึงบุคคลที่เคยถูกปลดออก ไล่ออก หรือออกจากราชการเนื่องจากกระทำทุจริต กระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ หรือร่ำรวยผิดปกติ ลงสมัครรับเลือกตั้งหรือเข้ารับการสรรหาเพื่อดำรงตำแหน่งทางการเมือง
7.ห้ามสส.นำงบประมาณที่เหลือจากการแปรญัตติไปจัดสรรเป็นงบของส.ส.
8.เว้นเอกสิทธิคุ้มครองส.ส.ระหว่างสมัยประชุม กรณีเป็นผู้ต้องหาคดีอาญาเกี่ยวกับการทุจริต ประพฤติมิชอบหรือคดีความผิดเกี่ยวกับทุจริตเลือกตั้ง
9.ให้สิทธิสส.ฝ่ายค้านเป็นประธานกมธ.ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริต และติดตามงบประมาณภาครัฐ
10.ให้มีศาลชำนัญพิเศษคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยใช้ระบบไต่สวน และสามารถอุทธรณ์ได้
11.ให้สิทธิผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีที่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่รัฐใช้จ่ายเงินแผ่นดินที่ก่อให้เกิดความเสียหายแต่รัฐอย่างร้ายแรง
12.ต้องเปิดเผยกระบวนการสรรหากรรมการองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ
13.ให้ป.ป.ช. มีวาระดำรงตำแหน่ง 6 ปี และมีอำนาจไต่สวนและวินิจฉัยคดีทุจริตต่อหน้าที่หรือร่ำรวยผิดปกติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการระดับ 10 ขึ้นไป พร้อมกำหนดะระยะเวลาไต่สวนอย่างไม่ล่าช้า
14.กำหนดให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เป็นอิสระและทำงานร่วมกับ ป.ป.ช.อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
15.สร้างกลไกที่บูรณาการการทำงานขององค์กรที่มีหน้าที่ป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ และอค์กรตรวจสอบอำนาจรัฐ
16.การตรวจสอบคดีทุจริตต้องกำหนดระยะเวลาไต่สวนข้อเท็จจริงและฟ้องดำเนินคดีโดยเร็ว
17.ให้เขียนบทบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งผลประโยชน์ในรัฐธรรมนูญตามแนวทางที่กำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ของกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน
18.ห้ามเจ้าหน้าที่ของรัฐในกระบวนยุติธรรมไม่เป็นที่ปรึกษาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจ
และ 19.ให้มีการปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติชอบอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ มีรายงานว่าคณะกมธ.ได้ร่วมพูดคุยกับนายมีชัย ต่อแนวทางที่เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ โดยนายมีชัย ระบุว่าในเนื้อหาเตรียมจะกำหนดไม่ให้ป.ป.ช.ประจำจังหวัด เพราะมีข้อมูลพบว่า ป.ป.ช.ประจำจังหวัดนั้นมีการแทรกแซงได้ง่าย ขณะที่การปรับการทำงานของ สำนักงาน ป.ป.ช. นั้น ยอมรับว่าในร่างรัฐธรรมนูญนั้นไม่สามารถจะบัญญัติเนื้อหาไว้ทั้งหมดได้ ดังนั้นจึงมีแนวคิดที่จะนำไปบัญญัติส่วนของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. ที่ กรธ.จะยกร่างขึ้นใหม่ หลังที่รัฐธรรมนูญผ่านการทำประชามติ
นอกจากนั้นแล้วในส่วนของ ป.ป.ท. นั้นตามที่มีผู้เสนอ คือให้ย้ายสังกัดไปอยู่ในส่วนสำนักนายกฯ แทนสังกัดกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพ แต่มีทักท้วว่าสำนักนายกฯ และกระทรวงยุติธรรมถือมีผู้กำกับที่มีสถานะเป็นฝ่ายการเมือง ดังนั้นกังวลว่าการทำงานจะไม่มีประสิทธิภาพได้ จึงมีผู้เสนอให้นำ ป.ป.ท. ไปเป็นส่วนหนึ่งของ ป.ป.ช. เพราะตามบทบาทถือว่ามีความคล้ายคลึงกันคือตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ







