
จัดสรรปันส่วน/เปิดชื่อ/3ใน5/ นายกฯ คนนอก (ตอนที่ 1)
โดย...ไชยันต์ ไชยพร
โดย...ไชยันต์ ไชยพร
สมมติว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดให้เสียง สส. 3 ใน 5 สามารถลงมติไว้วางใจให้ “คนนอก” เป็นนายกรัฐมนตรีได้ และสมมติว่าจำนวน สส.ทั้งสิ้นมี 500 คน และในการหาเสียงเลือกตั้ง พรรคการเมืองสามารถกำหนดชื่อคนที่พรรคจะให้เป็นนายกรัฐมนตรีได้ 5 ชื่อ อีกทั้งระบบการเลือกตั้งเป็นแบบจัดสรรปันส่วน ซึ่งหมายความว่าจะไม่ลงเอยเหมือนรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่คาดหวังให้เหลือพรรคใหญ่ๆ เท่านั้น ขณะเดียวกันแม้ว่าทุกพรรคจะสามารถเสนอชื่อคนที่อยากจะให้เป็นนายกรัฐมนตรีได้ 5 ชื่อ แต่หลังเลือกตั้งหากพรรคใดได้คะแนนไม่ถึงร้อยละ 5 ก็หมดสิทธิที่จะเสนอชื่อคนของตนในการแข่งขัน ถ้าเงื่อนไขเป็นเช่นนี้แล้วจะเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง?
ภายใต้ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วน คงยากที่จะมีพรรคใดได้คะแนนเสียงเกินครึ่ง เพราะคะแนนเสียงประชาชนทุกคะแนนมีความหมายส่งผลให้มี สส.ตามอัตราส่วน เมื่อเป็นเช่นนี้ในการจัดตั้งรัฐบาล พรรคที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุดก็ย่อมต้องขอเสียงสนับสนุนจากพรรคอื่นเพื่อให้ได้คะแนนเสียงเกิน 250 แน่นอนว่าพรรคใหญ่ 2 พรรคคงยากที่จะร่วมหอลงโรงกัน ดังนั้นพรรคที่รองลงมาก็จะเนื้อหอม และสามารถต่อรองได้มากมาย และถ้าจะมีใครคิดว่าหลังเลือกตั้งจะได้นายกรัฐมนตรี “คนนอก” เลย ก็น่าจะเป็นเรื่องยาก เพราะจะต้องใช้เสียง สส. 300 คน แม้ว่าพรรคใหญ่ๆ จะได้ สส.ไม่เกิน 250 แต่พรรคใหญ่ก็จะมีฐานเสียงในสภามาก หากพรรคใหญ่ทั้งสองไม่เอา “คนนอก” เสียอย่าง ก็ยากที่พรรคอื่นจะรวมกันได้ถึง 300 เสียง
ที่สำคัญ หากรัฐธรรมนูญกำหนดว่า แต่ละพรรคจะต้องเสนอชื่อคนที่จะให้เป็นนายกรัฐมนตรีไว้ล่วงหน้าก็ยากที่จะหาพรรคไหนเสนอชื่อ “คนนอก” โดยเฉพาะพรรคใหญ่ที่มีโอกาสเป็นแกนในการจัดตั้งรัฐบาล ก็จะหวังให้หัวหน้าพรรคตนเป็นนายกรัฐมนตรี จะมีก็แต่พรรคที่คิดคำนวณแล้วว่าไม่มีทางเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ขอเป็นรัฐมนตรีดีกว่า จึงเสนอชื่อ “คนนอก” แต่การเสนอชื่อ “คนนอก” อาจจะสุ่มเสี่ยงที่คนจะไม่ลงคะแนนให้ เพราะหากประชาชน “ไม่ต้องการคนนอก” แต่ขณะเดียวกันก็อาจจะได้คะแนนจากประชาชนที่ “พอใจคนนอก” เพิ่มขึ้นก็ได้ด้วย ขึ้นอยู่กับกระแสประชาชนในขณะนั้น และขึ้นอยู่กับว่าพรรคใหญ่ๆ จะเสนอชื่อใครเป็นนายกรัฐมนตรีบ้าง
เพราะสมมติว่าถ้าประชาชนเปรียบเทียบแล้ว เห็นว่า “คนนอก” น่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นและไม่นำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองแบบเดิม คนก็อาจจะหันมาเทคะแนนให้พรรคเล็กที่เสนอคนนอกก็ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหากในช่วงหาเสียงมีการเสนอชื่อ “คนนอก” ไว้ แน่นอนว่าสื่อก็จะต้องไปสัมภาษณ์ “คนนอก” ที่ว่านั้นว่าได้ตกลงอะไรไว้กับพรรคขนาดย่อมที่เสนอชื่อตัวเองไว้แล้วหรือ? ถ้าเสียงในสภา 3 ใน 5 ไว้วางใจ จะยอมรับเป็นนายกรัฐมนตรีใช่ไหม? (ถ้าไม่ได้ถึง 3 ใน 5 ก็จะอายเขานะ โดยเฉพาะคนนอกที่เก่งๆ!) เพราะหาก “คนนอก” คนนั้นบอกไม่รู้เรื่อง และยังไม่ตัดสินใจ ประชาชนที่จะลงคะแนนให้พรรคที่เสนอชื่อเพราะชอบ “คนนอก” คนนี้ ก็คงไม่ลงให้
เชื่อว่าในสถานการณ์แบบนี้ ไม่มี “คนนอก” ที่ไหนจะเอาด้วย ยกเว้นว่ามีพรรคเล็กๆ หลายพรรคใจตรงกันและเตี๊ยมกันผนึกกำลังเสนอชื่อ “คนนอก” คนเดียวกัน อาจจะส่งผลให้ “คนนอก” ที่ว่านี้ยอมรับก็เป็นได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าสถานการณ์แบบนี้น่าจะเกิดขึ้นได้ยาก เพราะ “คนนอก” นี้ถ้าไม่แน่หรือเป็นที่ยอมรับจริงๆ ก็คงจะโดนพรรคใหญ่สองพรรคร่วมถล่มแบบไม่เลี้ยง รวมทั้งกระแสนอกสองพรรคใหญ่ที่ไม่ต้องการให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็น สส.เท่านั้น แต่ก็เป็นไปได้เช่นกันที่พรรคใหญ่จะพ่วงชื่อ “คนนอก” ที่เป็นจุดขายเข้ามาเป็น 1 ใน 5 ชื่อ
ถ้าเป็นอย่างนี้ ก็อาจจะเจอสูตรที่ว่าทุกพรรคจะเสนอชื่อหัวหน้าพรรคตนพร้อมพ่วง “คนนอก” ที่เป็นจุดขายเข้าแข่งขันชิงชัยคะแนนเสียงจากประชาชน แต่ก็น่าสนใจตรงที่หากมีระเบียบให้ทุกพรรคต้องส่งรายชื่อให้ กกต.เป็นผู้เปิดซองทุกพรรคในวันเวลาเดียวกัน และบังเอิญทุกพรรคมีชื่อ “คนนอก” เป็นคนเดียวกัน ก็เป็นไปได้อย่างยิ่งว่า เธอหรือเขาผู้นั้นจะมีสิทธิเป็น “นายกฯ คนนอก” หลังเลือกตั้ง
แต่ก็น่าจะยากที่จะเกิดปรากฏการณ์พร้อมกันโดยมิได้นัดหมายเช่นนี้ ดังนั้นแม้ว่ารัฐธรรมนูญจะกำหนดให้ “คนนอก” เป็นนายกรัฐมนตรีได้ และจะต้องอยู่ในรายชื่อที่มีพรรคการเมืองเสนอไว้ตั้งแต่ตอนหาเสียง โอกาสที่จะเกิดขึ้นหลังเลือกตั้งน่าจะยาก เพราะต้องอาศัยคะแนนถึง 3 ใน 5 ที่จำเป็นต้องมีพรรคใหญ่พรรคใดพรรคหนึ่งต้องเอาด้วย ยกเว้นเสียแต่ว่าพรรคขนาดย่อมทั้งหมดสามารถรวมตัวกันได้และมีคะแนนเสียงถึง 3 ใน 5 (เพราะประชาชนอยากได้ “คนนอก”) อย่างนี้ก็เกิดขึ้นได้ แต่ก็ไม่ใช่ง่ายอีกเช่นกัน เพราะการบังคับเปิดหน้าเล่น “คนนอก” กันตั้งแต่แรก มีแต่ได้กับเสียอย่างเดียว ไม่มีกลางๆ แต่ถ้ารัฐธรรมนูญไม่บังคับให้เสนอชื่อไว้ล่วงหน้า ก็จะทำให้พรรคขนาดย่อมต่อรองได้มากมาย และอาจเกิดวิกฤตจนกระทั่งต้องอาศัยบริการจาก “คนนอก” ที่รอตีกินอย่างเดียว ไม่ต้องเปลืองตัวตั้งแต่ช่วงหาเสียง
ดังนั้น ในเงื่อนไขอะไรที่จะทำให้ “คนนอก” เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีได้อีก? คำตอบคือ จะต้องมีวิกฤตกับรัฐบาล พรรคที่มีคะแนนเสียงมากพอที่จะเป็นแกนและหาพันธมิตรจากพรรคอื่นมาร่วมจัดตั้งรัฐบาล นายกรัฐมนตรีมาจากหัวหน้าพรรคใหญ่ แต่เมื่อบริหารประเทศไป เกิดความขัดแย้งขึ้นมา จนกระทั่งแม้ว่าจะยุบสภาเพื่อเลือกตั้งก็หยุดความขัดแย้งไม่ได้ มีทางเดียวคือ นายกรัฐมนตรียอมลาออกเพื่อรักษาสภาไว้ แต่หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านก็ไม่สามารถได้คะแนนเสียงมากพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลเอง เพราะประชาชนนอกสภาที่สนับสนุนรัฐบาลเดิมก็ไม่สามารถยอมรับได้ พรรครัฐบาลเดิมหรือพรรคฝ่ายค้านในฐานะที่เป็นพรรคที่มีคะแนนมากกว่าพรรคอื่นๆ จะต้องคิดว่า จะรักษาสภาไว้หรือสุ่มเสี่ยงกับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับสภา
ความเสียหายที่ร้ายแรงที่สุดที่จะเกิดขึ้นกับสภา ก็คือ ไม่มีสภาอีกต่อไป การยอมเปิดทางให้ “คนนอก” มาเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ยังดีกว่าไม่เหลืออำนาจอะไรเลย เพราะนายกรัฐมนตรี “คนนอก” ก็ยังจะต้องอาศัยเสียงในสภาในเรื่องต่างๆ อยู่ และก็ยังสามารถถูกตรวจสอบจากสภาได้ แต่ในสถานการณ์แบบไหนเล่าที่จะทำให้นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งยอมลาออกเพื่อเปิดทางให้ “คนนอก” โดยยอมแลกกับการรักษาอำนาจที่ยังมีอยู่ในสภา? ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ พรรคเพื่อไทยจะเลือกที่จะยอมให้ “คนนอก” เข้ามาโดยขอเสียงสนับสนุนจากพรรคอื่นๆ ในสภาเพื่อให้ได้ 3 ใน 5 ไหม หรือยังจะเดินหน้าเลือกตั้งอย่างเดียว?







