
ชำนาญและต่อยอด คาถาธุรกิจพันล้าน
ถือเป็นอีกหนึ่งนักธุรกิจคนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จในการทำงาน ด้วยวัยเพียง 30 ต้นๆ สำหรับ ธนากร แซ่ลิ้ม
โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล
ถือเป็นอีกหนึ่งนักธุรกิจคนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จในการทำงาน ด้วยวัยเพียง 30 ต้นๆ สำหรับ ธนากร แซ่ลิ้ม ที่เริ่มต้นชีวิตการทำงานตั้งแต่เป็นวัยรุ่น พร้อมเก็บเกี่ยวประสบการณ์การทำธุรกิจจนแข็งแกร่ง
ปัจจุบัน ธนากรเป็นเจ้าของธุรกิจไม่ต่ำกว่า 4 บริษัท และเมื่อไม่นานมานี้ เขายังได้รับรางวัล “บุคคลตัวอย่างภาคธุรกิจแห่งปี 2015” ในสาขาภาคธุรกิจพาณิชย์ดีเด่น โดยรางวัลดังกล่าวจัดขึ้นโดย มูลนิธิสภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (มสวท.) เพื่อประกาศเกียรติคุณและเป็นการยกย่องบุคคลที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินชีวิต ทั้งชีวิตส่วนตัว ชีวิตการทำงาน และการอุทิศตนทำกิจกรรมเพื่อประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติในด้านต่างๆ
ธนากร เล่าให้ฟังว่า ก่อนจะมาถึงในจุดที่ดำรงตำแหน่งเจ้าของธุรกิจ ในฐานะกรรมการผู้จัดการบริษัททั้ง 4 แห่ง ประกอบด้วย บริษัท สวิทซเฟลค บริษัท สวิทซเฟลค เพลท เมคคิ่ง บริษัท อะเซฟติค (ประเทศไทย) และบริษัท ท็อปแวลู คอร์ปอเรท ที่คาดว่าจะสร้างรายได้แตะ 1,000 ล้านบาท ได้ไม่ยากภายใน 5 ปีนับจากนี้ ด้วยเป็นธุรกิจออนไลน์ที่เจาะกลุ่มพฤติกรรมการใช้จ่ายของคนรุ่นใหม่ในยุคปัจจุบันที่ใช้เทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
ตัวเขาเองนั้นเป็นเด็กหนุ่มธรรมดาทั่วไป ที่ตอนเด็กสมัยเป็นวัยรุ่นไม่ได้มีโอกาสด้านการศึกษาเหมือนกับคนรุ่นราวคราวเดียวกันเท่าใด แต่ด้วยเป็นเพราะไฟต์บังคับที่จะต้องรับผิดชอบดูแลตัวเอง บวกกับมีความสนใจด้านเครื่องจักรการพิมพ์ จึงลองนำเข้าสินค้าดังกล่าวจากต่างประเทศเข้ามาทำตลาด จากนั้นก็เอามาดัดแปลงแก้ไข สร้างใหม่ เพื่อทำเป็นแม่พิมพ์สำหรับบรรจุภัณฑ์ (แพ็กเกจจิ้ง) ขายให้กับโรงพิมพ์ในไทยเป็นเจ้าแรกๆ ในยุคนั้น
“ถามว่าทำไมถึงสนใจด้านเทรดดิ้ง อาจเป็นเพราะด้วยความที่เราเป็นเด็กในตอนนั้น เห็นว่าธุรกิจการค้าด้านเทรดดิ้งนี่ง่ายสุดแล้ว และตอนนั้นโดยส่วนตัวก็สนใจพวกเครื่องจักรแพ็กเกจจิ้ง เพราะดูแล้วยังไม่มีใครทำตลาดนี้มากนักเมื่อสักกว่าสิบปีก่อน พอธุรกิจเทรดดิ้งไปได้ดี เห็นเป็นตัวเงินชัดเจน ก็นำกำไรมาต่อยอดขยายธุรกิจไปเรื่อยๆ ด้วยการสร้างโรงงานแม่พิมพ์ขึ้นมาเสริม เป็นบริษัทแห่งที่ 2 และ 3 ตามลำดับ” ธนากร เล่า
จากนั้นพอทำธุรกิจไปได้เรื่อยๆ ในช่วง 5 ปีแรก ก็เริ่มมีกำไรแล้ว จากยอดขายต่อปีไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท และด้วยความที่ยังเป็นเด็กวัยรุ่น โดยธนากรยอมรับว่าเป็นเศรษฐีใหม่ ทำให้ยังไม่คิดอะไรมากนัก ซึ่งในช่วงแรกพอมีเงินมากๆ ก็เอาไปซื้อรถสปอร์ตมาขับ
กระทั่งมาถึงจุดหนึ่งที่คิดขึ้นมาได้ว่า หากจะทำธุรกิจให้ยั่งยืนและอยู่รอดได้จะต้องผันเงินนำไปลงทุนเพื่อขยายธุรกิจใหม่ที่มีความชำนาญจริงๆ ซึ่งเป็นที่มาของแนวคิดการสร้างโรงงานแม่พิมพ์ขึ้นมาแห่งแรกย่านพระราม 2 และโรงงานแห่งที่ 2 ย่านบางนา
ด้วยความที่โชคดีจากการจับธุรกิจที่มาถูกทาง ด้วยในช่วงนั้นตลาดแม่พิมพ์เป็นกลุ่มธุรกิจที่แคบมาก ไม่มีผู้เล่นมากนัก เพราะว่าเป็นธุรกิจที่ทำค่อนข้างยาก ไม่มีคู่แข่งทางตรง ซึ่งทำให้กิจการสามารถขยายฐานลูกค้าได้ต่อเนื่อง โดยอาศัยความรู้ ความชำนาญ และประสบการณ์ เข้าไปจับตลาด เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือธุรกิจ พร้อมขยายต่อไปยังอีกสองบริษัทใหม่ที่เกี่ยวข้องกันในธุรกิจแม่พิมพ์ได้
ด้วยแนวคิดที่เชื่อมั่นมาโดยตลอดจนถึงในวันนี้ คือ การจะทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จนั้น มีเงินเพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่เจ้าของธุรกิจจะต้องมีความทุ่มเทอย่างมากในงานนั้นๆ ด้วย
ขณะที่ธุรกิจใหม่ล่าสุดการบริการตลาดกลางออนไลน์ หรือ อี-มาร์เก็ต เพลส ภายใต้บริษัท ท็อปแวลู คอร์ปอเรท ที่แม้ว่าจะไม่ได้ต่อยอดมาจากธุรกิจเดิมที่ทำมาก่อนหน้าก็ตาม ซึ่งธนากรบอกว่าธุรกิจดังกล่าวมาจากประสบการณ์ทางธุรกิจที่สั่งสมมามากกว่า 15 ปี ทำให้มองเห็นแนวโน้มหรือเทรนด์การค้าของโลกว่าจะไปในทิศทางใดมากกว่า ซึ่งธุรกิจดิจิทัลน่าจะเป็นคำตอบของการทำธุรกิจในยุคนี้ จากการที่ตัวเขาเองก็เติบโตมาจากเทรดดิ้งด้วยเช่นกัน ที่ปัจจุบันกำลังจะเปลี่ยนรูปแบบของการทำธุรกิจไปแล้วเช่นกัน เป็นอีกหนึ่งเทรนด์ของธุรกิจที่น่าจับตามองจากนี้ไป
ธนากร เสริมว่า นอกจากความสำเร็จทางธุรกิจแล้ว แน่นอนว่าเจ้าของกิจการต่างๆ ล้วนเผชิญกับปัญหาอุปสรรคด้วยเช่นกัน ซึ่งเทคนิคที่ทำให้กิจการทั้งหมดผ่านพ้นมาได้นั้น คือ อาศัยความตั้งใจจริงและอดทนไปพร้อมกับการแก้ปัญหาทีละเปลาะ ซึ่งในช่วงการทำธุรกิจมานานกว่าสิบปีนี้ เขาให้เวลากับการทำงานมาก หรืออาจใช้คำว่าคลั่งไคล้การทำงานเลยก็ว่าได้ ซึ่งสุดท้ายแล้วก็จะให้ผลตอบแทนที่เราชื่นใจจริงๆ
นอกเหนือจากเทคนิคดังกล่าวแล้ว ยังมีอีก 3 ข้อพื้นฐานแรกในการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ คือ มีความชำนาญในตลาด มีความรอบรู้ (โนว์ฮาว) ในธุรกิจนั้น และสุดท้ายเงินทุน ซึ่งหากทำธุรกิจใดๆ ก็แล้วแต่มีคุณสมบัติ 2 ใน 3 ข้อดังกล่าวนี้แล้ว เชื่อว่าจะไปต่อได้แน่นอน ซึ่งในส่วนของธุรกิจใหม่ท็อปแวลูก็เช่นกัน ที่มองเห็นโอกาสทางธุรกิจเกิดขึ้นในปัจจุบัน
พร้อมปิดท้ายให้ฟังว่า จากแนวโน้มของโลกการค้าออนไลน์ที่เติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดด เชื่อว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ บริษัท ท็อปแวลูฯ มียอดขายแตะ 1,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปี ได้ไม่ยาก ตามแนวโน้มธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ที่มีมูลค่ากว่า 1.6 หมื่นล้านบาท ที่มีอัตราเติบโต 2 หลักต่อเนื่อง
การทำธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในจุดหนึ่งได้นั้น ธนากรเชื่อว่าจะต้องมาจากทัศนคติของตัวเอง ที่มุ่งมั่นอย่างจริงจัง และสร้างเป็นแรงผลักดันให้ตัวเราเองให้มีแรงเดินไปถึงเป้าหมายจากการ “โฟกัส” ที่ชัดเจน







