
ศก.อาเซียน เจ็บหนัก ปีหน้าต้องพึ่งรัฐกระตุ้นต่อ
ใกล้เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายสิ้นปี แม้จะยังไม่มีรายงานตัวเลขสำคัญๆ ของไตรมาส 4 ออกมา
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
ใกล้เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายสิ้นปี แม้จะยังไม่มีรายงานตัวเลขสำคัญๆ ของไตรมาส 4 ออกมา แต่เท่าที่ผ่านมาก็พอเห็นสัญญาณได้ชัดเจนมากขึ้นแล้วว่า หลายประเทศในอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มอาเซียนบวก 5 ที่ประกอบด้วย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย กำลังจะผ่านพ้นปี 2015 ไปอย่างทุลักทุเล
ที่สำคัญก็คือ ยังไม่มีแสงแห่งความหวังที่มากพอสำหรับการฟื้นตัวอย่างชัดเจนปี 2016 เสียด้วย
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สิงคโปร์รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (พีเอ็มไอ) หรือตัวเลขสำคัญของภาคการผลิตในเดือน พ.ย. อยู่ที่ 49.2 กระเตื้องขึ้นมาเพียงเล็กน้อยจาก 48.9 ในเดือนก่อนหน้า แต่ก็ถือเป็น
การหดตัว (ต่ำกว่า 50) ที่ติดต่อกันมาเป็นเดือนที่ 5 แล้ว พร้อมกับที่ธนาคารดีบีเอส คาดการณ์ว่าดัชนีพีเอ็มไอของสิงคโปร์จะยังคงซบเซาเช่นนี้ไปอีกหลายเดือน จนกว่าจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นได้อย่างชัดเจนในช่วงกลางปีหน้า
ฟากดัชนีพีเอ็มไอในเดือนเดียวกันของมาเลเซีย ลดลงต่ำสุดในรอบ 3 ปี มาอยู่ที่ 47.0 จาก 48.1 ในเดือน ต.ค. โดย 4 องค์ประกอบสำคัญทั้งการผลิต ยอดคำสั่งซื้อใหม่ การจ้างงาน และสต๊อกปัจจัยนำเข้า ล้วนลดลงทั้งหมด และพร้อมกันนี้ ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ก็ประกาศหั่นคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2015 ของทั้งอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ลงจากเดิม
วอลสตรีท เจอร์นัล ได้อ้างรายงานคาดการณ์ของเครดิต สวิส กรุ๊ป เอาไว้ว่า เศรษฐกิจของกลุ่มอาเซียนบวก 5 จะขยายตัวได้เฉลี่ย 4.1% เท่านั้นในปีนี้ ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 4.3% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 25 ปีที่ผ่านมาจนถึงปี 2015 และยังต่ำที่สุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์การเงินโลกเมื่อ 6 ปีก่อนด้วย
แน่นอนว่า หากเทียบกับอีกหลายประเทศในเอเชียด้วยกันแล้ว โดยเฉพาะประเทศใหญ่อย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ อาเซียนยังมีภาพรวมที่ดีกว่า และยังมีแนวโน้มจะขยายตัวได้อีกเล็กน้อยในปีหน้า
ทว่า ที่น่ากังวลก็คือ ปัจจัยที่ช่วยพยุงและส่งเสริมให้เศรษฐกิจของอาเซียนดีขึ้นนั้น ไม่ใช่ปัจจัยเศรษฐกิจพื้นฐาน เช่น ค่าแรงที่เพิ่มขึ้น หรือการส่งออกที่ขยายตัวได้ดี แต่กลับมาจากมหกรรมการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลเป็นหลัก โดยเฉพาะการอัดเงินช่วยพยุงราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ตกต่ำ เช่น น้ำตาลและน้ำมันปาล์ม ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญใน 3 ประเทศ
นักเศรษฐศาสตร์หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า ในปีหน้า 2016 เศรษฐกิจของอาเซียนยังจำเป็นต้องพึ่งพามาตรการกระตุ้นทางการคลังเป็นหลักอยู่ เนื่องจากยังไม่สามารถฝากความหวังกับภาคการส่งออกได้ อีกทั้งราคาสินค้าโภคภัณฑ์ก็มีแนวโน้มจะซบเซาไปอีกยาว ตามทิศทางราคาน้ำมันโลกขาลง
เบนจามิน ชาติล นักเศรษฐศาสตร์จากเจ.พี.มอร์แกน เชส แอนด์ โค มองว่า ประเทศไทยและอินโดนีเซียน่าจะได้แรงหนุนจากการกระตุ้นทางการคลัง ผ่านการอัดงบประมาณลงทุนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่หลายโปรเจกต์ ซึ่งคาดว่าจะช่วยหนุนการเติบโตและความเชื่อมั่นในประเทศได้
ขณะที่ ไมเคิล วาน นักเศรษฐศาสตร์จากเครดิต สวิส ยังกังวลว่า เศรษฐกิจในปีหน้าจะยังคงอยู่ภายใต้แรงกระเพื่อมของจีนที่ยังมีทิศทางไม่ชัดเจน ดังนั้นรัฐบาลจึงยังจำเป็นต้องเป็นผู้นำการกระตุ้นเศรษฐกิจไปก่อน จนกว่าที่ปัจจัยพื้นฐานจะเริ่มปรับตัวดีขึ้น
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาเป็นรายประเทศ จะเห็นได้ว่า ส่วนใหญ่มีปัจจัยสำคัญอย่างเศรษฐกิจจีน ซึ่งส่งผลต่อการค้าและการลงทุนของอาเซียนเป็นหลัก เนื่องจากจีนเป็นผู้นำเข้าสินค้าสำคัญของอาเซียน และนับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2014 ที่ผ่านมา การนำเข้าสินค้าของจีนก็ยังลดลงต่อเนื่องทุกเดือนอีกด้วย
จึงไม่น่าแปลกใจที่ตัวเลขการส่งออกหรือการผลิตของหลายประเทศในอาเซียนจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก เช่น การส่งออกของอินโดนีเซียในเดือน ต.ค. ที่ลดฮวบลงถึง 21% และลดลงเป็นเดือนที่ 13 ติดต่อกัน หรือการส่งออกของสิงคโปร์ที่หดตัวลง 1.9% ในเดือน ต.ค. และลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 14 แล้วเช่นกัน
ทว่า นอกจากปัจจัยเรื่องของจีนแล้ว แต่ละประเทศก็ยังมีปัญหาภายในที่คาดว่าจะส่งผลต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า เช่น ไทย ที่นอกจากทั่วโลกจะจับตาเรื่องทิศทางการเมืองและการเลือกตั้งแล้ว ก็ยังมีแรงกดดันจากภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังพุ่งสูงกว่า 80% ของจีดีพี และความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่เปราะบาง ซึ่งเพิ่งจะปรับตัวดีขึ้นได้เป็นครั้งแรกในรอบ 10 เดือน เมื่อเดือน ต.ค.
ที่ผ่านมา
สำหรับมาเลเซียก็ยังผจญกับปัญหาทางการเมืองไม่แพ้กัน แม้นายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค จะสามารถรอดพ้นการซักถามข้อสงสัยเรื่องเงินลึกลับ 615 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.2 หมื่นล้านบาท) ในบัญชี
ที่ถูกเชื่อกันว่าเชื่อมโยงกับกองทุนวันเอ็มดีบีของรัฐบาลมาได้ แต่วิกฤตศรัทธาการเมืองที่ผสมกับปัญหาราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำ ก็ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อค่าเงินริงกิต ที่อ่อนค่าไปแล้วกว่า 25% ในปีนี้เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ
ขณะที่ภาวะหนี้ครัวเรือนที่สูงกว่า 85% ของจีดีพี และสูงสุดในอาเซียน ก็ยังกดดันการบริโภคของประชาชน ในขณะที่ราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ตกต่ำลง ก็จะกดดันการลงทุนของภาคเอกชนที่ยังไม่กล้าตัดสินใจใช้เงินในช่วงนี้ด้วย
ด้านฟิลิปปินส์ ซึ่งมีภาษีดีที่สุดเมื่อเทียบกับอีก 4 ประเทศที่พึ่งการส่งออกและสินค้าโภคภัณฑ์เป็นหลัก จนเป็นหนึ่งในประเทศแถบอาเซียนที่มีการเติบโตเร็วที่สุด ก็ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปีหน้า ทำให้ภาคธุรกิจไม่แน่ใจว่านโยบายปฏิรูปต่างๆ ของประธานาธิบดี เบนิญโญ อาคิโน จะได้รับการสานต่อหลังการเลือกตั้งหรือไม่ ทำให้เอดีบีลดคาดการณ์จีดีพีฟิลิปปินส์ในปีนี้ลงเหลือ 5.9% จากคาดการณ์เดิมที่ 6.0% หรือขยายตัวลดลงจากปี 2014 ซึ่งอยู่ที่ 6.1%
ขณะที่อินโดนีเซียดูจะเป็นประเทศที่มีแนวโน้มสดใสมากที่สุดแม้ในยามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ซบเซา โดยนักวิเคราะห์หลายฝ่ายเชื่อว่า ธนาคารกลางอินโดนีเซียจะลดดอกเบี้ยลงในปีหน้าตามทิศทางของสหรัฐ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการกู้ยืมและลงทุน ซึ่งในปีที่ผ่านมาอินโดนีเซียเพิ่งทำความตกลงโครงการรถไฟความเร็วสูงจากจีนไปในมูลค่า 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.7 แสนล้านบาท) ด้วย
ทิศทางของอาเซียนในปีหน้าจึงยังไม่สามารถฟื้นตัวขึ้นได้ง่าย โดยไร้การกระตุ้นจากภาครัฐเพื่อพยุงเศรษฐกิจไปอีกอย่างน้อยครึ่งปี จนกว่าจะเห็นสัญญาณกระเตื้องที่ชัดเจนขึ้นจากจีนและโลก รวมถึงราคาน้ำมันในช่วงครึ่งหลังของปีหน้านี้







