posttoday
ปฏิรูปสหกรณ์ฯ กำจัดจุดอ่อนการเงินไทย

ปฏิรูปสหกรณ์ฯ กำจัดจุดอ่อนการเงินไทย

07 ธันวาคม 2558

โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์

โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์

แม้จะมีคนเห็นปัญหาเรื่องการสหกรณ์ของไทยมานาน แต่ก็ไม่มีใครออกมาแตะเรื่องนี้อย่างจริงจังมากนัก แต่การที่ วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาส่งสัญญาณว่าจะต้องจับตาดูสหกรณ์ออมทรัพย์มากเป็นพิเศษ เพราะอาจทำให้ระบบการเงินเปราะบางในระยะยาว เนื่องจากสหกรณ์ออมทรัพย์มีความเชื่อมโยงกับระบบการเงินไทย

ธปท.เริ่มเห็นความเสี่ยงของการบริหารของสหกรณ์ออมทรัพย์มากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากสหกรณ์ออมทรัพย์ดำเนินธุรกิจที่คล้ายกับธุรกิจหลักของธนาคารพาณิชย์ ทั้งการระดมเงินฝากและการปล่อยสินเชื่อ แตกต่างกันที่ไม่สามารถทำธุรกรรมอัตราแลกเปลี่ยน ฯลฯ

เดิมสหกรณ์จะระดมเงินฝากเพื่อไปปล่อยกู้ให้กับสมาชิกเท่านั้น แต่ปัจจุบันสหกรณ์ที่ได้พัฒนาไปไกลและมีพฤติกรรมความเสี่ยงมากขึ้นเรื่อยๆ มีความหลากหลายในการระดมเงินฝากทั้งจากสมาชิกและไม่ใช่สมาชิก รวมไปถึงการกู้จากสถาบันการเงินและการกู้เงินระหว่างสหกรณ์ด้วยกันมากขึ้นเพื่อไปปล่อยกู้ต่อ รวมทั้งนำเงินไปลงทุนรูปแบบต่างๆ ลงทุนหุ้น ลงทุนซื้อตราสารหนี้ ปล่อยกู้กับนิติบุคคล เพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น แทนที่จะหาจะบริหารเงินจากเงินออมของสมาชิกแล้วไปลงทุนอย่างเช่นเดิม

แม้แต่ในภาวะช่วง “ดอกเบี้ยต่ำ” สหกรณ์ก็มีการแข่งกับธนาคารพาณิชย์ โดยให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากสูงๆ ทำให้ประชาชนก็ย้ายเงินฝากกับธนาคารพาณิชย์ไปฝากกับสหกรณ์ออมทรัพย์

จากข้อมูล ณ ไตรมาส 2 ของปี 2558 มีสหกรณ์ออมทรัพย์จำนวน 1,451 แห่ง มีสมาชิกประมาณ 2.7 ล้านคน มียอดการปล่อยสินเชื่อแก่ภาคครัวเรือน 1.64 ล้านล้านบาท จากปีที่แล้วมียอดปล่อยสินเชื่อประมาณ 1.52 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 7.89% หรือคิดเป็นประมาณ 10% ของหนี้ครัวเรือน

ปัญหาของสหกรณ์ออมทรัพย์ไม่ใช่มีความเสี่ยงแค่บริหารเงิน แต่ยังมีปัญหาเรื่อง “คุณภาพและความเป็นมืออาชีพ” ทั้งส่วนของผู้กำกับดูแลสหกรณ์เอง คือกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ซึ่งเป็นระบบราชการและยังต้องกำกับดูแลสหกรณ์อีกมากมายหลายประเภท อาจจะทำให้ไม่สามารถที่จะดูแลได้ทั่วถึง รวมถึงตัวผู้บริหารของแต่ละสหกรณ์ ส่วนใหญ่ก็จะใช้การเลือกตั้งมาจากสมาชิกด้วยกันเอง และมักจะมีบุคคลเดิมๆ เข้ามาบริหารงานซ้ำๆ อีกทั้งตัวสมาชิกเองก็ขาดความรู้ไม่ได้ติดตามการบริหารงานของสหกรณ์ใกล้ชิดเท่าใด

ในช่วงที่ผ่านมา จะพบว่าสหกรณ์ออมทรัพย์มีปัญหาขาดสภาพคล่อง ขาดทุน ผู้บริหารมีการฉ้อโกง จนกระทั่งเกิดปัญหาสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นจ่อล้มละลาย เนื่องจากอดีตผู้บริหารฉ้อโกง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการยื่นขอฟื้นฟูกิจการ ซึ่งทำให้ระบบสหกรณ์ออมทรัพย์ทั้งประเทศจะต้องสั่นสะเทือน เป็นตัวจุดกระแสพูดถึงให้มีการปฏิรูปสหกรณ์อีกครั้ง แต่ก็ยังจุดไม่ติดเท่าใด

โจทย์การปฏิรูปสหกรณ์ออมทรัพย์มีการพูดมานาน แรกเริ่มก็มีการพูดถึงแนวทางที่จะให้โอนสหกรณ์ออมทรัพย์เข้าไปให้กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำกับดูแล เนื่องจากสหกรณ์ออมทรัพย์ก็เหมือนกับสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง อีกทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่มีความชำนาญด้านการบริหารการเงิน ทำให้ไม่สามารถที่จะกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แต่ล่าสุด คณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง สภาปฏิรูปแห่งชาติ ก็ได้เสนอแผน “ปฏิรูปสหกรณ์” โดยเสนอให้มีการตั้งองค์กรอิสระ หรือคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมสหกรณ์ออมทรัพย์ เพื่อให้ทำหน้าที่กำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์ และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯ คล้ายๆ กับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ดูแลธนาคารพาณิชย์ หรือสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ที่ดูแลและกำกับบริษัทประกันชีวิตและประกันภัย ส่วนสหกรณ์ประเภทอื่นๆ สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์การประมง ฯลฯ ให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตามเดิม

พร้อมทั้งเสนอให้จัดตั้งกองทุนค้ำประกันเงินฝากสหกรณ์เหมือนกับการจัดตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ ในขณะเดียวกันก็พยายามที่จะดึงให้สหกรณ์ออมทรัพย์เข้ามาเป็นสมาชิกบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) เพื่อที่จะได้ตรวจสอบประวัติการให้สินเชื่อได้ การปฏิรูปสหกรณ์ไม่เพียงให้สหกรณ์มีความเข้มแข็งเท่านั้น ในประเทศที่พัฒนาแล้ว สหกรณ์ออมทรัพย์บางแห่งมีบทบาทและใหญ่กว่าธนาคารพาณิชย์ รวมทั้งเป็นเครื่องมือสำคัญด้านการเงินที่เข้าถึงประชาชนในฐานรากได้อย่างแท้จริงด้วย อีกทั้งเป็นการสกัดจุดอ่อน
ของสหกรณ์ที่จะสร้างความปั่นป่วนระบบการเงินไทยด้วย

ดูๆ แล้วเหมือนกับว่าสภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้มีการทำแผนปฏิรูปสหกรณ์ออมทรัพย์เสร็จนานแล้ว เพียงแต่รอให้ “รัฐบาล” ตัดสินว่าจะเดินหน้าหรือจะพับแผน แต่เรื่องก็เงียบหายมานาน จนในที่สุดผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่  ต้องออกโรงมาส่งสัญญาณดังๆ ว่า “สหกรณ์ออมทรัพย์ไทยมีพฤติกรรมความเสี่ยงสูงกระทบกับระบบการเงินไทย” อีกครั้ง ก็ต้องรอดูว่าจะได้เสียงตอบรับจากรัฐบาลหรือไม่

ความเสียหายที่เกิดจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จนทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อผู้ฝากเงินที่เป็นบุคคลและสถาบันในวงกว้าง จะเป็นตัวเร่งให้ถึงเวลาจะต้องปฏิรูปสหกรณ์ออมทรัพย์อย่างจริงจังกันเสียที  และการปฏิรูปสหกรณ์เองก็มีความสำคัญไม่น้อยกว่าแผนปฏิรูปต่างๆ ที่รัฐบาลกำลังจะทำอยู่เช่นกัน

อย่าปล่อยให้ปัญหาสหกรณ์เป็น “ระเบิดเวลา” ที่รอวันปะทุขึ้นมา หากรอให้ถึงเวลานั้นจะยากเกินที่จะแก้

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย