
จากอธิการบดีถึงนศ.กลุ่มปชต. ธรรมศาสตร์ต้องอยู่ใต้กฎคสช.
กลายเป็นเรื่องร้อนแรงอีกครั้ง หลังเจ้าหน้าที่นำปฏิบัติการ “ตัดขบวนรถไฟ” ของกลุ่ม “ประชาธิปไตยศึกษา”
โดย...สุภชาติ เล็บนาค ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์
กลายเป็นเรื่องร้อนแรงอีกครั้ง หลังเจ้าหน้าที่นำปฏิบัติการ “ตัดขบวนรถไฟ” ของกลุ่ม “ประชาธิปไตยศึกษา” ที่จะเคลื่อนขบวนไปยังอุทยานราชภักดิ์ เพื่อแสดงพลังตรวจสอบการทุจริตและนำตัวแนวร่วมทั้งหมดไปควบคุมตัว ก่อนจะปล่อยภายในวันนั้นเอง
ผลลัพธ์หลังการเคลื่อนไหวของนักศึกษา-ประชาชน มีทั้งเสียงหนุนและเสียงต้าน กลุ่มนักศึกษาอย่างล้นหลาม
อย่างไรก็ตาม ที่นับว่าน่าสนใจที่สุด ก็คือการออกแถลงการณ์ในนาม “มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” ภายใต้ชื่อ “ฝ่ายการนักศึกษา” ตำหนินักศึกษาที่ออกมาเคลื่อนไหว โดยระบุชัดว่าเป็นการมุ่งทำให้การบริหารราชการแผ่นดินไม่เป็นไปโดยมั่นคงราบรื่น รวมถึง “ปราศจากมุมมองที่รอบด้านในบริบทประเทศไทย”
นอกจากนี้ยังได้เรียกร้องให้นักศึกษาธรรมศาสตร์ที่เคลื่อนไหวดังกล่าวหยุดการจัดกิจกรรมนอกมหาวิทยาลัยที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือกระทบต่อความปลอดภัยของนักศึกษาธรรมศาสตร์และหันมาใช้แนวทางสมานฉันท์อย่างสร้างสรรค์ เพื่อร่วมเสนอแนะทางออกแก่ประเทศชาติ
หลังมหาวิทยาลัยออกแถลงการณ์ดังกล่าวออกมา ก็ตามมาด้วยวิวาทะทางความคิดระหว่างอาจารย์ ศิษย์เก่า และองค์การนักศึกษา จนถึงขั้นเปลี่ยนป้ายที่อาคารเรียนรวม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต จาก “รับใช้ประชาคือ ปลายทางที่เราเล่าเรียน” เป็น “รับใช้ประยุทธ์คือ ปลายทางที่เราเล่าเรียน”
โพสต์ทูเดย์ นัดคุยกับ ศ.สมคิดเลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เพื่ออธิบายจุดยืนต่อการเคลื่อนไหวของนักศึกษา ในฐานะผู้บริหารในดินแดนที่ได้ชื่อว่า “มีเสรีภาพทุกตารางนิ้ว”
สมคิด บอกว่า กลุ่มนักศึกษาประชาธิปไตยศึกษา ในมุมมองเขามีฐานะเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองกลุ่มหนึ่ง โดยมีแกนนำคนสำคัญคือ โรม (รังสิมันต์ โรม) อดีตนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ปัจจุบันเรียนปริญญาโทคณะนิติศาสตร์ นิว (สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์) ปัจจุบันเรียนปี 4 ขึ้นปี 5 คณะรัฐศาสตร์ รวมถึงอั้ม (อั้ม เนโกะ) ซึ่งปัจจุบันหนีคดีหมิ่นเบื้องสูงไปอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศสและอาจจะมีคนอื่นๆ ที่ไม่รู้จักอีก แต่ก็มีประมาณ 10 คนเท่านั้น
“เขาเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวปกติ แล้วเขาก็เคลื่อนไหวหลายเรื่อง แต่ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการเมือง ซึ่งปรัชญาของเราก็คือนักศึกษามีเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์ แต่กลุ่มนี้อาจต่างจากกลุ่มอื่นคือ เขาเคลื่อนไหวตรงข้ามกับรัฐบาล คสช.โดยส่วนใหญ่ แต่มหาวิทยาลัยก็ยังเปิดโอกาสให้เคลื่อนได้ทุกครั้ง”
สมคิด บอกว่า หลังการรัฐประหารของ คสช.มีการประกาศกฎอัยการศึกทั่วประเทศ ได้พูดคุยกับนักศึกษาแล้วว่า ธรรมศาสตร์ไม่มีข้อยกเว้นต้องอยู่ใต้กฎอัยการศึกเช่นเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ หากจะจัดกิจกรรมก็ต้องขออนุญาตจากทหาร
“ผมพูดกับ อาจารย์ปริญญา (ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดี) ซึ่งก่อนหน้านี้เขาอยู่ฝ่ายการนักศึกษาว่าเรายังให้นักศึกษาสามารถอภิปรายในมหาวิทยาลัยได้ แต่ถ้าเขาจะจัดข้างนอกก็จะขอให้ อาจารย์ปริญญา เชิญเข้ามาจัดในมหาวิทยาลัย หลักก็เป็นอย่างนี้มาโดยตลอด” อธิการบดี มธ.ระบุ
เขาบอกอีกว่า โดยปกตินักศึกษามักจะไม่ชอบผู้บริหารมหาวิทยาลัย ซึ่งก็เป็นมาทุกยุค แม้แต่ ศ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นอธิการบดี นักศึกษาก็มีปัญหากับ อาจารย์ป๋วยเป็นประจำ
“เขามองว่าผู้บริหารไม่ใช่พวกเดียวกับเขา ผู้บริหารทำอะไร เขาก็คัดค้าน แต่ในเชิงนโยบาย เราไม่ได้ห้ามปรามเขาหรอก สมมติ เขาจะด่าผม ผมก็ให้ด่านะครับ จะไม่เห็นด้วยกับ คสช. ผมก็ให้ทำ ไม่ได้ห้าม แต่สถานการณ์ปัจจุบันนั้นไม่ใช่สถานการณ์ปกติ เป็นสถานการณ์ที่อยู่ใต้กฎของ คสช. และธรรมศาสตร์ ก็ต้องอยู่ใต้สถานการณ์นี้ด้วย”
• เสรีภาพไม่ใช่ทำอะไรก็ได้ถ้า มธ.ไม่ขัดแย้งเป็นเรื่องผิดปกติ
สมคิด บอกว่า อาจารย์ที่หนุนหลังนักศึกษากลุ่มนี้มาถามเขาเป็นประจำว่าทำไมอธิการบดี ไม่ปกป้องนักศึกษา แต่เขาก็ยืนยันมาตลอดว่าเขาได้ปกป้องทุกครั้ง แต่การจะทำอะไร ก็ต้องอยู่ใต้กฎของ คสช.ด้วย ทั้งนี้ ด้วยหมวกของอธิการบดีไม่สามารถจะไปบอกนักศึกษาได้ว่า “ทำอะไรก็ทำเลย ไม่ต้องไปฟัง คสช.”
“ผมทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก แต่ว่าทุกครั้งที่นักศึกษาประท้วงแล้วมีปัญหา เช่น ถูกทหารจับไป ผมก็ส่ง อาจารย์ปริญญา ไปดีลตี 1 ตี 2 อาจารย์ปริญญา ก็จะเอาตัวเองไปประกันตัว นักศึกษาเขาก็โทรหาอาจารย์ปริญญานะ แม้เขาจะรู้สึกว่าไม่ใช่พวกเขา แต่เดี๋ยวนี้เขากลับชมว่า อาจารย์ปริญญา ดีกว่า รองฯ คนปัจจุบัน”
สมคิด ย้ำอีกครั้งว่า มธ.เป็นอย่างนี้มาตลอด ไม่ว่าจะยุค ศ.ป๋วย หรือ ศ.สัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นอธิการบดี คือธรรมศาสตร์ ต้องมีเสรีภาพในการวิจารณ์เรื่องต่างๆ แต่ผู้บริหารธรรมศาสตร์ไม่เคยเห็นด้วย ถ้าใครจะใช้ธรรมศาสตร์เป็นสถานที่สำหรับเคลื่อนไหวทางการเมือง
“ผมไม่ได้หมายความว่าจะใช้เสรีภาพทำอะไรก็ได้ตามที่ตัวเองต้องการ ถ้าจำได้เมื่อตอนที่ผมออกมาเตือนนิติราษฎร์แล้วผมโดนด่านั้น นิติราษฎร์จัดอภิปรายเรื่องกฎหมายอาญามาตรา 112 ก็หลายหน ผมไม่ได้ว่าอะไรเลย หรืออย่างนิวก็เหมือนกัน เขาจัดมาหลายครั้ง ผมก็ไม่เคยว่าอะไรเขาเลย”
“เคสของนิว มีศิษย์เก่าธรรมศาสตร์มาฟ้องผมตลอดเวลาว่า ท่านเป็นอธิการบดีอย่างไร ปล่อยให้เอาธรรมศาสตร์ไปเคลื่อนไหวแบบนี้ คือเขามองว่ามันเลยไปจากการใช้เสรีภาพที่ควรจะเป็น มันกลายเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมือง เพราะเคลื่อนไหวซ้ำๆ ต่อเนื่องในประเด็นเดียวกัน ผมก็เข้าใจว่านี่เป็นเหตุให้ฝ่ายการนักศึกษาต้องออกแถลงการณ์เตือน”
สมคิด ยกตัวอย่าง การทุจริตอุทยาน ราชภักดิ์ ว่ากลุ่มของนิว ได้เลยจากเรื่องการบอกว่า อุทยานมีปัญหาหรือออกแถลงการณ์ว่าจะต้องลงโทษผู้กระทำผิดไปสู่การ “เคลื่อนไหว” คือนั่งรถไฟไปอุทยานราชภักดิ์ ซึ่งก็ต้องตั้งคำถามว่า หากนั่งรถไฟไปอุทยานแล้ว จะสมประโยชน์กับการตรวจสอบทุจริตหรือไม่
“ผมว่าไม่ สิ่งที่กลุ่มนี้ทำคือเคลื่อนไหวทางการเมืองระดมคนต่างๆ ไป อันนี้ผมคิดว่ามันเกินไปนิดหนึ่ง ฝ่ายการนักศึกษาเขาถึงออกมาเตือนว่า ทำแบบนี้มันทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าธรรมศาสตร์เป็นหัวหอกการเคลื่อนไหว เพราะเราถูกว่ามาอีกทีว่าปล่อยให้ทำอย่างนี้ได้อย่างไร ในขณะที่ประเทศกำลังปรองดองกันอยู่” สมคิด อธิบาย
อธิการบดี มธ. บอกอีกว่า เป็นสิทธิของ ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษา ที่จะเตือนนักศึกษาและอธิบายว่า รองอธิการบดีคงเห็นว่าเตือนด้วยวาจาแล้วไม่เกิดอะไรขึ้น จึงใช้โอกาสนี้เตือนเป็นแถลงการณ์
“แถลงการณ์จะทำให้สังคมเข้าใจธรรมศาสตร์มากขึ้น คือ ถ้าเกิดไปเตือนกันสองคน หรือเรียกมาเตือน คนเขาอาจจะบอกว่าธรรมศาสตร์ไม่ทำอะไรเลย ซึ่งผมก็รู้ว่า อาจารย์ชาลี ออกแถลงการณ์ไปมีปัญหาแน่ แต่ก็รู้สึกว่าไม่ได้มีอะไรเพราะนิวเขาก็เคลื่อนไหวต่ออยู่แน่ แล้วเราก็ห้ามเขาไม่ได้ด้วย ในแถลงการณ์ก็ไม่ได้ห้าม ทหารห้ามเขายังไม่ได้เลย มหาวิทยาลัยจะไปห้ามเขาได้อย่างไร” อธิการบดีระบุ
ถามว่ามีการออกแถลงการณ์ แล้วมีอาจารย์ธรรมศาสตร์ออกมาค้าน คนอาจจะมองว่า มธ.ขัดแย้งได้? สมคิด ตอบทันทีว่า เป็นเพราะอาจารย์กลุ่มนี้เองอยู่กับนักศึกษากลุ่มนี้มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ประจักษ์ (ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์) อาจารย์ยุกติ (ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาฯ มธ.) ก็ปกติ เพราะทุกคนทำงานกับนิวและโรมอย่างต่อเนื่อง หากนักศึกษาถูกจับก็จะออกแถลงการณ์คัดค้านทันที ไม่ใช่เรื่องขัดแย้งอะไร
“ความจริงคนที่สนับสนุนแถลงการณ์ของฝ่ายการนักศึกษาก็มีเยอะ แต่เขาไม่ได้ออกมา เขาก็เป็นอาจารย์กลุ่มหนึ่ง ไม่ได้มีปัญหาอะไร ถ้าธรรมศาสตร์ไม่มีความขัดแย้งสิเรื่องผิดปกติ” สมคิด ระบุ
อธิการบดีธรรมศาสตร์ ยืนยันว่า ในสถานการณ์อย่างนี้ไม่มีใครพอใจการจำกัดสิทธิเสรีภาพ ทั้งการพูด การเขียน ซึ่งถ้าหากเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้พูดบ้าง ก็คงไม่มีการแสดงออกอะไรขนาดนี้
“แต่ถ้ามองในเชิงความมั่นคง เขาก็อาจจะมองว่า อยากให้ประเทศสงบสักพักหนึ่งจะได้ตั้งต้นกันใหม่ พอนักศึกษากลุ่มนี้มาป่วน เขาก็รู้สึกไม่ดีกับนักศึกษาเหมือนกัน”
• ‘จ่านิว’ เคลื่อนไหวในนามมหา’ลัยเชื่ออนาคต ลงสมัคร สส.
อย่างไรก็ตาม ในมุมมองสมคิดเห็นว่า ทหารไม่ได้ทำอะไรเลยเถิด ยกตัวอย่างเช่น นักศึกษาจะไปอุทยานราชภักดิ์ ทหารก็ควบคุมตัวเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็ปล่อย แต่ถ้าหากจับไปค้างคืน เขาก็จะเป็นห่วงมาก แต่ก็เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนัก
“มันมองได้สองมุม ทหารเขาอาจมองว่าขนาดจำกัดยังทำขนาดนี้เลย ถ้าไม่จำกัดจะมากกว่านี้มั้ย แต่ถ้าถามผม ผมอยากเปิดให้คนในมหาวิทยาลัยหน่อยว่าต้องวิพากษ์วิจารณ์บ้าง จริงๆ เขาไม่ได้วิจารณ์ คสช.เท่านั้นนะ ในยุคประชาธิปไตยเขาก็วิจารณ์ เช่น ทหารตั้งงบประมาณสูง ยุคอภิสิทธิ์ ยุคปู เขาก็วิจารณ์ หรือถ้าทหารใช้อำนาจมากไป เขาก็วิจารณ์ทั้งนั้น แล้วเขาไม่ได้วิจารณ์แค่ทหาร เขาด่าอธิการบดีเป็นประจำ”
แม้สมคิดจะรับตำแหน่ง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในยุค คสช. หรือถูกมองว่าเข้าข้างรัฐบาลชุดนี้ แต่สมคิดยืนยันว่า เขาไม่เคยเปิดโอกาสให้ “ทหาร” เข้ามาใช้พื้นที่ มธ. เพื่อควบคุมการจัดกิจกรรมหรือห้ามปรามการเคลื่อนไหวภายในธรรมศาสตร์เลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่ด้วยประกาศ คสช. เขาไม่สามารถห้ามไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้ามาได้
สมคิด บอกอีกว่า หากนิวประกาศเคลื่อนไหวในนามส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับธรรมศาสตร์ เขาก็ไม่จำเป็นต้องออกแถลงการณ์ แต่ปัญหาคือคนมักจะคิดว่า นิวเคลื่อนไหวโดยใช้ชื่อธรรมศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง เลยจำเป็นต้องสร้างความเข้าใจ อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ที่ออกมาไม่เคยห้ามนิวให้เคลื่อนไหวต่อ หรือห้ามนิว ไม่ให้ไปอุทยานราชภักดิ์อีก
“ผมไม่ใช่ กปปส. ผมไม่ใช่พวก คสช. ถ้าผมเป็นพวก คสช. ผมไม่ให้คนไปประกันตัวนักศึกษาหรอก ผมจะไม่ให้เขาจัดงานในธรรมศาสตร์ด้วยซ้ำ แล้วแถลงการณ์จะต้องแรงกว่านี้เยอะ แต่นิวต้องเข้าใจว่าผมเป็นอธิการบดี แล้วผมโดนต่อว่าตลอด”
สมคิด แนะนำไปยังนักศึกษาที่ชื่อนิวว่า หากเคลื่อนไหวแล้ว วันนี้หรือพรุ่งนี้เปลี่ยนสังคมได้เลยก็ควรทำ แต่ถ้ายังเปลี่ยนไม่ได้ ก็ควรรอจังหวะที่เหมาะสม
“ทหารเขาไม่ได้ว่าอะไรหรอก แต่เขากลัวคนอื่นจะเข้ามาเสริม เหมือนห้ามพรรคประชาธิปัตย์ประชุมพรรค เพราะถ้าให้ประชาธิปัตย์ พรรคอื่นก็ต้องประชุมได้บ้าง ของนิวก็เหมือนกัน”
“ถ้ามีคนมาถามผมว่า นิวมีเบื้องหลังไหม ผมก็จะบอกว่าไม่มี นิวก็ทำอย่างนี้ของเขา เขาเป็นนักศึกษาที่ชอบแนวนี้ แล้วผมก็คิดว่าในอนาคต เขาลงการเมือง ไปเป็น สส. สว. แน่นอน เพราะเขาชอบแบบนี้ เขาชอบเป็นแนวหน้า” สมคิด ระบุ
• สัมพันธ์ ‘สมศักดิ์ เจียม’ 40 ปี ผมไม่อยากทำร้ายเพื่อน
หนึ่งในข้อหาที่ทำให้สมคิดถูกมองว่าเลือกข้าง ก็คือการลงนามในคำสั่ง “ไล่ออก” สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในข้อหาขาดราชการ หลัง สมศักดิ์หลบหนีการรายงานตัวต่อ คสช. ไปต่างประเทศ หลังเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อปีที่ผ่านมา
“อาจารย์สมศักดิ์ แกขาดราชการ 200 กว่าวัน ซึ่งตามระเบียบราชการคือขาดราชการ 15 วัน โดยไม่มีเหตุผลอันสมควรก็ต้องถูกไล่ออกจากราชการ เพราะมันมีมติ ครม.ล็อกไว้เลยว่า ถ้าเกิน 15 วัน ต้องถูกไล่ออกเท่านั้น”
สมคิด บอกว่า สิ่งที่สมศักดิ์สู้ก็คือบอกว่ามีเหตุผลอันสมควร คือ หนีรัฐประหาร เมื่อธรรมศาสตร์มีคำสั่งให้ สมศักดิ์ ออกจากราชการ สมศักดิ์จึงได้ไปร้องคณะกรรมการอุทธรณ์ร้องทุกข์ของสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) แต่คณะกรรมการอุทธรณ์ก็เห็นด้วยว่าธรรมศาสตร์ทำถูกต้องแล้ว
“แต่อาจารย์สมศักดิ์ ยังสู้ได้ ผมก็ฝากหลายคนไปบอกอาจารย์สมศักดิ์ ว่าผมไม่มีอำนาจไปลดหย่อนผ่อนโทษให้แต่คนที่มีอำนาจคือศาลเป็นคนที่จะทำได้ และผมก็เห็นด้วยที่อาจารย์สมศักดิ์ ไปยื่นฟ้องศาลปกครอง”
สมคิด บอกว่า หากพูดในแนวพิพากษาของศาล ศาลจะต้องบอกว่าไม่มีเหตุผลอันสมควร แต่ไม่แน่ ศาลปกครองอาจจะเปลี่ยนแนวคำวินิจฉัยว่าการรัฐประหารทำให้เกิดปัญหาจริง และการไปของอาจารย์สมศักดิ์มีเหตุผลก็ได้
“ผมรู้จักสมศักดิ์มา 30-40 ปี สมศักดิ์เป็นรุ่นพี่ เขารุ่น 19 ผมรุ่น 21 ห่างกันสองปี ก็สนิทกัน แล้วก็คุยกันพอสมควร ผมบอกตรงนี้เลยว่า ผมไม่อยากทำหรอกครับ ไม่มีใครหรอกครับที่อยากไล่อาจารย์ออก หรืออยากทำร้ายเพื่อน นี่พูดในฐานะคนรู้จักกันมานาน แต่ถ้าผมไม่ได้เป็นอธิการบดี ผมก็ไม่ต้องทำ” สมคิด บอกกับเรา
“ตอนที่เกิดรัฐประหารขึ้น ผมก็สื่อสารผ่านคนอื่นไปบอกรุ่น อาจารย์สมศักดิ์ เช่น ผ่าน อาจารย์ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ผ่านคณบดีคณะศิลปศาสตร์ที่ อาจารย์สมศักดิ์สอนอยู่ ผมก็บอกว่าทางที่ดีที่สุดคือสมศักดิ์ต้องลาออก แต่แกหายไป โดยไม่มีใครรู้ แกคงไม่ทันได้ระมัดระวังเรื่องพวกนี้ แต่ถ้าแกทำตามนี้ ผมก็อนุมัติ แต่เมื่อแกขาดราชการไป 200 กว่าวันแล้ว แล้วแกมาขอลาออก ผมทำไม่ได้อยู่แล้ว แล้วต่อให้เป็นอธิการบดีคนอื่น ก็ต้องทำแบบนี้ ผมไม่สามารถทำอย่างอื่นได้เลย”







