posttoday
บทเรียนจากกรุงไทย บทพิสูจน์ธรรมาภิบาล

บทเรียนจากกรุงไทย บทพิสูจน์ธรรมาภิบาล

10 ธันวาคม 2558

โดย...พรสวรรค์ นันทะ

โดย...พรสวรรค์ นันทะ

แม้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จะลงดาบสั่งปรับกรรมการและผู้บริหารบริษัท ซีพี ออลล์ ที่อาศัยข้อมูลภายใน หรืออินไซเดอร์ เทรดดิ้ง ในการซื้อหุ้น บริษัท สยามแม็คโคร ในตลาดหลักทรัพย์ฯ เข้าพอร์ตตัวเองในราคาตลาดที่ต่ำกว่าราคาประกาศซื้อหุ้นทั้งหมด (เทนเดอร์ ออฟเฟอร์)

อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารรายหนึ่งที่ถูกปรับในครั้งนี้มีชื่อ อธึก อัศวานันท์ หนึ่งในคณะกรรมการธรรมาภิบาล (Corporate Governance หรือบอร์ด CG) ของธนาคารกรุงไทย รวมอยู่ด้วย กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะผู้กำกับดูแลธรรมาภิบาลของสถาบันการเงินคงอยู่นิ่งเฉยไม่ได้

สุดท้าย ก็มีการดำเนินการจนทำให้อธึกลาออกจากการเป็นบอร์ดธรรมาภิบาลของธนาคารกรุงไทย โดยมีการแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.ที่ผ่านมา

กรณีที่เกิดขึ้นนี้ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญของสถาบันการเงินอื่นๆ ด้วย เพราะหลักการของการเป็นบอร์ดธรรมาภิบาล คือ การทำตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดีงาม ไม่กระทำสิ่งใดที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของ
ผู้ถือหุ้น โดยเฉพาะบอร์ด CG ที่มีฐานะเป็นผู้บริหาร หรือผู้ใกล้ชิดข้อมูลภายในของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ยิ่งต้องระมัดระวัง ไม่ใช้ข้อมูลภายในมาหาผลประโยชน์ส่วนตัว

หากบอร์ดด้านธรรมาภิบาลรายใดล่วงละเมิดหลักการดังกล่าว ก็เปล่าประโยชน์ที่จะเป็นผู้ดูแลเรื่องธรรมาภิบาลของบริษัทที่เข้าไปเป็นกรรมการได้

โดยเฉพาะการเป็นกรรมการธรรมาภิบาลของธนาคารพาณิชย์ ยิ่งต้องระมัดระวังเรื่องการไม่ละเมิดหลักการดังกล่าว เพราะระบบธนาคารพาณิชย์เกี่ยวพันกับบริหารเงินฝากของผู้ฝากเงินจำนวนมาก หากเกิดปัญหาขึ้น ความเสียหายไม่ได้เกิดเฉพาะกับผู้ถือหุ้นหรือผู้บริหารเหมือนบริษัทเอกชนทั่วไป แต่จะตกกับผู้ฝากเงินจำนวนมาก ซึ่งประเทศไทยเคยมีบทเรียนมาหลายครั้ง แต่ละครั้งรัฐบาลต้องใช้เงินภาษีเข้าไปดูแลชดเชยความเสียหายให้กับผู้ฝากเงินจำนวนมหาศาล

ด้วยเหตุนี้ ธปท.จึงให้ความสำคัญกับคุณสมบัติของผู้ที่จะมาเป็นกรรมการของสถาบันการเงิน โดยกำหนดคุณสมบัติไว้ใน พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงินอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันปัญหาต่างๆ เห็นได้จาก มาตรา 24 พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงินฉบับปัจจุบัน ห้ามมิให้สถาบันการเงินแต่งตั้งหรือยอมให้บุคคลต่อไปนี้ เป็นกรรมการผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการอย่างเด็ดขาด ประกอบด้วย บุคคลล้มละลายหรือพ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลายไม่ถึง 5 ปี บุคคลที่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเกี่ยวกับทรัพย์ในคดีทุจริต บุคคลที่เคยถูกลงโทษไล่ออกหรือปลดออกจากราชการ องค์การ หรืองานของรัฐ ฐานทุจริตต่อหน้าที่

รวมทั้งบุคคลที่เคยเป็นผู้มีอำนาจในการจัดการสถาบันการเงินที่ถูกเบิกถอนใบอนุญาต เคยถูกถอดถอนจากตำแหน่งบริหารตามกฎหมายของตลาดหลักทรัพย์ฯ บุคคลที่เป็นผู้บริหารในสถาบันการเงินอื่นอยู่ในเวลาเดียวกัน หรือเป็นข้าราชการการเมือง อย่าง สส. สว. สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น เป็นต้น

สาเหตุที่ต้องกำหนดคุณสมบัติกรรมการแบงก์หรือบอร์ดแบงก์อย่างเข้มงวดและมีรายละเอียดมากมาย เพราะบอร์ดแบงก์สามารถให้คุณให้โทษกับคนอื่นได้มาก ตั้งแต่ระดับผู้บริหารไปจนถึงพนักงานในองค์กรทุกระดับ

นอกจากนี้ พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน ยังป้องกันการแต่งตั้งบุคคลที่จะมีปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนอีกด้วย โดยการห้ามลูกหนี้ของธนาคารมาเป็นบอร์ดในธนาคารที่เป็นเจ้าหนี้ โดยมาตรา 48 ภายใต้ข้อบังคับมาตรา 59 กำหนดห้ามสถาบันการเงินไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ห้ามไม่ให้สินเชื่อหรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ หรือประกันหนี้แก่กรรมการ ผู้จัดการ รองผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัดการ หรือผู้ซึ่งมีตําแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่น ผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงิน หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว เว้นแต่การให้สินเชื่อในรูปของบัตรเครดิต ตามอัตราขั้นสูงที่แบงก์ชาติกำหนด หรือให้สินเชื่อสวัสดิการแก่บุคคลดังกล่าวตามที่แบงก์ชาติอนุญาตไว้เท่านั้น

จากหลักเกณฑ์เหล่านี้จะเห็นได้ว่า ธปท.ได้ออกกฎหมายกำหนดกฎเกณฑ์ควบคุมในเรื่องคุณสมบัติบอร์ดธนาคารพาณิชย์ มากกว่ากฎหมายดูแลธุรกิจอื่นๆ หรือบริษัททั่วๆ ไป ซึ่งนอกจากธนาคารพาณิชย์แล้ว ระยะต่อไป ธปท.อยู่ระหว่างออกกฎหมายที่จะเข้าไปดูแลธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ที่ต่อไปอาจจะมีการกำหนดคุณสมบัติของกรรมการและผู้บริหาร เช่นเดียวกับธนาคารพาณิชย์

ด้วยเหตุนี้ เมื่อเกิดกรณีของ อธึก ที่ถูกสำนักงาน ก.ล.ต.สั่งปรับ ฐานใช้ข้อมูลภายในในการซื้อขายหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งอธึกไม่ได้เป็นเพียงกรรมการทั่วไป แต่ยังเป็นกรรมการด้านธรรมาภิบาลของธนาคารด้วย จึงเป็นไปไม่ได้ที่กระทรวงการคลังและ ธปท.จะอยู่นิ่งเฉย

และแม้จะไม่มีกฎหมายให้อำนาจกระทรวงการคลังและ ธปท.ในการสั่งปลดกรรมการที่มีปัญหาเรื่องธรรมาภิบาล เพราะกฎหมายให้อำนาจเฉพาะด้านการกลั่นกรองบุคคลที่จะเข้าเป็นกรรมการเท่านั้น แต่กระทรวงการคลังและ ธปท.ก็มีวิธีการดำเนินการด้วยวิธีการภายใน เห็นได้จากการให้สัมภาษณ์ของ สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ที่กล่าวสั้นๆ ว่า ได้สั่งการไปยังฝ่ายบริหารของธนาคารกรุงไทยให้จัดการเรื่องนี้แล้ว จนมาถึงการยื่นใบลาออกของอธึก

อย่างไรก็ตาม แนวการปฏิบัติของ ธปท.ที่มีทั้งการออกกฎหมายกลั่นกรองบุคคลที่จะเข้าเป็นกรรมการหรือผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ และแนวปฏิบัติที่จะไม่ให้บุคคลที่มีปัญหาเรื่องธรรมาภิบาลดำรงตำแหน่งกรรมการหรือผู้บริหารต่อไป ไม่ควรจะใช้สำหรับกรณีธนาคารกรุงไทย ที่มีกระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่เท่านั้น

แต่ต้องถูกนำไปใช้กับธนาคารพาณิชย์อื่นๆ รวมทั้งธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ที่นอกจากจะเกี่ยวข้องกับเงินฝากของประชาชนทั่วไปแล้ว ยังเกี่ยวข้องกับเงินภาษีของประชาชนอีกด้วย รวมทั้งควรเป็นมาตรฐานที่ใช้กับบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์ฯ อื่นๆ เพราะจะเห็นได้ว่ากรณีที่เกิดขึ้นนี้สั่นสะเทือนความเชื่อมั่นในการจัดการที่ดีของทั้งตัวบุคคลและองค์กรเป็นอย่างมาก

บัณฑิต นิจถาวร กรรมการผู้อำนวยการ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย ถึงกับระบุว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นความบกพร่องรุนแรงของผู้ที่เข้ามาทําหน้าที่กรรมการ เป็นสิ่งที่กรรมการไม่ควรทํา กระทบความเชื่อมั่นในการกํากับดูแลกิจการของบริษัท และความน่าเชื่อถือเรื่องธรรมาภิบาลของประเทศ จึงเป็นเรื่องสําคัญที่กรรมการที่เกี่ยวข้องต้องแสดงความรับผิดชอบมากกว่าการถูกปรับ และคณะกรรมการบริษัทเองก็ต้องแสดงความรับผิดชอบโดยเข้าแก้ไขปัญหาเพื่อแสดงจุดยืนที่ถูกต้องของคณะกรรมการ

ซึ่งหากธนาคารพาณิชย์ ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ และ บจ.ใช้กรณีนี้เป็นกรณีตัวอย่าง มีการกลั่นกรองบุคคลที่จะเข้ามาเป็นกรรมการหรือผู้บริหารตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะกรรมการด้านธรรมาภิบาล ก็จะทำให้นักลงทุนและผู้ฝากเงินเชื่อมั่นในการทำงานของคณะกรรมการได้ว่า ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือการใช้ข้อมูลฉกฉวยหาผลประโยชน์เข้าตนเอง ช่วยสร้างความยั่งยืนในการประกอบกิจการให้กับระบบธนาคารพาณิชย์ ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ และ บจ.ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ